ไลฟ์สไตล์

ก้าวใหม่ไบเออร์เน้นนวัตกรรมเกษตรรับโลกขาดแคลนอาหาร

ก้าวใหม่ไบเออร์เน้นนวัตกรรมเกษตรรับโลกขาดแคลนอาหาร

06 ต.ค. 2557

ก้าวใหม่ไบเออร์เน้นนวัตกรรมเกษตร รับสถานการณ์โลกขาดแคลนอาหาร : สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ สำนักข่าวเนชั่น

              จากปัญหาและอุปสรรคในกระบวนการผลิตของเกษตรทั่วโลกที่มีมากขึ้นในสารพัดรูปแบบ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาหารทั่วโลก การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้สามารถผลิตอาหารให้เพียงพอกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง

               "ที่ผ่านมาเกษตรกรพบกับปัญหาใหม่ๆ ในกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ในทุกภูมิภาค ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาหารของประชากรทั่วโลก ไบเออร์ ครอปซายน์ จึงวางแผนเพิ่มการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้นวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับเกษตรกร" นายเลียม คอนดอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไบเออร์ ครอปซายน์ กล่าวในงานแถลงข่าวทิศทางการดำเนินธุรกิจประจำปีที่เมืองมอนไฮม์ ประเทศเยอรมนี เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งนอกจากต้องทำให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่มากขึ้น อีกอย่างที่นายเลียม ย้ำคือ เรื่องความปลอดภัยต่อสุขภาพสำหรับทุกคน คือ ผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมด้วย

               นายเลียม คาดว่าการณ์ว่า ปัจจัยการผลิตด้านการเกษตรทั่วโลกของกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์อารักขาพืช กลุ่มธุรกิจเมล็ดพันธุ์ จะเพิ่มขึ้นถึงแสนล้านยูโรในปี 2563 จาก 5 หมื่นล้านยูโรเมื่อปี 2551 ทำให้ไบเออร์ต้องวางแผนพัฒนาตลาดทั้งระยะกลางและระยายาว เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตที่ยั่งยืนของภาคการเกษตร

               "ไบเออร์ ครอปซายน์ ได้ลงทุนขยายกำลังการผลิตและลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาตั้งแต่ปี 2556 ถึงปี 2559 โดยใช้งบประมาณทั้งหมด 2.4 ล้านยูโร ซึ่งเป็นการวางแผนขยายกำลังการผลิตในทุกภูมิภาคทั่วโลก" นายเลียม กล่าว

               สำหรับเกษตรกรในภูมิภาคเอเชียใต้นั้น นายเลียม ระบุว่า จะมีปัญหามากในเรื่องความเค็มของดินซึ่งเป็นอุปสรรคอย่างมากในการปลูกข้าว ไบเออร์ ครอปซายน์จึงได้พัฒนาพันธุ์ข้าวที่ทนต่อความเค็มของดินเป็นสองเท่าของพันธุ์ที่มีในปัจจุบัน ซึ่งจะเปิดตลาดในอินเดียในปี 2559 ตามด้วยบังกลาเทศและเวียดนาม

               นอกจากนี้ไบเออร์ ครอปซายน์ ยังมีแผนลงทุน 1,500 ล้านยูโร สำหรับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ของข้าวสาลีจนถึงปี 2563 ทั้งเรื่องเมล็ดพันธุ์และผลิตภัณฑ์อารักขาพืช โดยเมล็ดภัณฑ์รุ่นแรกจะถูกขายในปีหน้าที่ยุโรปตะวันออก ส่วนเมล็ดภัณฑ์ลูกผสมที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น คาดว่าจะขายได้ในปี 2563

               "ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ คือ การที่จะต้องผลิตอาหารให้เพียงพอกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าจะมีมากกว่า 9 พันล้านคนในปี 2593 ไบเออร์จึงจัดโครงการศึกษาทางด้านเกษตรกรรมเพื่อสร้างความประทับใจในการเรียนรู้การเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่สนใจเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยมีทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่มีความคิดก้าวหน้าเกี่ยวกับการเกษตร และจัดให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระดับนานาชาติสำหรับเยาวชนที่สนใจ" เขา  กล่าว

