
เชื่อมคนสังคมเมืองสู่ชาวนาไทยอีกแนวทางส่งเสริมเกษตรอินทรีย์
เชื่อมคนสังคมเมืองสู่ชาวนาไทย อีกแนวทางส่งเสริมเกษตรอินทรีย์
คงไม่เพียงแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น ที่ทรงห่วงใยการใช้สารเคมีในภาคการเกษตรเกินความจำเป็น หากแต่คนไทยแทบทุกคนต่างก็เป็นห่วงเช่นกัน เนื่องจากการใช้สารเคมีในการเกษตรนอกเสียจากจะเสียเงินตราในการนำเข้าสารเคมีเพื่อการเกษตรปีละกว่า 3 หมื่นล้านบาทแล้ว ยังกระทบต่อสุขภาพของเกษตรผู้ใช้สารเคมีและกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคผลผลิตทางการเกษตรอีกด้วย ทำให้หลายหน่วยงานที่เริ่มให้ความสนใจและรณรงค์ให้เกษตรกรหันมาทำการเกษตรที่ปลอดภัย และเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง และมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ที่มุ่งมั่นน้อมนำคำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์มาพัฒนาพื้นที่ต่างๆ ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ศาสตร์พระราชา หรือที่เรียกภาษาบ้านๆ ว่า โคก หนอง นา โมเดล ที่ จ.ลพบุรี เพื่อสร้าง “คนมีใจ” คือ คนที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตตัวเองเดินตามแนวทางศาสตร์พระราชา
ล่าสุด สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง และมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ร่วมกับบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด หันมาส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาใช้หลักเกษตรทฤษฎีใหม่ตามรอยพ่อของแผ่นดิน ด้วยการจัดกิจกรรมศุกร์อาสา “กว่าจะมาเป็นข้าวให้เรากิน” เพื่อเชื่อมคนเมืองสู่การทำเกษตรอินทรีย์ โดยระดมจิตอาสาจากครอบครัวเชฟรอน จากสำนักงานที่กรุงเทพฯ และพนักงานบนแท่นกลางทะเล 150 คน เดินทางไปดูงานและให้กำลังใจ พร กองกูล หรือ ลุงพร เกษตรกรวัย 68 ปี ฉายาผู้กล้าเปลี่ยนแห่งดอนฉิมพลี ที่หันมาทำนาปลูกข้าวอินทรีย์ ที่บ้านดอนฉิมพลี อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการลงแรงสร้างศูนย์การเรียนรู้ศาสตร์พระราชา พร้อมกับสัมผัสวิถีชีวิตชาวนาไทยและเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นอีกด้วย
สำหรับการนำจิตอาสาชาวเชฟรอนไปเรียนรู้เรื่องราวของข้าวในแปลงของลุงพรในครั้งนี้ ทุกคนจะรวมกิจกรรมตามฐานต่างๆ อาทิ ฐานคนเอาถ่าน โดยช่วยกันทำเตาถ่าน เพื่อลดการเผาไหม้ในที่โล่งแจ้งที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้โลกร้อน “ฐานคนทำขนมจากข้าว” คือการแปรรูปขนมจากข้าว งานนี้จิตอาสาสาวๆ เชฟรอนสวมวิญญาณแม่บ้านช่วยกันทำขนมใส่ไส้ จากนี้เข้าฐานคนรักษ์ป่าด้วยการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ฐานคนรักแม่โพสพ ให้จิตอาสาสาวช่วยกันแยกข้าวพันธุ์ดี โดยดูจากจมูกข้าวต้องเล็ก ไม่มีรอยร้าว เม็ดเรียวยาว ส่วนหนุ่มๆ ก็ออกแรงสร้างโรงสีข้าว และฐานคนรักษ์น้ำ ช่วยกันปั้นระเบิดจุลินทรีย์โยนลงในคลอง เพื่อบำบัดน้ำเสียที่เกิดจากการใช้สารเคมีทำนามาเป็นเวลานาน
