ไลฟ์สไตล์

ย้อนตำราก.เอ๋ยก.ไก่‘เรียนรู้อดีต มุ่งสู่อนาคต’

ย้อนตำราก.เอ๋ยก.ไก่‘เรียนรู้อดีต มุ่งสู่อนาคต’

12 ต.ค. 2557

อมหมึกเคี้ยวกระดาษ : ย้อนตำรา ก. เอ๋ย ก.ไก่ ‘เรียนรู้อดีต มุ่งสู่อนาคต’ ในงานมหกรรมหนังสือฯ#19 : โดย...ปลวกหวาน

 
                   งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ มาเคาะประตูทักทายหนอนหนังสืออีกครั้งแล้ว โดยรอบนี้มาพร้อมแนวคิด “ก. เอ๋ย ก. ไก่ เรียนรู้อดีต มุ่งสู่อนาคต”
 
                   จรัญ หอมเทียนทอง นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ เกริ่นกล่าวถึงบรรยากาศโดยรวมก่อนว่า ครั้งนี้มีสำนักพิมพ์ทั่วประเทศตอบรับเข้าร่วมงานกว่า 435 สำนักพิมพ์ รวมทั้งสิ้น 923 บูธ บนพื้นที่ประมาณ 21,000 ตารางเมตร !
 
                   โดยสำนักพิมพ์ต่างๆ หนังสือปกใหม่ออกมาเยอะมาก เข้าขั้นเยอะกว่าปกติด้วยซ้ำ ทั้งเล็ก กลาง ใหญ่ ปาเข้าไปเกือบ 500 ปกแล้ว
 
                   "คาดว่าคงเพราะอัดอั้นมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ธุรกิจหนังสือปีนี้ซบเซาอย่างมาก เลยมาปล่อยของแบบเต็มที่ และปีนี้น่าจะเป็นสงครามของหนังสือบ็อกซ์เซตอย่างเต็มตัว เพราะว่าไม่ใช่แค่นวนิยายที่จัดชุดมาแบบจัดเต็ม ยังรวมไปถึงแม้กระทั่งงานเชิงสารคดีด้วย"
 
                   ท่านนายกสมาคม บอกต่อว่า ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ  นิทรรศการภาพถ่าย “Asian Smile” จากช่างภาพชื่อดัง ที่จะมาร่วมเสนอเรื่องราววิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีของผู้คนจาก 10 ประเทศ โซนอ่านสนุกอย่าง “Book Wonderland” ในห้องบอลรูมสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการ์ตูนและมังงะ นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ผู้เข้าชมจะสามารถใช้ไวไฟฟรีรวม 2 ชั่วโมงต่อวัน ในบริเวณพื้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
 
                   นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมส่งเสริมการอ่านอย่างมีคุณภาพอย่าง “โครงการ ๑ อ่าน ล้านตื่น” ซึ่ง สุชาดา สหัสกุล กรรมการสมาคม แม่งานโครงการนี้ บอกว่าปีนี้มีความพิเศษเพิ่มเข้ามาคือ “วัน ๑ อ่าน ล้านตื่น” ซึ่งจะชวนเด็กๆ ด้อยโอกาสกว่า 400 คน มาเลือกหนังสือที่ตัวเองอยากอ่าน และเลือกหนังสือไปฝากเพื่อนในโรงเรียนหรือชุมชนที่เป็นต้นสังกัด เด็กๆ จะได้รู้จักการแบ่งปัน และเด็กๆ จะต้องเขียนความประทับใจในหนังสือที่อ่านจบ ส่งกลับมายังสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ด้วย
 
                   หันมาพูดถึงด้าน “นิทรรศการ” กันบ้าง ปีนี้น่าจะสร้างกระแสฮือฮา ไม่น้อยหน้านิทรรศการ "ความใฝ่ฝันแสนงาม 40 ปี 14 ตุลา" หรือ "โลกคือนิยาย" ที่ผ่านมา ซึ่งนายกสมาคมฯ จรัญ ขอยืดอกอีกครั้งกับ “นิทรรศการระลึกชาติในแบบเรียน”!
 
                   เพราะเหตุผลที่ว่า แบบเรียนไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือของการอ่านออกเขียนได้เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือในการสร้างพลเมืองตามอุดมคติของสังคมในแต่ละยุคด้วย
 
                   "ในนิทรรศการ 3 มิตินี้ จะมาเน้นย้ำให้เห็นถึงการสร้างแบบเรียนในอดีตที่ผ่านมา ว่าประสบความสำเร็จและล้มเหลวอย่างไร รวมถึงผลของการสร้างแบบเรียนเพื่อตอบโจทย์ฝ่ายการเมืองในอดีต สามารถสร้างผลกระทบในระยะยาวของประเทศได้อย่างไร เป็นการแลหน้าเพื่อก่อความหวัง แลหลังเพื่อแก้ความผิด เพราะนี่คือหน้าที่ของทุกคนที่จะร่วมสร้างร่วมสะท้อนปัญหาและการแก้ไขไปพร้อมๆ กัน เพื่อไม่ให้ปัญหาเก่าๆ ได้กลับมาอีก"
 
                   ส่วนในด้านรูปแบบการนำเสนอ แยกเป็น 6 ยุค โดยในแต่ละยุคกล่าวถึงหนังสือเล่มเด่นที่เป็นตัวแทนแนวคิดของยุคนั้นๆ เช่น แบบเรียนยุคแรก- ตาหวังหลังโก่ง แบบเรียนยุคชาติผู้ดี-พ่อหลีพี่หนูหล่อ  แบบเรียนยุคประชาธิปไตย-ป้ากะปู่ กู้อีจู้ฯ เพื่อให้ผู้ชมได้เข้าใจถึงปัญหาและร่องรอยของพัฒนาการแบบเรียนไทย อันจะส่งผลต่ออนาคตของประเทศชาติและคนรุ่นต่อไป ผู้มางานจะได้เห็นตัวอย่างหนังสือในแต่ละยุค ที่นำมาจัดแสดงให้คนรุ่นพ่อแม่ได้หวนรำลึก ขณะเดียวกันคนรุ่นปัจจุบันก็ได้สัมผัสมากมายหลายเล่ม
 
                   ด้าน ปราบดา หยุ่น อุปนายกสมาคมฯ ก็หวังว่าเมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงวัยเยาว์ ต่อเรื่องราวในแบบเรียนต่างๆ นั้น เขาพบว่ามีลักษณะของการที่รัฐพยายามจำลองประเทศให้เป็นชุมชนเล็กๆ โดยแต่ละตัวละครหรือครอบครัวในเรื่องก็จะแทนอุดมคติที่ชาติต้องการให้ประชาชนเชื่อไปในทางนั้น ถือเป็นส่วนที่ปลูกฝังอุดมการณ์บางอย่างให้สังคม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะคิดเหมือนกัน เพราะในชีวิตแต่ละคนก็มีสื่ออื่นที่สร้างการรับรู้นอกเหนือจากแบบเรียนด้วย
 
                   จริงหรือ ที่แบบเรียนเล่มบางๆ คือเครื่องมือหนึ่งของการสร้างอุดมคติและทัศนคติระดับชาติ? ไปหาทุกคำตอบด้วยกันในมหกรรมหนังสือระดับชาติ 15-26 ตุลาคมนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กันนะคะ