
ศิลป์แห่งแผ่นดิน : กวีตายอีกแล้ว
05 ต.ค. 2557
ศิลป์แห่งแผ่นดิน : กวีตายอีกแล้ว : โดย...ศักดิ์สิริ มีสมสืบ
น้องจากกอง บ.ก.นิตยสาร All บุกถึงรัง มาสัมภาษณ์ในประเด็น "กวีตายแล้ว"
ประเด็นเดิมๆ เก่านานนม ตั้งแต่ผมเริ่มเขียนบทกวีใหม่ๆ คำถามเดิม...ทำไมคนไทยอ่านบทกวีน้อย ทำไมหนังสือบทกวียังไม่มีคนอ่าน
เป็นคำถามที่ "ด้านชา" ไปแล้ว ใครใคร่ตอบ ตอบ ไม่มีใครใส่ใจจริงจัง กระทั่งผมเอง ผู้เกี่ยวข้องโดยตรง
ในฐานะกวีคนหนึ่งซึ่งขายหนังสือไม่ได้ และไม่มีสำนักพิมพ์ไหนยอมพิมพ์งานบทกวีชุดใหม่ ผมเองมีงานบทกวีที่ยังไม่ตีพิมพ์อยู่ในมือ แต่ไม่มีใครสนใจอยากพิมพ์ แม้แต่ตัวผมเองก็ไม่กระตือรือร้นแล้ว
กระนั้นก็ยังเห็นความเคลื่อนไหวในหมู่กวีรุ่นหนุ่มๆ สาวๆ บางคนเข็นและเข็ญงานตนเองออกมาด้วยทุนรอนของตัวเอง
เหมือนเช่นยุคแรกๆ ที่ผมแจ้งเกิดด้วยการพิมพ์งานด้วยทุนของตนเอง ก็อุ่นใจได้ว่า กวีที่ตายก็ตายไป ที่เกิดก็เกิด
ต่อให้บ้านนี้เมืองนี้ไม่มีใครอ่านบทกวี ก็ยังมีคนอยากเขียน และเขียน มีกวีเกิดใหม่เสมอ
ผมเองเคยเป็นครู รู้ว่าการเรียนการสอนในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาของประเทศเรานั้นเชิดชูบูชาก็แต่ท่านมหากวีเอกของโลก "สุนทรภู่" อยู่ท่านเดียว ถึงวันสุนทรภู่ทีไรก็มีการประกวดกลอนเชิดชูกันอยู่อย่างนั้นเสมอมา เสมอไปชั่วกัลปาวสาน ประเทศนี้ไม่มีอรรถรสอื่นใดอีก ไม่มีวรรคทองอื่นนอกจาก "ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร ฯ แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ฯ"
ผมตอบคำถามเรื่องกวีตายแล้วไปแบบไม่ใส่ใจ ไม่แยแสด้วยซ้ำ สุดปัญญาจะหาคำตอบ ต่อคำถามที่ด้านชาแบบนี้!
ทุกวันนี้ ผมคนหนึ่งเช่นเดียวกันเพื่อนกวีอีกหลายท่านที่ตระเวณเดินทางไปเป็นวิทยาการส่งเสริมการอ่านการเขียนบทกวีทั่วราชอาณาจักร หากนับจำนวนปีก็กว่ายี่สิบปี หากนับจำนวนครั้งก็เกินสองร้อยครั้ง โดยเฉพาะโรงเรียนมัธยมนี่ผมเคยไปพูด ไปบรรยาย อภิปราย ไปขับขานบทกวีไม่น้อยกว่าร้อยโรงเรียน ถามว่าด้วยการแสดงอิทธิฤทธิ์ระดับนี้ เข้มข้นเข้มแข็งเพียงนี้ มีผลอะไรบ้างไหม...
เอาง่ายๆ แค่ว่ายอดขายส่วนตัวเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหนจากการเดินสายพูดๆๆๆๆ ได้พบเด็กๆ นับจำนวนพันหมื่นคนตลอดระยะเวลากว่ายี่สิบปี ไม่ใช่เฉพาะผม กวีหลายท่านต่างมีภารกิจเดินสายพูดๆๆๆๆๆ จนได้ชื่อว่าเป็นกวีช่างพูด พูดจนกวีตายไปหลายคนแล้วก็ยังมีประเด็น "กวีตายแล้ว" ให้ต้องตอบสัมภาษณ์
ปัจจุบัน มีหลายหน่วยงาน หลายองค์กรทั้งภาครัฐ เอกชน จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านการเขียนกันอย่างเข้มข้นขันแข็ง ตัวกวีเองมีงานเดินสายกิจกรรมมากขึ้น บ่อยครั้งขึ้น โดยส่วนตัวผมได้กลายเป็นวิทยากรอาชีพไปแล้ว มีรายได้เล็กๆ น้อยๆ แต่บ่อยครั้งจากค่าตอบแทนวิทยากรพอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปได้ แบบว่าไม่ต้องเขียนบทกวีส่งไปแลกค่าเรื่องมายาไส้ กวีรอดตายแล้วนี่ ไม่ต้องตีพิมพ์ออกมาเป็นเล่มก็ได้ แค่เดินสายพูดๆๆๆ กวีก็รอดตายแล้ว ไม่หวังจะเกาะสุนทรภู่เข้าสู่ระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนหรอก
กวี บทกวี ยังคงเป็น "ของสูง" อยู่ต่อไป สมกับที่ได้รับยกย่องว่าเป็นมงกุฏของวรรณกรรม เป็นกวีนี่ใช่ว่าใครจะเป็นกันได้ง่ายๆ สถาปนาตนเองได้ที่ไหน จนกว่าจะได้รับการสถาปนาการันตีจากสถาบันที่น่าเชื่อถือ สังเกตุจากการเข้าค่ายวรรณกรรม น้องๆ นักเรียนน้อยคนนักจะเลือกเข้าฐานกวีนิพนธ์ ส่วนใหญ่จะเลือกเข้าฐานเรื่องสั้น นวนิยาย และสารคดีตามลำดับ ร้อยคนจะเลือกอยู่ฐานกวีนิพนธ์ไม่ถึงสิบคน
บ้างก็ว่าอย่าได้อาลัยอาวรณ์เลย แม้ว่ากวีตัวเป็นๆ จะล้มหายตายจากไปจริงๆ ถัดจากท่านอังคาร, อ้ายหนอม "ถนอม ไชยวงษ์แก้ว" ก็เพิ่งตายจากไป ที่เหลือก็ค่อยๆ ทยอยตายตามกันไป ประเทศไทยเรามีท่านสุนทรภู่เป็นเกียรติเป็นศรีอยู่แล้วนี่
บ้างก็ว่า บทกวีไม่ได้หายไปไหน มันอยู่ในรูปแบบอื่น โดยเฉพาะสังคมไทยแต่ไรมาบทกวีอยู่ในรูปเพลงผ่านการขับขาน
บทกวีไม่มีวันตายหรอก มีแต่ตัวกวีตัวเป็นๆ ที่ตายไปตามกฎอนิจจัง ที่ยังอยู่ก็ดิ้นรนไป ที่รักเขียนก็เขียนกัน ไม่มีใครพิมพ์ให้ก็พิมพ์เอง ขายเอง ไม่มีใครซื้อก็แจกจ่ายไป แลกเปลี่ยนเวียนกันอ่านในกลุ่มเล็กๆ กวีช่างพูดก็เดินสายพูดๆๆๆ ไป ไม่สิ้นหวัง
ขอวิญญาณท่านสุนทรภู่ปกปักรักษาคุ้มครองเทอญ...สวัสดี



