
ศิลป์แห่งแผ่นดิน : ไผ่ วิภาดา
12 ต.ค. 2557
ศิลป์แห่งแผ่นดิน : ไผ่ วิภาดา : โดย...ศักดิ์สิริ มีสมสืบ
ผมเป็นคนหนึ่งที่รักราตรี เห็นคุณค่าของรัตติกาล เห็นความงามของความมืด
ในวัยเด็ก ผมเคยคิดว่าหากผมต้องตาบอด ผมจะอยู่ในความมืดตลอดกาลอย่างทระนง อย่างเช่นดาวบนท้องฟ้าที่เปล่งแสงของตนเองออกมา แล้วผมก็หลับตา และตั้งจิตว่าจะไมลืมตาเลยตลอดทั้งวัน ผมทำได้แค่ไม่ถึงครึ่งวัน เพราะคนอื่นไม่ยอมรับ ไม่สนับสนุนให้ผม(แกล้ง)เป็นคนตาบอด แต่ผมได้ประสบการณ์ทางความรู้สึกบางอย่าง และยิ่งทำให้ผมรักความมืด ผมไม่กลัวความมืด และความเงียบ จึงเป็นเด็กที่ไม่กลัวผี
ผมได้พบ “ไผ่ วิภาดา” เด็กสาววัยมัธยม ผมพบเธอในแสงสว่าง เธอพบผมในความมืดของเธอ
เริ่มจากนาทีที่เธอบรรเลงเพลงขลุ่ย ขลุ่ยคู่มือของเธอได้มาจากคุณครูที่สอนเธอ
เธอมาเข้าค่าย “กล้าวรรณกรรม” โครงการต่อเนื่องบ่มเพาะพลังวรรณกรรมเยาวชน จัดขึ้น ณ สถานที่อันสวยงาม “บ้านผู้หว่าน” สามพรานนครปฐม
เธอเขียนเรื่องสั้น “กัมปนาทเงา” ซึ่งส่งผลให้เธอได้รับคัดเลือกเป็น “ยอดกล้า” พร้อมโอกาสได้สิทธิ์มาเข้าค่าย “ต่อยอด” ในครั้งต่อไป
วิภาดา นิลสวิท ม.6/15 แผน “ไทย-อังกฤษ-สังคม” จาก ร.ร.บุญวาทย์วิทยาลัย จ.ลำปาง เกิดปี 2539 ลูกสาวของพ่อจักรแก้ว แม่เดือนฉาย มีพี่สาวหนึ่งคน
เรียนชั้นอนุบาล-ประถม ที่ ร.ร.อนุบาลเขลางค์รัตนนุสรณ์ ที่ อ.ร่มฉัตร เธอมาเข้าค่ายพร้อมคุณครูภาษาไทยของเธอ อ.กัลยาณี เอี่ยมสาย
เพลงขลุ่ยของเธอในวันนั้นทำให้ผมสนใจเธอด้วยว่าผมก็เป็นคนรักขลุ่ยเหมือนกัน
เธอบรรเลงเพลงขลุ่ยบนแท่นโพเดี้ยม สะกดคนทั้งห้องให้นิ่งงัน รวมทั้งกวีรัตนโกสินทร์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ผู้มีขลุ่ยพญางิ้วดำคู่กาย คนนับร้อยจ้องมองเธอในแสงสว่าง เธอบรรเลงเพลงในความมืดของเธออย่างตั้งอกตั้งใจคล้ายว่าเธออยู่คนเดียวในโลก
เธอเริ่มหัดเป่าขลุ่ย ตั้งแต่อยู่ชั้น ป.4 ครูสุจิตรี เป็นผู้สอน เพลง “คางคกปากสระ” เพลงสั้นๆ เป็นเพลงแรก
เธอมีขลุ่ยเลาแรกเป็นของตัวเอง ตอนอยู่ชั้น ป.6 เป็นขลุ่ยพลาสติกทำด้วยท่อพีวีซี เธอเรียนรู้วิชาขลุ่ยจาก ครูพิษณุการณ์ ทรายแก้ว
ปัจจุบันเธออยู่ชั้น ม.6 แล้ว เธอใฝ่ฝันจะเรียนคณะมนุษยศาสตร์ เอกวิชาภาษาอังกฤษ ที่มหาวิทยาลับเชียงใหม่
เธออ่อนกว่าพี่สาวของเธอ 10 ปี พี่สาวกำลังเรียนปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา
นอกจากเป่าขลุ่ยเก่งแล้ว (เคย) ได้รับรางวัลจากการประกวดระดับภาพ) ยังมีความสามารถขับทำนองเสนาะ ขับเสภาได้หลากหลายรูปแบบ เธอสนใจภาษาอังกฤษ อยากเป็นนักแปล อยากเป็นนักเขียน
มีคนถามว่า เธอเขียนด้วยวิธีใด เธอตอบว่าเขียนด้วยแท่นพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ของเธอ
เขียนด้วย “สัมผัสพิเศษ" ในความมืดของเธอ ความมืดที่พร่างพรายด้วยสีสัน
ผมบันทึกนาม “ไผ่ วิภาดา” ไว้ในความทรงจำส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว และเชื่อมั่นว่า จะได้เห็นผลงานของเธอ ทั้งงานเขียน งานแปล รวมทั้งได้ฟังเพลงขลุ่ยของเธอในวันหน้า ความใฝ่ฝันของเธอจะปรากฏเป็นรูปร่างสมดั่งใจปรารถนา ผมเห็นพลังของเธอตั้งแต่นาทีที่เธอบรรเลงเพลงขลุ่ยในวันนั้น
ผมพบเธอในแสงสว่าง เธอพบผมในความมืด เธอเปล่งประกายสีสัน บรรเจิดเป็นที่ประทับใจแก่ผู้คนจดจำนามเธอไว้ “ไผ่ วิภาดา”



