ไลฟ์สไตล์

 เรื่องของเกียร์ออโต้(2)

เรื่องของเกียร์ออโต้(2)

05 ก.ค. 2552

ในรถยนต์รุ่นที่มีสามเกียร์เดินหน้าเมื่อเข้าตำแหน่ง D เอาไว้รถจะวิ่งเดินหน้าโดยเคลื่อนตัวจากจุดหยุดนิ่งที่เกียร์หนึ่งแล้วเกียร์จะเปลี่ยนไปเป็นสองและสามตามระดับความเร็วของรถ

  ในรุ่นที่มีสี่เกียร์เดินหน้า และมีสวิตช์ที่คอนโซลเกียร์ให้เลือกใช้สองแบบคือแบบมาตรฐานทั่วไป อาจจะเห็นเป็นอักษร E Economy หรือ C Comfort หรือ S standard  เมื่อเลื่อนคันเข้าเกียร์ไปที่ D แล้วเลือกกดสวิตช์ที่ Eหรือ C ก็หมายถึงว่ารถคันนั้นจะออกตัวด้วยเกียร์สอง และเมื่อจะเปลี่ยนไปสามหรือสี่ เกียร์จะเปลี่ยนด้วยรอบที่ต่ำลงจุดประสงค์ก็เพื่อ ป้องกันการกระชากของเกียร์ และช่วยลดอาการล้อหมุนฟรีเมื่อต้องออกรถบนถนนที่เปียกลื่น

  ในตำแหน่งนี้จะให้ความสบายกับผู้โดยสาร(ลดการกระตุกกระชาก)และช่วยในเรื่องของความปลอดภัยและประหยัดเชื้อเพลิง แต่อาจจะมีความรู้สึกว่ารถอืดไม่มีกำลังเมื่อออกตัวหรือต้องการใช้ความเร็ว

 เมื่อเลือกใช้ตำแหน่ง S Standard หรือ S= Sport เมื่อเข้าเกียร์ในตำแหน่ง D รถจะออกตัวจากจุดหยุดนิ่งด้วยเกียร์หนึ่ง โดยเครื่องยนต์จะทำงานที่รอบสูงขึ้นเกียร์จึงจะเปลี่ยนไปในจังหวะเกียร์สองและตำแหน่งต่อๆ จุดประสงค์ก็เพื่อความคล่องแคล่ว ว่องไวในการเคลื่อนตัวได้อัตราเร่งที่ดี

 เมื่อต้องการเร่งแซงเปลี่ยนช่องทาง แต่มักจะสูญเสียความนุ่มนวล (กระชากกระตุกเมื่อเกียร์เปลี่ยนจังหวะแต่ละครั้ง) และสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง  ต่ำลงมาจากตำแหน่ง D ก็จะเป็นตำแหน่งเกียร์ที่อัตราทดต่ำลง เช่น ถ้ามีเกียร์เดินหน้าสี่เกียร์ตัวเลขหรือตัวอักษรที่บ่งบอกไว้ก็จะเป็นเกียร์สาม  นั้นหมายถึงว่าเมื่อขับรถอยู่ในเกียร์ตำแหน่งนี้รถจะออกตัวเริ่มจากเกียร์หนึ่ง แล้วไปสิ้นสุดความเร็วที่เกียร์สาม

 แม้ว่าคุณจะเร่งเครื่องไปจนรอบเครื่องไต่ระดับไปจนขีดแดง ประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อใช้งานในตำแหน่งนี้คือการขึ้นลงเนินหรือที่ลาดชันเป็นการจำกัดความเร็วของรถ  ตามอัตราที่เกียร์ทดเอาไว้และในกรณีที่ผู้ใช้รถมีความชำนาญกับการใช้เกียร์ออโต้ การเลือกใช้เกียร์สามสลับกับเกียร์สี่ (D)  ก็จะช่วยในเรื่องของการลดความเร็ว (เอนจิ้นเบรก) การเพิ่มความเร็วเพื่อเร่งแซง (ลากเกียร์) แทนการใช้ระบบคิกดาวน์ที่จะทำงานในรอบเครื่องที่สูงกว่า  
 
