
นิติวิทยาศาสตร์อาเซียน ภารกิจก่อนเกษียณ'จรัมพร'
05 ต.ค. 2557
นิติวิทยาศาสตร์อาเซียน ภารกิจก่อนเกษียณ'จรัมพร' : คลี่ปมปริศนา CSI THAILAND : โดย...พรรณทิพา จิตราวุฒิพร
คดีฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ บนเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งล่าสุดตำรวจสามารถจับกุม 2 แรงงานชาวพม่า โดยมีหลักฐานสำคัญคือ ผลตรวจดีเอ็นเอที่เก็บได้จากร่างของผู้ตาย เมื่อนำมาเทียบเคียงกับ 2 ผู้ต้องหาแล้วพบว่าตรงกัน ใช้มัดตัวคนร้ายนั้น บ่งบอกถึงความสำคัญของงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ ที่มีผลต่อการคลี่คลายคดีสำคัญๆ
ในคดีนี้ผู้ก่อเหตุเป็นแรงงานต่างชาติ ซึ่งไม่มีการจัดเก็บทะเบียนประวัติราษฎรเช่นเดียวกับคนไทย เมื่อก่อเหตุร้ายแรงแล้วทำให้การแกะรอยติดตามตัวได้ยากกว่า เมื่อเทียบกับการแกะรอยติดตามหาตัวคนร้ายที่เป็นคนไทย เพราะหากคนร้ายเป็นคนไทยจะสามารถตรวจสอบได้สะดวกกว่า เพราะมีการจัดเก็บประวัติ โดยเฉพาะลายพิมพ์นิ้วมือไว้แล้วตั้งแต่การทำบัตรประชาชน ซึ่งหากมีการก่อคดีหลักฐานในที่เกิดเหตุเพียงลายพิมพ์นิ้วมือแฝงที่พบก็จะสามารถสาวไปถึงตัวของคนร้ายได้ทันที เพียงนำลายพิมพ์นิ้วมือแฝงนั้นไปเทียบกับลายพิมพ์นิ้วมือในทะเบียนประวัติราษฎร ที่จัดเก็บไว้โดยกรมการปกครอง
ในปี 2558 ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี จะเริ่มขึ้น การโยกย้ายของผู้คนในภูมิภาคอาเซียนจะทำได้ง่ายขึ้น และแน่นอนว่า ผู้คนในภูมิภาคนี้จะโยกย้ายถิ่นฐานไปมามากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งการโยกย้ายถิ่นฐานดังกล่าวอาจจะส่งผลให้การควบคุม การป้องกัน อาชญากรรม รวมถึงการติดตามคนร้ายที่ก่อคดีอาชญากรรมต่างๆ ทำได้ยากขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งยวดที่สมาชิกประชาคมอาเซียนต้องเร่งร่วมมือกันเตรียมการรับมือ
พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี อดีตที่ปรึกษา (สบ 10) ซึ่งรับผิดชอบงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเพิ่งเกษียณอายุราชการไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทในการคลี่คลายคดีฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวบนเกาะเต่า มีความเป็นห่วงในเรื่องนี้ ให้สัมภาษณ์พิเศษทีมข่าวคมชัดลึก ไว้ก่อนเกษียณ
สิ้นปี 2558 เออีซีเริ่มต้น ความร่วมมือเกี่ยวกับงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ควรเป็นอย่างไร
เมื่อเออีซีเริ่มต้น การไปมาหาสู่จะสะดวก ข้อห้ามก็น้อยลง ไทยมีประชากรประมาณ 70 ล้านคน แต่พอเออีซีเปิดประชากรในภูมิภาคจะมีรวมกันกว่า 600 ล้านคน ซึ่งสามารถเดินทางไปไหนมาไหนในภูมิภาคได้สะดวก ซึ่งรวมทั้งไทยด้วย สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ปัญหาอาชญากรรม ซึ่งก็มีให้เห็นอยู่เป็นระยะ ที่เกิดคดีที่มีผู้กระทำผิดเป็นชาวต่างชาติการติดตามจับกุมจะมีความยุ่งยากกว่าที่เป็นคนภายในประเทศ ซึ่งในเรื่องนี้ประเทศในภูมิภาคต้องร่วมมือกันอย่างเร่งด่วน และถึงเวลาแล้วที่ต้องสร้างเครือข่ายคนในอาเซียน หรืออาเซียนอินเตอร์โปล ซึ่งควรที่จะสามารถตอบสนองในเรื่องนิติวิทยาศาสตร์ระดับพื้นฐานระหว่างประเทศกันได้ เช่นระบบการพิมพ์นิ้วมือ ควรมีระบบที่สามารถเชื่อมโยงกัน หรืออย่างน้อยต้องสามารถตรวจสอบกันได้สะดวก เพราะหากใครไปก่อคดี ไปสูญหาย หรือแม้กระทั่งกลายเป็นศพ การตรวจสอบลายนิ้วมือจะช่วยยืนยันเอกลักษณ์บุคคลได้ว่าผู้นั้นเป็นใครมาจากไหน มีถิ่นที่อยู่ในที่แห่งใด
การจัดเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ ในแต่ละประเทศก็ควรที่จะให้ความสำคัญ ไม่ใช่แต่เฉพาะประเทศตัวเอง ควรมีระบบที่เชื่อมโยงกัน โดยในอนาคตอาจทำงานร่วมกันผ่านเปเปอร์เวิร์ก จะทำให้กระบวนการทำงานสะดวกรวดเร็วขึ้น ซึ่งเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว มีการประชุมหารือกันระหว่างตัวแทนของตำรวจทั้ง 10 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน มีการกำหนดกรอบความร่วมมือในการสร้างระบบนิติวิทยาศาสตร์อาเซียนไปบ้างแล้ว และจะมีการประชุมกำหนดกรอบความร่วมมือกันอีกครั้งในปีหน้า ซึ่งหากสามารถสร้างกำหนดมาตรฐานความร่วมมือจนสามารถเชื่อมโยงข้อมูลด้านนิติวิทยาศาสตร์กันได้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
เสียงตอบรับของประเทศในภูมิภาคอาเซียนเป็นอย่างไรเกี่ยวกับแนวคิดนี้
เมื่อเดือนที่แล้ว ที่ผมไปเยือนประเทศเวียดนาม ในฐานะตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปขอหารือความร่วมมือทางนิติวิทยาศาสตร์ของเวียดนาม ซึ่งเวียดนามเขาก็มีนิติวิทยาศาสตร์อยู่ในหน่วยงานของตำรวจ ดูว่าเทคโนโลยีของเขาสามารถเข้ากับประเทศไทยเราได้ไหม พบว่าบางอย่างไปด้วยกันได้ บางอย่างอาจต้องปรับจูน ซึ่งทางเวียดนามก็ให้ความร่วมมือดี และยังมีการจัดทำโครงการด้านนิติวิทยาศาสตร์ที่เป็นก้าวแรกของความร่วมมือ คือให้นักวิทยาศาสตร์ของเราไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์วิทยาศาสตร์ประเทศเวียดนาม ถือเป็นก้าวแรกที่ดี ส่วนประเทศอื่นๆ ก็มีการพูดคุยกันบ้างแล้ว
สำหรับประเทศไทยสิ่งที่อยากให้เกิดโดยเร็ว คือ "สภาวิชาชีพนิติวิทยาศาสตร์" เนื่องจากงานนิติวิทยาศาตร์เป็นหลักประกันยุติธรรมทางสังคม แต่ปัจจุบันสังคมยังคลางแคลงใจว่า นิติวิทยาศาสตร์ถูกแทรกแซงโดยบุคลากรที่ไม่ได้อยู่ในวิชาชีพ หากสามารถกำหนดมาตราฐานเรื่องนี้ได้จะเป็นหลักประกันการถ่วงดุลไม่ให้มีอำนาจมาแทรกแซงได้ เช่นเดียวกับแพทยสภา หรือสภาทนายความ หากเกิดขึ้นได้จริงจะสร้างความเชื่อมั่นได้มากขึ้น
ทิศทางของงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ในอนาคตควรไปในทิศทางไหน
งานนิติวิทยาศาสตร์จะต้องไม่ใช่งานของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือเป็นภารกิจเฉพาะของตำรวจ แต่ต้องเป็นของประชาชน เพราะเนื้องานแท้จริงแล้วมีมิติของการคุ้มครอง การดูแล และการเยียวยา นอกจากมุ่งในด้านคลี่คลายคดีแล้ว นิติวิทยาศาสตร์ยังเป็นงานที่ให้ความรู้ในเรื่องป้องกันเหตุร้ายต่างๆ ได้ด้วย เช่น กรณีการยิงปืนขึ้นฟ้าที่เกิดขึ้นเป็นประจำในเทศกาลต่างๆ อย่างปีใหม่ สงกรานต์ ลอยกระทง งานบวช หรือแต่งงาน งานนิติวิทยาศาสตร์สามารถคำนวณเกี่ยวกับแรงและวิถีของกระสุนตกสามารถปลิดชีพผู้คนได้โดยไม่จำเป็นต้องยิงในแนวระนาบเสมอไป เมื่อรู้อย่างนี้มีการเผยแพร่ข้อมูลออกไป สามารถสร้างจิตสำนึกให้แก่สังคมช่วยลดความสูญเสียลงได้ระดับหนึ่ง
กรณีเรื่องข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเรื่องการจับแพะ หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์จะสามารถยืนยันได้ ซึ่งหากประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้ก็จะเป็นประโยชน์ เพราะสามารถนำหลักการทางนิติวิทยาศาสตร์ไปต่อสู้ทางคดีให้ตัวเองได้รับความเป็นธรรมได้ แต่ทุกวันนี้คนไทยยังขาดองค์ความรู้เรื่องนี้ ขณะที่หน่วยงานด้านนิติวิทยาศาสตร์เองยังขาดเครื่องมือที่เป็นเทคโนโลยีชั้นสูง
---------------------------
(นิติวิทยาศาสตร์อาเซียน ภารกิจก่อนเกษียณ'จรัมพร' : คลี่ปมปริศนา CSI THAILAND : โดย...พรรณทิพา จิตราวุฒิพร)



