ไลฟ์สไตล์

ดูแลสุขภาพ : โรคเด็กที่พบบ่อยในฤดูฝน

ดูแลสุขภาพ : โรคเด็กที่พบบ่อยในฤดูฝน

09 ต.ค. 2557

ดูแลสุขภาพ : โรคเด็กที่พบบ่อยในฤดูฝน

 
                             ในฤดูฝนแต่ละปีจะสังเกตได้ว่าเด็กๆ จะไม่สบายได้ง่าย เพราะอากาศจะเริ่มเย็นลงและชื้นมากขึ้น แถมยังมีเชื้อไวรัสอีกมากมายที่สามารถทำให้เด็กๆ ไม่สบายได้ โรคเด็กที่พบบ่อยในฤดูนี้คือโรคติดเชื้อเฉียบพลันของทางเดินหายใจ, โรคที่ยุงเป็นพาหะ เช่น โรคไข้เลือดออกและไข้สมองอักเสบ ถ้ามีน้ำท่วมขังก็จะเป็นโรคเท้าเปื่อยด้วย และหมอจะแบ่งโรคที่พบเป็นดังนี้
 
 
                             1.โรคติดเชื้อเฉียบพลันในระบบทางเดินหายใจจะแบ่งได้เป็น
 
 
                             - โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เช่น โรคไข้หวัด, ไข้หวัดใหญ่, คออักเสบ, หูชั้นกลางอักเสบ, ไซนัสอักเสบ
 
                             - โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง  เช่น  โรคปวดบวม, หลอดลมอักเสบ, โรคทางเดินหายใจอุดตันกะทันหันจากกล่องเสียงอักเสบ (CROUP) และโรคหอบหืด
 
                             โรคไข้หวัดและโรคแทรกซ้อนจากหวัด เป็นโรคที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะในเด็กเล็กๆ เพราะยังไม่มีภูมิต้านทานที่ดีพอ ฤดูฝนเป็นฤดูที่มีเชื้อไวรัสหลายชนิดที่ทำให้เกิดเป็นหวัดได้และสามารถติดต่อกันได้ง่ายจากอากาศที่หายใจ อาการส่วนใหญ่จะมีน้ำมูกไหล, คันตา, จาม, ไอ, และอาจจะมีเจ็บคอ, ไข้, ปวดศีรษะ และเบื่ออาหารร่วมด้วย ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นใน 5-7 วัน ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อน เช่น หูชั้นกลางอักเสบ (เจ็บหู) หรือไซนัสอักเสบ (ปวดศีรษะ) หรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะสังเกตได้จากน้ำมูกที่เปลี่ยนจากสีใสๆ เป็นเขียวๆ เหลืองๆ ไอมากขึ้น, ไข้สูงนานกว่า 3 วัน หรือหายใจลำบาก ก็ควรจะพามาพบกุมารแพทย์เพื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้อง บางรายได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่มาก็จะมีอาการที่รุนแรงและอยู่นานกว่าไข้หวัดธรรมดา ในรายที่เป็นไม่มากก็สามารถดูแลอยู่ที่บ้านได้
 
                             โรคปอดบวม จะเป็นได้จากการติดเชื้อไวรัสและ/หรือเเบคทีเรีย อาการส่วนใหญ่จะมีเหมือนไข้หวัดมาก่อนแต่จะเริ่มหายใจเร็วขึ้น  มีไข้สูง และถ้าเป็นมากขึ้น เด็กจะเริ่มหอบ หายใจลำบากขึ้น จนมีจมูกบานหรือชายโครงบุ๋ม ริมฝีปากเขียวและถ้าเริ่มเห็นอาการดังกล่าวก็ควรรีบพามาพบแพทย์ 
 
                             โรคหลอดลมอักเสบและหอบหืด ส่วนใหญ่จะเริ่มมีน้ำมูกใสๆ ไข้ต่ำๆ ไอซึ่งอาจจะมากขึ้นเรื่อยๆ จนหายใจเข้าได้ไม่เพียงพอ หรือถ้ามีอาการหอบ ก็อาจจะได้ยินเสียงวี้ด หายใจเร็วขึ้น, ชายโครงบุ๋มและจมูกบานได้ ส่วนมากถ้าเด็กอายุต่ำกว่า 18 เดือน อาการหอบครั้งแรกมักจะเป็นจากการติดเชื้อไวรัสหรือจากปวดบวม ส่วนเด็กที่มีอาการเรื้อรังเป็นๆ หายๆ อยู่เรื่อยๆ จนโตก็จะเรียกว่าเป็นโรคหอบหืด ซึ่งจะต้องระวังเพราะอาการหวัดธรรมดาก็สามารถทำให้เด็กพวกนี้หอบขึ้นมาได้
 
