
ใช้คันนาปลูกยูคาฯ เสริมรายได้ อีกทางเลือก 'เกษตรกร' อีสาน
09 ต.ค. 2557
ทำมาหากิน : ใช้คันนาปลูกยูคาฯ เสริมรายได้ อีกทางเลือก 'เกษตรกร' อีสาน : โดย...สุรัตน์ อัตตะ
แม้อดีตยูคาลิปตัสจะถูกมองในแง่ลบ ตัวการทำลายสภาพแวดล้อมในเรื่องดินและน้ำ แต่ปัจจุบันไม้ต่างถิ่นชนิดนี้กลายเป็นไม้เศรษฐกิจที่มีค่า มีความต้องการของตลาดสูง และสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี โดยสามารถปลูกได้ในทุกพื้นที่ ทั้งที่เป็นแปลงขนาดใหญ่ ตามหัวไร่ปลายนา รวมทั้งยังช่วยแก้ปัญหาดินเค็ม โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน
ด้วยเหตุนี้ บริษัทสยามฟอเรสทรี จำกัด ในเอสซีจี เปเปอร์ จึงชวนเกษตรกรร่วมปลูกยูคาลิปตัสผ่านโปรแกรมส่งเสริมการปลูก “ลงทุนน้อย ปลูกง่าย ขายได้ทั้งปี” ที่คุ้มค่าและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เนื่องจากได้เล็งเห็นโอกาสทางการตลาดของยูคาลิปตัสที่ยังเติบโตและมีตลาดรับซื้อที่ชัดเจน ที่รับรองความคุ้มค่า และมีอนาคตแน่นอนจากรายได้ที่ต่อเนื่องและยั่งยืน
จุมพฏ ตัณมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัทสยามฟอเรสทรี จำกัด ในเอสซีจี เปเปอร์ ผู้ดำเนินธุรกิจวิจัย พัฒนาพันธุ์ต้นยูคาลิปตัส ส่งเสริมการปลูกและรับซื้อไม้กล่าวถึงการส่งเสริมปลูกยูคาฯ โดยผ่านโปรแกรมส่งเสริมการปลูก “ลงทุนน้อย ปลูกง่าย ขายได้ทั้งปี”ว่า การลงทุนน้อยนั้น เกษตรกรไม่จำเป็นต้องมีแปลงที่ดินหรือเงินทุนจำนวนมาก เพียงแค่มีพื้นที่ริมคันนา หรือริมคลอง ก็สามารถปลูกยูคาลิปตัสได้ ทั้งยังสามารถปลูกควบคู่กับพืชเศรษฐกิจอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้เสริมได้ด้วย
"การลงทุนปลูกครั้งแรกกับเอสซีจี เปเปอร์ ใช้เงินทุนน้อยมากประมาณ 500-2,000 บาทต่อไร่เท่านั้น ไม่ต้องใช้แรงงานคนเพื่อดูแลเท่าพืชอื่น ๆ เพราะสายพันธุ์ของเอสซีจี เปเปอร์ ผ่านการพัฒนามาแล้ว ทำให้ภายใน 4 ปี ก็สามารถตัดขายได้ราคาต้นละ 60-80 บาท และหลังจากตัดแล้ว ยูคาลิปตัสสามารถแตกหน่อใหม่ในรอบที่ 2 และ 3 ได้เอง จึงถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับเงินทุนและเวลาที่ใช้ในการปลูก ยิ่งไปกว่านั้น ทุกจุดการรับซื้อยูคาลิปตัสของเอสซีจี เปเปอร์ จ่ายค่าไม้ให้เกษตรกรเป็นเงินสดทันที ทำให้เกษตรกรมีเงินทุนหมุนเวียนและวางแผนการเงินได้ดียิ่งขึ้น"
เขาระบุอีกว่า การปลูกง่าย เอสซีจี เปเปอร์ได้พัฒนาสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ในประเทศไทยมากถึง 10 สายพันธุ์ สามารถครอบคลุมชนิดดินได้เกือบทั้งประเทศเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีขึ้น และยังลดปัญหาเรื่องพืชและแมลงศัตรูพืชซึ่งสร้างปัญหาให้แก่เกษตรกรเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังได้ผลผลิตทั้งน้ำหนักและจำนวนผลผลิตที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีบริการแนะนำวิธีการปลูกอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีความรู้และได้ผลผลิตที่น่าพอใจมากยิ่งขึ้น
"ขายได้ทั้งปี เกษตรกรสามารถเลือกขายได้ทั้งปี ไม่ขึ้นกับฤดูกาลหรือช่วงเวลาขาย และสามารถขายให้เอสซีจี เปเปอร์ ได้ทั้งต้น เพราะทุกส่วนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด นอกจากนี้ เอสซีจี เปเปอร์ ยังเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่เกษตรกร โดยการสร้างเครือข่ายและเพิ่มช่องทางในการรับซื้อไม้ ซึ่งมีกระจายตามจุดต่างๆ มากถึง 250 จุดทั่วประเทศ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่เกษตกร ไม่ต้องลำบากในการขนส่งไม้เพื่อนำมาขาย" กรรมการผู้จัดการ สยามฟอเรสทรี กล่าว
ขณะที่ รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปเปอร์ ยอมรับว่า ปัจจุบัน เอสซีจี เปเปอร์ ซื้อไม้ประมาณ 2.7 ล้านตันต่อปี โดยใช้ในประเทศ 2.3 ล้านตันต่อปี และส่งออก 4 แสนตันต่อปี และมีแนวโน้มการใช้สูงขึ้น นอกจากการใช้ไม้เพื่อผลิตเยื่อกระดาษแล้ว เอสซีจี เปเปอร์ ยังมุ่งสร้างประโยชน์จากไม้ยูคาลิปตัสให้เกิดคุณค่าสูงสุดและใช้ให้ได้ทุกส่วน อีกทั้งพร้อมขยายกิจการไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการเพิ่มมูลค่าไม้ด้วย ได้แก่ ธุรกิจกระบะไม้ (Wood Pallet) ธุรกิจเชื้อเพลิงไม้อัดเม็ด (Wood Pellet) และธุรกิจพลังงานขนาดเล็กเพื่อชุมชน
นับเป็นอีกความหวังของเกษตรกรที่จะช่วยตอบโจทย์เรื่องรายได้และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากพื้นที่ว่างเปล่า สนใจปลูกยูคาฯ สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์อีสาน โทร.0-4343-3355 ศูนย์ตะวันตกและเหนือ โทร.0-3461-5040 หรือ http://paper.scg.co.th
---------------------------
(ทำมาหากิน : ใช้คันนาปลูกยูคาฯ เสริมรายได้ อีกทางเลือก 'เกษตรกร' อีสาน : โดย...สุรัตน์ อัตตะ)



