ไลฟ์สไตล์

ชาวนาโอด!มาตรการงดทำนาปรัง

ชาวนาโอด!มาตรการงดทำนาปรัง

07 ต.ค. 2557

‘ปธ.เครือข่ายชาวนาภาคเหนือ’ โอด! มาตรการงดทำนาปรังสู้วิกฤติแล้ง ชี้จ่ายชดเชยไร่ละ 1,000 บาท ไม่ใช่แนวทางแก้ไขแบบยั่งยืน

 
                  7 ต.ค.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากรณีปริมาณน้ำสะสมในเขื่อนใหญ่ 2 เขื่อนหลักของประเทศได้แก่ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก และเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ ช่วงฤดูฝนมีปริมาณกักเก็บน้ำน้อยที่สุดในรอบ 10 ปี ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งภาวะภัยแล้งรุนแรงและมีผลต่อการใช้น้ำในภาคการเกษตร กระทั่งรัฐบาลประกาศห้ามทำนาปรัง 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยจะชดเชยจ่ายให้ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 15 ไร่ และจะจ้างเป็นแรงงานจ่ายวันละ 300 บาท ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทุกพื้นที่
 
                  เกี่ยวกับรื่องนี้ นายกิตติศักดิ์ รัตนะวราหะ ประธานเครือข่ายชาวนาภาคเหนือ เปิดเผยว่า ได้มีการระดมประชาสัมพันธ์ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทุกจังหวัดในภาคเหนือ ในการงดทำนาปรังในปีนี้ โดยเฉพาะพื้นที่นาที่ไม่มีบ่อบาดาลและไม่ได้อยู่ริมแม่น้ำ ไม่ควรทำนาปรังอย่างเด็ดขาด รวมทั้งการงดส่งน้ำชลประทาน ตั้งแต่ที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดวิกฤติภัยแล้ง ซึ่งก็มีชาวนาบางส่วนที่ไม่ติดตามข่าวสารและยังฝืนทำนา อาจจะเกิดความเดือดร้อนในภายหลัง
 
                  ส่วนเกษตรกรในพื้นที่ชลประทานก็จำเป็นต้องยอมรับเงื่อนไข ตามที่รัฐบาลกำหนดและดิ้นรนกันต่อไป ข้อดีก็คือจะไม่มีการแย่งน้ำกันเกิดขึ้น เพราะไม่มีน้ำปล่อยมายังชลประทานเลย ส่วนพื้นที่นาที่อยู่ริมแม่น้ำอาจจะพออยู่ได้เพราะสามารถสูบน้ำจากแม่น้ำขึ้นมา และไม่สามารถห้ามได้เพราะเป็นน้ำสาธารณะ แต่ก็มีเพียงส่วนน้อยจากพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมดในประเทศ
 
                  "ทำได้อย่างเดียวคือยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะปัจจัยหลักมาจากธรรมชาตินอกเหนือการควบคุม ไม่สามารถกำหนด หรือบังคับฝนได้ ฝนก็ตกตามปกติ เพียงแต่บังเอิญปีนี้ตกในพื้นที่ใต้เขื่อนเป็นส่วนใหญ่ ทำให้น้ำสะสมมีจำนวนน้อยจนไม่สามารถบริหารจัดการให้ดูแลพื้นที่นาตามที่ต้องการได้ แต่ก็ยังเชื่อว่าไม่มีการแย่งน้ำเกิดขึ้นแน่นอน" นายกิตติศักดิ์ กล่าว
 
                  ประธานเครือข่ายชาวนาภาคเหนือ กล่าวว่า ทางรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการช่วยเหลือ บรรเทาทุกข์ รวมทั้งการดูแลตลาดและการยกระดับราคาข้าว เพื่อทดแทนเวลาที่เสียเปล่าให้กับเกษตรกร นอกเหนือจากแผนการที่ว่าจะช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท หรือให้ปลูกพืชอื่นทดแทน ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืน รวมทั้งต้องมีการวางแผนรองรับในระยะยาวเพื่อที่จะไม่ให้เกิดความเดือดร้อน และเหตุการณ์ซ้ำรอย
 
