
รมว.ศธ.สั่งอบรมครูตามวัดลดตามรร.
รมว.ศธ.สั่งอบรมครูตามวัดลดตามรร.ชี้สิ้นเปลืองเงินโดยไม่เกิดประโยชน์ เปลี่ยนมาใช้วิธีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในพื้นที่แทน สพฐ.สั่งห้ามส่งนร.ไปฟังขายตรง
เมื่อวันที่ 8 ต.ค.2557 พล.ร.อ. ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ. ) เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ว่า สพฐ.เป็นหน่วยงานใหญ่ มีครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดกว่า 4 แสนคน งบประมาณกว่า 3 แสนล้านบาท แต่สังคมมองว่า การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานยังไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร เมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณที่รัฐทุ่มเทลงไป เพราะฉะนั้น การประชุมร่วมระหว่างตนและผู้บริหาร สพฐ. จึงได้หยิบยก 2 ปัญหา ใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กและเกี่ยวข้องกับการใช้งบ ประมาณอย่างไม่เกิดประโยชน์ขึ้นมาหารือ
ประเด็นแรกคือ ปัญหาเรื่องการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ปัจจุบัน การอบรมครูมักจัดในรูปแบบอบรมสัมมนาตามโรแงรมระยะเวลา 3-4 วัน ใช้งบประมาณจำนวนมากในการจัดงาน ซึ่งสพฐ.รายงานให้ทราบว่า มีการจัดอบรมสัมมนาครูในลักษณะนี้หลายครั้ง บางงานเป็นการอบรมขนาดใหญ่ เช่น การอบรมครูพละศึกษากว่า 7,000 คน อย่างไรก็ตาม มีคำถามว่า การใช้งบประมาณดังกล่าวเกิดประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่ เสียเงินจำนวนมากเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดอบรม ตั้งแต่ค่าโรงแรม ค่าเดินทาง ค่าเบี้ยเลี้ยง แต่งานวิจัยกลับชี้ว่า การอบรมครูในลักษณะนี้ไม่คุ้มค่า และไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร
“เพราะฉะนั้น จะให้ สพฐ. ปรับรูปแบบการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาใหม่ ลดการจัดสัมมนาอบรมตามโรงแรมลงทันที และเปลี่ยนมาใช้วิธีจัดอบรมพัฒนาครูในพื้นที่แทน ให้ครูมาถ่ายทอดและเปลี่ยนประสบการณ์ดีๆ ของแต่ละคน ซึ่งจะประหยัดและเกิดผลประโยชน์มากกว่า โดยให้ สพฐ. ไปจัดทำรายละเอียดรูปแบบการพัฒนาครูตามแนวทางดังกล่าวเพื่อนำมาใช้ทันทีในปี 2558 การให้ครูไปนอนค้างคืนอบรมพัฒนาตามโรงแรมไม่ได้ประโยชน์อะไร ควรเอาเงินไปพัฒนาครูในรูปแบบอื่นๆที่ได้ประโยชน์แทน จริงๆ แล้ว สามารถใช้สถานที่ต่างๆในชุมชน แม้กระทั่งวัด มาใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรมได้ เชิญวิทยากรเก่งๆมาให้ความรู้แก่ครู ครูก็ไม่ต้องทิ้งโรงแรมไปอบรมนอกพื้นที่ ผมเชื่อว่า จะทำให้ครูได้ประโยชน์กลับไปมากกว่า และประหยัดงบประมาณด้วย ”รมว.ศธ.กล่าว
พล.ร.อ. ณรงค์ กล่าวต่อว่า นอกจากปัญหาเรื่องการพัฒนาครูแล้ว ยังได้พูดถึงปัญหาเรื่องเด็กเรียนถูกดึงตัวออกจากห้องเรียน โดยไปทำกิจกรรมต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนโดยตรง เช่น กิจกรรมเดินชูป้ายรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด กิจกรรมปลูกป่า เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้ มาจากหน่วยงานภาคนอกกระทรวง ตนเข้าใจดีว่าเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ และจัดทำขึ้นด้วยความหวังดีต่อเด็ก แต่กิจกรรมเหล่านี้ทำให้เด็กไม่ได้อยู่ในห้องเรียน และกิจกรรมเหล่านี้ก็มีเข้ามาในโรงเรียนจำนวนมาก ข้อมูลของ สพฐ. พบว่า แต่ละปีมีกิจกรรมลักษณะนี้เข้ามาให้สถานศึกษากว่า 60 โครงการต่อปี