 ต่อมาเป็นแบบที่ มีปุ่ม OD Overdrive ให้เลือก ปุ่มกดนี้จะอยู่ที่คันเกียร์และต่อสัญญาณไปที่หน้าปัดให้เห็นอักษร OD On หรือ OD Off  ก็ต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า OD หรือ Over Drive นั้นหมายความว่าเกียร์แบบนี้ อัตราทดเกียร์สูงสุดคือเกียร์ Overdrive หรือส่วนมากแล้วก็คือเกียร์สี่  เมื่อใดก็ตามที่ผู้ใช้รถเข้าเกียร์ D พร้อมกับกดให้ปุ่ม OD อยู่ในตำแหน่ง ON ก็หมายความว่ารถคันนั้นจะเริ่มออกรถจากเกียร์หนึ่ง แล้วเปลี่ยนเป็นสองสามและสี่หรือโอเวอร์ไดรว์ โดยอัตโนมัติ ตามความเร็วที่เกิดขึ้น ถ้ารถคันนั้นมีห้าเกียร์เดินหน้าแล้วมีปุ่ม OD อยู่ด้วยก็หมายความว่าเกียร์สูงสุดคือเกียร์ห้าหรือเกียร์ห้าเป็นโอเวอร์ไดรว์

 แต่เมื่อใดที่ผู้ขับรถเข้าเกียร์ D แล้วกดปุ่ม OD OFF เอาไว้ ก็หมายถึงว่าในขณะนั้นรถคันนั้นมีเกียร์สูงสุดให้ใช้เพียงสามเกียร์ หรือสี่เกียร์ (ในคันที่มีห้าเกียร์เดินหน้า) จุดประสงค์การมีหรือการใช้เกียร์โอเวอร์ไดรว์ ก็เป็นการทดแทนการเปลี่ยนเกียร์สูง (จากสี่) มาเป็นเกียร์ต่ำ (มาสาม)

 หรือจากสามไปสี่ด้วยการโยกคันเกียร์ ใช้เพียงปลายนิ้วกดที่ปุ่มควบคุม(On-Off) เท่านั้น มีคำถามบ่อยครั้งสำหรับผู้ที่เพิ่งจะเริ่มใช้เกียร์แบบนี้ว่า เมื่อไรควรจะใช้ OD ON หรือ OD OFF อย่างไร 

 ก็ตอบได้ง่ายๆ ว่าถ้าในชีวิตประจำวันของการใช้รถนั้นไม่ได้เร่งรีบเร่งด่วนอะไรมากมายนักและภารกิจในการเดินทางไม่ต้องขึ้นเนินลงเนินที่ลาดชันตลอดเวลา  การใช้เกียร์ในตำแหน่ง OD ON ไว้ตลอดเวลาจะเป็นการใช้งานที่ถูกต้องและคุ้มค่ามากที่สุด และแม้แต่เมื่อคุณอยู่ในภารกิจที่เร่งรีบต้องขับรถด้วยความเร็วสูง เมื่อคาเกียร์ไว้ที่ OD ON คุณก็สามารถลากเกียร์ หรือลดความเร็วได้ตลอดเวลาเพียงใช้ปลายนิ้วสัมผัสปุ่ม OD ไปที่ ON หรือ OFF ในสภาพการขับปกติถ้าคาเกียร์ไว้ที่ OD OFF อาจจะทำให้คุณหลงลืมที่จะกดปุ่ม ON อันเป็นผลให้รถของคุณจะ วิ่งด้วยเกียร์สาม ซึ่งเครื่องยนต์จะทำงานเกินกำลัง (ลากเกียร์อยู่ตลอดเวลา) การสึกหรอทั้งเครื่องยนต์เกิดขึ้นก่อนเวลาอันควร และการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเปล่าประโยชน์ (เครื่องไปแต่รถไม่ไป)

 ส่วนเกียร์ออโต้แบบปัจจุบันหรือ เกียร์บวกลบ ที่จริงก็ไม่ได้แปลกพิสดารอะไรมากมายนัก กล่าวคือเกียร์ออโต้แบบที่กล่าวมาทั้งหมดก่อนนี้ ใช้วาล์ว ปิดเปิดน้ำมัน แบบกลไก ก็เปลี่ยนมาเป็นวาล์วที่ควบคุมการปิดเปิดด้วยระบบไฟฟ้า  การปิดเปิดรวดเร็วขึ้น ควบคุมแรงดันน้ำมันได้ตามที่ต้องการง่ายขึ้น ส่วนการใช้งานหรือการควบคุมบังคับคันเกียร์ ก็ไม่ต่างจากเกียร์แบบเก่าๆ ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด

 ครับว่ามาสองสัปดาห์เรื่องของเกียร์ออโต้ คราวหน้าเมื่อมีโอกาสจะเป็นเรื่องของการดูแลบำรุงรักษา และวินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนที่จะนำเกียร์เข้าซ่อม