 
ชาวนาพิจิตรลั่นไม่มีใครหยุดทำนาปรัง เหตุเป็นหนทางของการอยู่รอด
 
 
                  ขณะที่นายมนูญ มณีโชติ แกนนำชาวนาจังหวัดพิจิตร กล่าวว่า ไม่มีใครเชื่อและไม่มีใครหยุดทำนาปรังในจังหวัดพิจิตรแน่นอน แม้จะทราบถึงปัญหา แต่เกษตรกรก็ต้องดิ้นรนหาวิธีและปรับวิถีชีวิตเพื่อให้อยู่รอด เพราะเป็นหนทางเดียว เนื่องจากจังหวัดพิจิตรเป็นแหล่งผลิตข้าวจำนวนมากที่สุดในประเทศ และทำนาข้าวมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ มีการทำนาข้าวถึงร้อยละ 99 ของจังหวัด
 
                  "หากไม่ทำนาข้าว จะให้ทำอะไร ทำอย่างอื่นก็ไม่ได้เพราะไร้องค์ความรู้อื่น พื้นที่ก็เหมาะแก่การทำนาที่สุด ไม่เหมาะทำไร่อื่น หากให้ทำเกษตรชนิดอื่นทดแทน นอกจากจะเสียเวลา ผลผลิตก็ไม่ดี และหากจะต้องปรับสภาพมาทำนาเมื่อถึงฤดูกาลต่อไปก็ต้องลงทุนปรับที่ใหม่ เห็นลู่ทางแห่งความขาดทุนตั้งแต่ยังไม่เริ่ม สรุปได้ว่ามีแต่เสียกับเสีย" นายมนูญ กล่าว
 
                  นายมนูญ กล่าวอีกว่า ภาวะความเดือดร้อนครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้ผมวิตกมากนัก เท่าที่ใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรมาเกือบทั้งชีวิต ก็เห็นว่าไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลยุคไหนก็ไม่เคยเห็นทุกข์ที่แท้จริงของเกษตรกรรากหญ้า เนื่องจากไม่เคยได้เอาคนที่อยู่ในพื้นที่จริงเดือดร้อนจริงไปกำหนดนโยบาย ผลกระทบที่ทราบก็นั่งอยู่ในห้องแอร์ ไม่ได้ตากแดดรับฟัง มีเพียงหุ่นเชิดสูบเลือด บังหน้าด้วยการเสนอแนวทางช่วยเหลือแต่ผลประโยชน์ก็เข้ากระเป๋าตนเอง สุดท้ายชาวนาก็ยังมีปัญหาถาโถมจากทุกทิศทางเช่นเดิม
 
                  "ชาวนาก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ค่าเทอมลูก ค่ารถ ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เหมือนคนทั่วไป แค่ค่าตอบแทนไม่เกิน 15,000 บาท ต้องถามว่า ผู้กำหนดนโยบายท่านใช้พอหรือไม่ ใช้หมดในกี่วินาที แต่นี่ชาวนาต้องประทังชีวิตเพื่อให้อยู่รอดจนถึงฤดูกาลหน้า โดยเฉพาะมีครอบครัวอีกกี่ชีวิตที่ต้องเลี้ยงดู  ผมกินข้าว กินเนื้อ ไม่ได้กินแต่ผักกับหญ้า” นายมนูญ กล่าว
 
 
ชาวนาพิษณุโลกแนะรัฐใช้วิธีแก้แบบยั่งยืน
 
 
                  นายทองแดง น้อยรุ่ง ตัวแทนเกษตรกรใน จ.พิษณุโลก กล่าวว่า หลังจากทางชลประทานได้งดปล่อยน้ำนาปี และต้องงดทำนาปรังตามที่รัฐบาลกำหนด หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ คือ ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ที่มีพื้นที่การเกษตรโดยเฉพาะนาข้าวจำนวน กว่า 1.2 หมื่นไร่ ที่อาศัยน้ำในการปลูกข้าวจากการผันน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์เข้าสู่คลองชลประทาน แล้วชีวิตชาวนาจะอยู่กันอย่างไร
 
                  ส่วนแนวทางแก้ปัญหาของหน่วยงานราชการคือลดการทำนาปรังในฤดูแล้ง และให้ปลูกถั่ว ข้าวโพด หรือพืชที่ใช้น้ำน้อยทดแทน รวมทั้งมีการฝึกอาชีพเสริมให้แก่ชาวนา แทนการทำนาปรัง แต่กลับไม่ใช้วิธีการแก้ปัญหาให้เกษตรกรยั่งยืน ด้วยองค์ความรู้ของเกษตรกรสืบทอดกันมา แต่บรรพบุรุษที่มีเฉพาะในการทำนาข้าว และพื้นที่นาไม่เหมาะกับการปลูกพืชชนิดอื่น ที่ต้องอาศัยลักษณะภูมิประเทศที่ต่างจากนาข้าว
 