“ผมมีความเชื่อว่า ไม่ใช่แค่พระเจ้าอยู่หัวที่อยากเห็นชาวนาหยุดใช้สารเคมี แต่คนไทยทุกคนก็คิดแบบนี้ คนไทยอยากเห็นชาวนาไทยมีความมั่นคง ยึดอาชีพชาวนาชั่วลูกชั่วหลาน ความรู้ด้านเทคนิคไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือ ‘ใจ’ ความสำเร็จอยู่ที่ใจคนเท่านั้น” เป็นการยืนยันของ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง และประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ในระหว่างที่บรรยายให้แก่สมาชิก ศุกร์อาสา ที่บ้านของ พร อ.บางน้ำเปรี้ยว เมื่อเร็วๆ นี้
ที่จริง ลุงพรเคยทำนาและปลูกข้าวอินทรีย์มาก่อน ตอนนั้นชีวิตมีความสุข ไม่มีหนี้สิน ต่อมาอยากได้ผลผลิตมากขึ้นจึงหันมาใช้สารเคมี ต้นทุนเพิ่มขึ้น ข้าวที่เคยปลูกเองกินเอง แต่พอทำเคมีก็ไม่กล้ากินข้าวตัวเอง ต้องไปซื้อข้าวของคนอื่นมากินในครัวเรือน พอนานวันเข้าเริ่มประสบปัญหาข้าวดีด ข้าวเด้ง จากเดิมที่ไม่เคยมีหนี้สิน ก็กลายเป็นคนมีหนี้ร่วม 4 แสนบาท จนเกือบเลิกอาชีพชาวนา จนได้พบกับ อ.ไตรภพ โคตรวงษา ผู้อำนวยการสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ที่เข้าไปชักชวนชาวนาบางน้ำเปรี้ยวไปอบรมชาวนากสิกรรมธรรมชาติ จึงตัดสินใจกลับมาทำนาอินทรีย์อีกครั้ง และเขามีความตั้งใจว่า จะนำพื้นที่ของเขาให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ศาสตร์พระราชา ใช้แนวทางเกษตรอินทรีย์ เพื่อผลผลิตปลอดภัยจากสารพิษ มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และจะชักชวนชาวบ้านให้หันมาทำเกษตรอินทรีย์ด้วย
"ผมหวังว่าการลุกขึ้นมาทำนาอินทรีย์ครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนให้แก่ชาวบ้านใน ต.ดอนฉิมพลี ซึ่งมีอาชีพทำนา 100% ที่ต้องเผชิญกับวิกฤติแบบเดียวกันกับผม ให้หันมาเปลี่ยนวิถีการทำนาเพื่อกลับสู่ชีวิตที่มีความสุข พออยู่ พอกิน อีกครั้ง และจะทำพื้นที่นี่ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบตามศาสตร์พระราชาของลุ่มน้ำบางปะกง” ลุงพร กล่าว
ด้าน อาดิท สู้ด (Aadit Sood) เด็กชายชาวอเมริกัน-อินเดีย วัย 10 ขวบ เล่าถึงประสบการณ์ในการร่วมกิจกรรมครั้งนี้ว่า ได้เกี่ยวข้าวเป็นครั้งแรกในชีวิต รู้สึกสนุกมาก และได้รับรู้ว่าการเกี่ยวข้าวไม่ง่าย แต่ทำให้เข้าใจว่าการทำนาเหนื่อยและลำบากมาก กว่าจะได้ข้าวให้เรากิน ก่อนหน้านี้เคยกินข้าวเหลือก้นจานเป็นประจำ พอรู้ว่าชาวนาทำงานหนักต่อไปจะกินข้าวให้หมดจานทุกครั้ง
ขณะที่ กิจชัย ปีติวิวัฒน์ ผู้จัดการใหญ่ภูมิภาคเอเชียใต้ ฝ่ายจัดการแหล่งกักเก็บปิโตรเลียม ของเชฟรอน บอกว่า การนำพนักงานร่วมกิจกรรมศุกร์อาสาในครั้งนี้ ถือเป็นกิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมของพนักงานและครอบครัวในการทำประโยชน์เพื่อสังคม โดยจัดขึ้นเดือนละหนึ่งครั้งในวันศุกร์ เพื่อจะได้มาเรียนรู้วิธีการทำกสิกรรมธรรมชาติ จากองค์ความรู้ตามศาสตร์พระราชาในรูปแบบ โคก หนอง นา และร่วมกันเรียนรู้ความสำคัญของข้าว การทำกสิกรรมของชาวนา และร่วมเป็นกำลังใจให้แก่ลุงพร กับ ป้านาง (ภรรยา) เกษตรกรต้นแบบการอยู่รอดด้วยเกษตรทฤษฎีใหม่อีกด้วย
ก็บนับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรม ที่เป็นการส่งเสริมและให้กำลังเกษตรกรที่หันมาทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้เป็นตัวอย่างกับเกษตรกรรายอื่นๆ ที่ยังหลงใหลกับการเกษตรเคมี ที่นับวันจะบั่นทอนชีวิตของเกษตรกรเองและผู้บริโภคอย่างทุกวันนี้