“ผม ได้สั่งให้ปรับลดกิจกรรมเหล่านี้ลง อันไหนที่ซ้ำซ้อน ที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อนักเรียนเท่าที่ควร ให้ตัดออก ส่วนกิจกรรมที่พิจารณาแล้วว่าเป็นประโยชน์ต่อนักเรียน ก็ให้ผนวชเข้าไว้ในหลักสูตร เพื่อที่เด็กจะได้สามารถเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ได้ในห้องเรื่อง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เด็ก ได้มีเวลาอยู่ในห้องเรียนมาขึ้น เพราะการที่เด็กไม่ได้อยู่ในห้องเรียน รวมถึงปัญหาเรื่องคุณภาพของครูส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ เด็ก เพราะฉะนั้น ผมจึงได้หยิบ 2 ปัญหานี้ขึ้นมาหาทางแก้ไข เพื่อให้เด็กได้มีเวลาอยู่ในห้องเรียนเพิ่มมากขึ้นและให้มีรูปแบบในการพัฒนาครูที่ได้ผลจริงๆ”พล.ร.อ. ณรงค์ กล่าว
สพฐ.สั่งห้ามส่งนร.ไปฟัง‘ขายตรง’
นายกมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ตนได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียน (ฉก.ชน.) ลงไปตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีโรงเรียนมหาภาพกระจาดทองอุปถัมภ์ จัดประชุมผู้ปกครองนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในหลักสูตรศิลป์ธุรกิจ จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียน 30 คนซึ่งหลักสูตรดังกล่าวมีการสอนวิชาขายตรง และในการประชุมครั้งนั้นมีการอ้างถึงการจัดกิจกรรมพานักเรียนไปทัศนศึกษาในวันที่ 17-18 ตุลาคม 2557นี้ ที่อิมแพ็คอารีน่า เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยมีการขายบัตรให้กับผู้ปกครองที่รายละ 550 บาทด้วยจนมีการนำเรื่องดังกล่าวมาตั้งกระทู้ในเว็บบอร์ดชื่อดังจนเป็นที่วิจารณ์อย่างมากในสังคมถึงความไม่เหมาะสม โดยขณะนี้ทาง ฉก.ชน ได้รายงานผลมาแล้วว่าไม่พบมีความผิดปกติ ขณะเดียวกัน ตนได้สั่งการด้วยวาจาให้ นายพงษ์ศักดิ์ ธีระวรรณสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนมหาภาพกระจาดทองอุปถัมภ์ งดการนำนักเรียนไปร่วมในกิจกรรมที่จะจัดขึ้นในวันที่ 17-18 ตุลาคมนี้ และให้คืนเงินให้กับผู้ปกครองนักเรียนทุกคน
“ผม สั่งการด้วยปากไปแล้วให้ ผอ.ร.ร.ดังกล่าว งดการนำนักเรียนไปร่วมในงานประชุมที่เมืองทองธานี ส่วนหลักสูตรการสอนที่โรงเรียนเปิดสอนนั้นไม่มีปัญหาสามารถเปิดสอนได้ แต่ก็ขอให้ทำอย่างเหมาะสม แต่ในส่วนของกิจกรรมเมื่อสร้างความเคลือบแคลงต่อสังคมจึงให้ยกเลิ กและให้ คืนเงินแก่นักเรียนด้วย ”นายกมล กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม กรณีที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับข้อมูลข่าววงในระบุว่า นายพงษ์ศักดิ์ เป็นนักขายตรงยังไม่มีการรายงานแต่อย่างใด แต่ก็จะให้ ฉก.ชน.ไปตรวจสอบในรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม แต่เบื้องต้น ผอ.ร.ร.ยังไม่ได้มีความผิดอะไร
ด้าน พล.ร.อ.ณรงค์ กล่าวว่า หลักสูตรพิเศษดังกล่าวหากมองในอีกแง่มุม ก็อาจเกิดประโยชน์ต่อผู้เรียน เพราะทำให้เด็กมีรายได้ระหว่างเรียน แต่หากการจัดการเรียนไม่มีความโปร่งใส ทำอะไรในเชิงพานิชย์มากจนเกินไป ก็คงต้องว่ากล่าวตักเตือน