                  "ชาวนาก็ทำได้แค่รอดูสถานการณ์กันต่อไป ว่าจะมีแนวทางไหนที่จะพอบรรเทาทุกข์ และสามารถทำให้ลืมตาอ้าปากได้บ้าง ช่วงนี้ยังพออยู่ พอทนกันได้ ก็หวังว่าทางรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องจะมีวิธีการที่ดี ช่วยแก้ไขและช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรอย่างจริงจัง นอกเหนือจากที่บอกว่า จะให้ไร่ละ 1,000 หรือให้ปลูกพืชชนิดอื่น และจ้างวันละ 300 บาท เพราะนี่ไม่ใช่แนวทางที่ชาวนาจะอยู่รอดแน่นอน" นายทองแดง กล่าว
 
 
อยุธยา - เกษตรกรกรุงเก่าแห่ขึ้นทะเบียน
 
 
                  เมื่อช่วงเช้าวันที่ 7 ตุลาคม 2557 ที่สำนักงานเกษตรอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายบรรจง สีดารักษ์ เกษตรอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ในวันนี้มีเกษตรกร มาขึ้นทะเบียนชาวนาเกือบ 100 ราย และคาดว่า กว่าจะถึงสิ้นเดือนตุลาคมนี้ จะมีมาขึ้นทะเบียนอีกจำนวนมาก สำหรับอำเภอบางปะอิน จากข้อมูลเดิมปี 2556 พบว่ามีเกษตรกรขึ้นทะเบียนชาวนา 1,876 ราย รวมที่นาปรัง 73,000 ไร่ แต่ในปีนี้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึงสิ้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีมาขึ้นทะเบียนเพียง 843 ราย จำนวนนาปรัง 30,000 ไร่เท่านั้น
 
                  อย่างไรก็ตาม การขึ้นทะเบียนชาวนาในช่วงเดือนตุลาคมนี้ จะยึดฐานข้อมูลเดิม เพื่อเปรียบเทียบ และป้องกันการแจ้งเท็จ โดยหากเป็นชาวนารายใหม่ ที่เพิ่งจะมาแจ้งทำนาเป็นปีแรก หรือ ชาวนารายเก่า ที่เพิ่งจะมาแจ้ง  แต่แจ้งจำนวนแปลงนา ผิดจากเดิมจำนวนมาก จะมีการเข้าไปตรวจสอบ
 
                  ด้าน นางอรทัย สารพัด อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่57 หมู่ 6 ตำบลเทพมงคล อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่มาเช่านาในเขต หมู่ที่ 11 ตำบลบ้านกรด อำเภอบางปะอิน  ได้เข้าแจ้งขอขึ้นทะเบียนชาวนาในวันนี้ เปิดเผยว่า ปกติตนเองแจ้งขึ้นทะเบียนทุกปี แต่ปีนี้ไม่ได้แจ้งเพราะว่าไม่มีโครงการรับจำนำข้าว คิดว่าไม่มีการช่วยเหลืออะไรกับชาวนาแล้ว แต่พอรัฐบาลกำหนดจ่ายเงินช่วยเหลือให้ไร่ละ 1,000 บาท จำนวนไม่เกิน 15 ไร่/ราย จึงรีบมาแจ้งเพื่อรักษาสิทธิ์ โดยแจ้งขึ้นเท่าเดิมคือ 45 ไร่ และไม่คิดจะแตกกระจ่ายจำนวนแปลงนา โดยเอาชื่อคนอื่น มาสวมรับสิทธิ์ เพราะไม่อยากติดคุกข้อหาแจ้งเท็จ
 
                  "การที่ทางรัฐบาลได้ช่วยเหลือชาวนาในเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่อยากให้ช่วยเหลือเรื่องราคาข้าว และความชื้น เพราะการทำนาในปัจจุบันความชื้นอยู่ที่20เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป การที่จะให้ความชื้น 15 เปอร์เซ็นต์เป็นไปไม่ได้ ราคาตกอยู่ที่เกวียนละ5,000 บาทถึง 6,000 บาท อยากได้ราคาสัก9,000 บาทขึ้นไปถึงจะอยู่ได้" นางอรทัย ระบุ