ไลฟ์สไตล์

สวรรค์บนดินแห่งเทือกเขาพังเหย

สวรรค์บนดินแห่งเทือกเขาพังเหย

05 ก.ค. 2552

ช่วงปลายเดือนมิถุนายน คาบเกี่ยวไปถึงกรกฎาคมของทุกปี แม้จะเข้าฤดูฝนแต่ก็เป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของจังหวัดชัยภูมิ นับเป็นช่วงจังหวะที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางเพื่อชื่นชมความงามของ ทุ่งดอกกระเจียว และ ความอลังการของมอหินขาว หรือ Stonehenge เมืองไทย

 ออกเดินทางตั้งแต่ 5 ทุ่มวันศุกร์ เพื่อที่เสาร์-อาทิตย์จะมีเวลาเที่ยวให้เต็มที่   ใช้เส้นทางถนนพหลโยธินเลี้ยวเข้าสระบุรี ยึดเส้น 201 สายสี่คิ้ว ด่านขุนทด แล้วเข้าตัวเมืองชัยภูมิ  ก่อนจับเส้นทาง 2051 ไป "อุทยานแห่งชาติตาดโตน" แต่เช้ามืดวันเสาร์ เราจะแวะเข้า "มอหินขาว" ประติมากรรมธรรมชาติของชัยภูมิ

เลยตัวเมืองชัยภูมิไป  20 กิโลเมตร จะมีแยกซ้ายเป็นถนนลาดยางไปท่าหินโงม ตรงไปอีก 12 กิโลเมตรจะพบทางแยกไปโสกเชือก ตรงนี้ทางเริ่มเป็นลูกรัง ไปเรื่อยๆ ประมาณ 7 กิโลเมตร จะถึงทางแยกเลี้ยวขวาไปบ้านวังคำแคน เส้นทางต่อจากนี้ไปเป็นเส้นทางลูกรังที่โหดมาก รถยนต์ 4WD  จึงได้สำแดงพลังอย่างเต็มที่

ฝนที่เริ่มโปรยปรายตอนนี้ขาดเม็ดแล้ว พานให้นึกถึงวลีหนึ่งของนักเดินทางที่เคยไปสัมผัส "มอหินขาว" ที่เอื้อนเอ่ยว่า “หลังฝนตก ก้อนหินที่นี่จะมีแสงสีขาวสะท้อนมองเห็นไปไกล“

กลุ่มหินที่มอหินขาว มีด้วยกัน 3 กลุ่ม กลุ่มแรกที่ยืนตระหง่านต้อนรับทุกคนที่มาเยือนคือ กลุ่มเสา 5 ตัน

เรามาทันตะวันขึ้น แต่ฟ้าไม่เป็นใจ รอจนแน่ใจตะวันไม่มาตามนัด  จึงเบนเป้าไปยังกลุ่มหินกลุ่มถัดไป กลุ่มหินนี้อยู่ห่างจากกลุ่มแรกพอสมควร มีลักษณะเป็นลานหินกว้าง เลียบหน้าผา

เช้าวันนี้ หมอกลงจัด ทำให้จุดชมวิว “ผาหัวนาค “ ไม่อาจมองเห็นทัศนียภาพอันสวยงามของหมู่บ้านและเขื่อนลำปะทาวเหมือนดั่งเคย  เราใช้เวลาอยู่ตรงกลุ่มหินนี้ไม่นาน ก็เคลื่อนพลไปยังกลุ่มหินกลุ่มสุดท้ายอันเป็นกลุ่มหินเจดีย์ หินโขลงช้าง และหินรูปทรงต่างๆ แล้วแต่จินตนาการจะวาดคิด

ที่นี่...มีลานดอกไม้ขึ้นแซมดงหิน แดดยามสายเริ่มทอดแสงมา เป็นภาพที่ประทับใจยิ่ง

เกือบ 2 ชั่วโมงที่ดื่มด่ำกับบรรยากาศที่ยากจะได้พบในป่าคอนกรีต เราจำต้องเคลื่อนย้ายฐานกำลังออกจากที่มั่นกลุ่มดงหิน เพื่อไปปักหลักที่อื่นต่อไป

หลังจากอิ่มหน่ำสำราญกับอาหารที่เขื่อนลำปะทาว   เรามุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติตาดโตน ที่อยู่ถัดไปอีก 20 กิโลเมตร จากลานจอดรถเดินต่อไปอีก 500 เมตร ตรงด่านสกัด มีป้ายระบุข้อความว่า เข้าได้เฉพาะรถที่ส่งคนชราและผู้พิการ  (แต่ก็ยังพบเจอคนไม่ชราแต่ขี้เกียจเดิน ขับรถเข้าไปด้านในอีกเสียอย่างนั้น) บริเวณน้ำตกตาดโตน จะมีลักษณะเป็นลานหินกว้างใหญ่ สภาพป่ารอบๆ เป็นป่าเต็งรัง

พวกเราหลายๆ คนอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อกันที่นี่ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังจุดสุดท้ายของวันนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่า จุดแคมปิ้งทุ่ง 1 ณ "อุทยานแห่งชาติไทรทอง" จะมีน้ำอาบหรือไม่  ดังสุภาษิตที่ว่า “อย่าหวังน้ำบ่อหน้า“