               ในส่วนของประเทศไทยนั้น นายสินชัย สวัสดิชัย หัวหน้ากลุ่มธุรกิจไบเออร์ ครอปซายน์ในประเทศไทยและประเทศพม่า กล่าวว่า เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพที่จะรักษาความเป็นผู้นำทางด้านการผลิตข้าว น้ำตาล ยางพารา และผลไม้เมืองร้อนสู่ตลาดโลก ไบเออร์จึงได้นำเสนอนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่มุ่งเพิ่มผลผลิตในการเพาะปลูกให้เกษตรกรไทย เมื่อปีที่ผ่านมา ไบเออร์ ครอปซายน์ประเทศไทยได้เปิดตัว 4 ผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับภาคการเกษตรไทย และมีแผนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเทศไทยเป็นตลาดที่สำคัญตลอด 52 ปีที่ไบเออร์เข้ามา

               ด้าน ดร.เดิร์ค เอ็บบิงเฮาส์ หัวหน้าสถานีทดลอง เล่าระหว่างที่นำคณะสื่อมวลชนเกือบร้อยคนจาก 28 ประเทศทั่วโลกลงพื้นที่ดูแปลงทดลอง และนวัตกรรมใหม่ๆ ของไบเออร์ ที่สถานีวิจัยทดลองฮอบเชน ที่เมืองเบิร์สชิวด์  ประเทศเยอรมนี ซึ่งอยู่ในพื้นที่ประมาณ 100 เฮคเตอร์ ซึ่งมีทั้งแปลงสวนแอปเปิ้ล ทั้งต้นที่ผ่านการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์อารักขาพืชของไบเออร์ ครอปซายน์ และต้นที่ไม่ได้ผ่านการทดลอง ซึ่งจะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์อารักขาพืชที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นภารกิจของไบเออร์ ความสำเร็จทางเศรษฐกิจในด้านการเกษตรสามารถอยู่ร่วมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและการรับผิดชอบต่อสังคมได้

               เขา กล่าวอีกว่า ปกติที่สถานีวิจัยแห่งนี้จะมีการจัดเสวนาและให้ความรู้ด้านการเกษตรสมัยใหม่อยู่ตลอด โดยผู้ที่มาเยี่ยมชมมีทั้งลูกค้า เกษตรกร เจ้าหน้าที่ นักการเมือง สมาคมต่างๆ รวมไปถึงนักเรียนนักศึกษา

               สิ่งที่ไบเออร์ ครอปซายน์ นำมาโชว์คณะผู้สื่อข่าวจากทั่วโลกครั้งนี้ นอกจากผลิตภัณฑ์ดูแลและกำจัดศัตรูพืชแล้ว ยังมีอุปกรณ์การทำเกษตรต่างๆ ที่เน้นเรื่องการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เริ่มตั้งแต่เครื่องพ่นสารเคมี ที่คิดรูปแบบในการพ่นแบบใหม่ จากปกติที่จะพ่นจากด้านบนลงล่าง เป็นพ่นจากด้านล่างขึ้นบน เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของสารเคมี เครื่องมือสำหรับผสมสารเคมีในระบบปิดเพื่อความปลอดภัยกับเกษตรกร และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเครื่องมือหยอดเมล็ดพันธุ์ที่มีกระบวนการในการทำให้เมล็ดพันธุ์สะอาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะปลูก

               อย่างไรก็ตามเนื่องจากราคาที่ค่อนข้างสูงของอุปกรณ์ดังกล่าว ทำให้นวัตกรรมต่างๆ ของไบเออร์ยังเป็นที่นิยมเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จและมีรายได้สูง ซึ่งส่วนใหญ่คือเกษตรกรในแถบยุโรปและประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนในภูมิภาคอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นลักษณะของการใช้ผลิตภัณฑ์อารักขาพืชต่างๆ

               สำหรับทั้งนี้ไบเออร์ ครอปซายน์ เป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจของไบเออร์เอจีที่ดูแลธุรกิจด้านการเกษตร มียอดขายมูลค่า 8,819 ล้านยูโรในปี 2556 โดยมีพนักงาน 22,400 คน อยู่ใน 120 ประเทศ