                             โรคทางเดินหายใจอุดตันกะทันหัน จากการบวมอักเสบของกล่องเสียงที่ลามไปถึงหลอดลมใหญ่ ในฤดูฝนจะมีเชื้อไวรัสบางชนิดที่จะทำให้เกิดอาการนี้ได้ ส่วนใหญ่จะเห็นอยู่ในเด็กอายุ 3 เดือน ถึง 3 ขวบ และจะมาด้วยอาการไข้ ไอเสียงก้อง เริ่มหายใจเสียงดัง และใช้กล้ามเนื้อส่วนคอในการหายใจเข้า ซึ่งจะเห็นได้เมื่อหลอดลมเริ่มอุดตันจากอาการบวมมากขึ้น  ถ้าคิดว่าลูกอาจจะเป็นโรคนี้ควรรีบพามาพบแพทย์ทันที 
 
 
                             2.โรคไข้เลือดออกเด็งกี่ 
 
 
                             เกิดจากเชื้อไวรัสเด็งกี่ซึ่งจะมาจากยุงลายตัวเมีย ที่ดูดเลือดคนเป็นอาหารในเวลากลางวัน ยุงลายชนิดนี้จะวางไข่ในที่ๆ มีน้ำขังนิ่งๆ ดังนั้นในหน้าฝนจึงมียุงลายชนิดนี้มากอาการจะแบ่งได้เป็น
 
                             ไข้เด็งกี่ ซึ่งจะมีไข้สูงลอย  (39-40 องศา) 2-7 วัน, ปวดศีรษะ, ปวดท้องแถวลิ้นปี่, ปวดคอ และกล้ามเนื้อและอาจมีคอแดง, อาเจียน และจุดเลือดออกใต้ผิวหนังได้ ส่วนใหญ่มักจะไม่มีน้ำมูกหรือไอร่วมด้วย โรคนี้สามารถหายเองได้ใน 4-5 วันถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน
 
                             ไข้เลือดออกเด็งกี่ จะมีอาการเหมือนไข้เด็งกี่แต่จะมีเลือดออกมากกว่า โดยเฉพาะในวันที่  3-7 ของโรค เด็กจะเริ่มซึมลง อาเจียนมากขึ้น ปวดท้องและตับโตขึ้นได้ และถ้าเป็นมากๆ ความดันอาจจะต่ำและช็อกได้ ดังนั้นถ้าสงสัยว่าเด็กจะเป็นไข้เลือดออกควรพามาตรวจร่างกายและตรวจเลือดเพื่อช่วยในการดูแลและรักษาที่ถูกต้อง  
 
                             เด็กบางคนอาจจะมีการติดเชื้อไวรัสตัวอื่นที่มีอาการคล้ายไข้เด็งกี่ได้ แต่อาการจะน้อยและสั้นกว่า วิธีป้องกันคือป้องกันไม่ให้โดนยุงกัดโดยเฉพาะในช่วงเวลากลางวัน การใช้ยาฆ่ายุงและกำจัดแหล่งเพาะยุงตามที่ๆ มีน้ำขังก็จะช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเป็นโรคไข้เลือดออกนี้ได้
 
 
                             3.โรคไข้สมองอักเสบจากไวรัส เจอี
 
 
                             จะเจอบ่อยในภาคเหนือ, ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้โดยยุงจะเป็นพาหะและจะมีอาการไข้สูง, อ่อนเพลีย, คลื่นไส้, อาเจียน, ปวดศีรษะ และใน 3-4 วันจะเริ่มมีอาการทางประสาท เช่น ชักเกร็ง, ซึม และอาจจะเสียชีวิตได้ภายใน 10 วัน ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจจะมีโรคแทรกซ้อน  เช่น ปวดบวมและกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ โรคนี้สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนและระวังไม่ให้โดนยุงกัด
 
 
                             4.โรคเท้าเปื่อยหรือเชื้อราที่เท้า
 
 
                             จะพบในแหล่งที่มีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ดังนั้นถ้าสามารถหลีกเลี่ยงการลุยน้ำด้วยเท้าเปล่าหรือแช่เท้าในน้ำนานๆ ได้ ก็จะช่วยป้องกันโรคเท้าเปื่อยได้ ถ้าจำเป็นต้องลุยน้ำสกปรกมาก็ควรจะล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดและเช็ดให้แห้งทุกครั้ง
 
                             ดังจะเห็นแล้วว่าในฤดูฝนมีโรคที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กได้ง่าย ผู้ปกครองจึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ และติดตามอาการอย่างใกล้ชิด หากมีอาการตามโรคทั้ง 4 โรคที่ได้กล่าวมาแล้วควรรีบนำลูกหลานของท่านเข้าปรึกษาแพทย์ 
 
 
 
 
 
 
พญ.กนกแก้ว  วีรวรรณ
 
แผนกกุมารเวชกรรม 
 
โรงพยาบาลไทยนครินทร์