ยกพลขึ้นรถครั้งนี้ตัวหอมฉุย หลับนกในรถไม่นาน ตื่นมาอีกครั้งก็ถึงอุทยานแห่งชาติไทรทองเสียแล้ว แวะติดต่อเรื่องอาหาร จ่ายค่าธรรมเนียม เต็นท์ที่พักพร้อมเครื่องนอน เปลี่ยนโอนถ่ายกำลังพลขึ้น 4WD เพื่อเดินทางไปพักแรมที่ จุดแคมปิ้งทุ่ง 1

เส้นทางมุ่งสู่ทุ่ง 1 แห่งอุทยานแห่งชาติไทรทอง ต้องย้อนรอยออกมาตั้งต้นที่ถนนใหญ่เส้น 225 เลี้ยวขวาไปทางเส้นจุดชมวิวเขาพังเหย เลี้ยวขวาเข้าทางบ้านซับมงคล เส้นทางระยะต้นๆ จะเป็นถนนปูน จากนั้นเป็นลูกรังไปจนถึงจุดกางเต็นท์แคมป์ทุ่ง1
 
เมฆก้อนใหญ่รวมตัวเป็นกลุ่มหนาขึ้นเรื่อยๆ  ทั้งลมทั้งฝนต้อนรับเราหนักมากตลอดทั้งคืน  ไม่อยากนึกเลยว่า รุ่งอรุณจะเป็นเช่นไร  "ถ้าตามสูตรสำเร็จ  หลังฝนตกย่อมต้องมีหมอก"  ภาพถ่ายจะเหมือนภาพฝัน ทั้งดอกไม้ สายหมอก แสงแดดอ่อนๆ ละอองน้ำ

ไอเย็นเล็ดลอดเข้ามาทำให้รู้สึกตัว แต่สิ่งที่เห็นผ่านทางช่องเล็กๆ ของช่องหน้าต่างเต็นท์ ทำให้ฉันไม่อาจล้มตัวลงนอนได้อีกต่อไป ละอองหมอกที่ปรารถนาจะได้สัมผัส ลอยละเลียดเคลียเคล้าผืนป่า เคลื่อนตัวผ่านพื้นดินไปช้าๆ  มองไปที่ทุ่ง 1 หมอกยังหนาตา   ขอเวลาอีกนิด ทั้งแสงทั้งหมอกและลานกว้างเบื้องหน้า ความแตกต่างที่ผสมผสานลงตัวจะทำให้เห็นมนต์เสน่ห์แห่งท้องทุ่ง

ตามเส้นทางที่ปักป้ายให้เดิน จุดเริ่มต้นชมดอกกระเจียวทุ่ง 1 ทุ่ง 2 แล้วต่อด้วยเส้นทางเลียบผา สุดทางที่ "ผาหำหด" แล้ววกลงกลุ่มดอกกระเจียวขาวทุ่ง 3 หลังจากนั้นก็ตัดตรงลงลานกางเต็นท์ เที่ยงพอดี

เก็บข้าวเก็บของเคลื่อนพลอีกครั้ง เป้าหมายสุดท้าย "อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม"

มุ่งหน้า อ.เทพสถิต ระยะทาง 50 กิโลเมตร ก็ถึงอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม  ช่วง 4 โมงเย็นแดดร่มลมตก คนบางตา  เป็นช่วงที่ต้องเร่งฝีเท้าก่อนแสงจะลาโลก มุ่งสู่  “จุดสุดแผ่นดิน “ เพื่อชมทัศนียภาพของสันเขาพังเหยและแผ่นดินเขียวๆ ของ "ป่าซับลังกา" ที่อยู่ด้านล่างก่อนตะวันจะตกดิน

เสียเวลาถ่ายภาพอยู่จุดนี้ไม่นาน   เราก็ชักแถวหน้ากระดานเดินสู่เส้นเลียบผา  “ทุ่งดอกกระเจียว ชมพูสดบานสะพรั่งตั้งตรง รอคอยการมาเยือนของนักเดินทาง”

แสงเริ่มอ่อนแรงลง ยังขาดอีกจุดเดียวเท่านั้นที่เรายังไม่ได้ไปนั่นคือ   “ลานหินงาม“ 

ลานหินที่มีหินรูปร่างแปลกตา แล้วแต่ใครจะมโนภาพเป็นแบบไหน เช่น หินตะปู หินรูปช้าง หินปราสาท อยู่ในพื้นที่กว่า 1,000 ไร่ 

ดอกไม้ กลุ่มหิน แสงแดด และสายหมอก ช่างอ่อนหวานเป็นเสน่ห์ในยามเช้า  แสงตะวันยามชิงพลบสาดกระทบหลังแผ่นหิน ทำให้รู้สึกได้ถึงคำว่า "มนต์ขลังของแผ่นดิน "

มนต์ขลังที่จะดึงดูดพวกเราให้หวนกลับมาสัมผัส สวรรค์บนดินแห่งเทือกเขาพังเหย อีกหลายๆ ครั้งโดยไม่รู้เบื่อ

www.oknation.net/blog/ChMinivet