
ศิลป์บนสะพาน มรดกเมืองที่ถูกลืม
02 ต.ค. 2557
ศิลปวัฒนธรรม : ศิลป์บนสะพาน...มรดกเมืองที่ถูกลืม
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองทันสมัยทัดเทียมอารยประเทศ จึงมีพระราชดำริในการวางรากฐานระบบสาธารณูปโภคขึ้นในประเทศไทย และมีการนำเอาเทคนิคการก่อสร้าง รูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกมาใช้สร้างสิ่งต่างๆ อาทิ วัง พระตำหนัก ถนน และ สะพาน ตลอดระยะเวลาร่วม 100 ปีที่ผ่านมา มีสะพานบางแห่งถูกแก้ไขดัดแปลงไปจากเดิม บางแห่งถูกรื้อทำลายเนื่องจากการขยายช่องทางจราจร ในขณะที่บางแห่งเสื่อมสภาพไปตามเวลาและการกัดกร่อนจากมลพิษในอากาศ นอกจากนี้ในการซ่อมแซมหลายครั้งยังไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ แม้กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนสะพานจำนวนหนึ่ง ที่ยังคงคุณค่าทางศิลปะและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เป็นโบราณสถานสำคัญของชาติเอาไว้แล้วก็ตาม ทว่ายังมีมรดกทางวัฒนธรรมอีกจำนวนไม่น้อยตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อความเสียหาย
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการจับเข่าคุยในหัวข้อ "แนวทางอนุรักษ์ประติมากรรมและลวดลายประดับสะพาน" นำทีมโดย ดร.ศิริชัย หวังเจริญตระกูล ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑ์ กรมศิลปากร, ปองขวัญ (สุขวัฒนา) ลาซูส ประธานกรรมาธิการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์, สุดารา สุจฉายา มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์, อ.จักรพันธ์ วิลาสินีกุล คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ ม.ศิลปากร และ ดร.คุณยุต เอี่ยมสอาด คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ร่วมนำเสนอแนวคิด
ในฐานะเจ้าของโครงการศึกษาแนวทางอนุรักษ์ประติมากรรมและลวดลายประดับสะพานข้ามคลองในกรุงเทพมหานคร อ.จักรพันธ์ วิลาสินีกุล กางแผนโชว์ว่าได้วางเอาไว้ 4 แนวทางได้แก่ การศึกษาภาคเอกสาร การคัดลอกแบบร่างลวดลายประดับหรือแบบก่อสร้าง การสำรวจพื้นที่ และ การวิเคราะห์รวมถึงจัดทำรายการศึกษา ขณะที่แผนการดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ช่วงได้แก่ ช่วงศึกษาภาคเอกสาร ช่วงการสำรวจพื้นที่ และการจัดทำบทวิเคราะห์รวมถึงรายงานสรุป ซึ่งคาดว่าเมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว จะได้แนวทางในการอนุรักษ์สะพานสำคัญของกรุงเทพฯ ได้ต่อไป
ขณะที่ สุดารา สุจฉายา บอกว่าทุกสิ่งก่อสร้างบอกเล่าเรื่องราวในประวัติศาสตร์ได้ เพียงแต่เรามองเห็นความหมายหรือเปล่า ในอดีตกรุงเทพฯ ได้รับการขนานนามว่าเป็น เวนิสตะวันออก มีการสัญจรทางน้ำถือเป็นเรื่องสำคัญ จึงมีการสร้างสะพานเยอะมากตั้งแต่สะพานไม้ไล่ไปจนถึงสะพานปูน อย่าง สะพานร้องไห้ หรือ สะพานมหาไทยอุทิศ สร้างขึ้นโดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่เสด็จสวรรคตเสียก่อน ภาพประติมากรรมนูนต่ำจึงแสดงออกถึงความโศกเศร้าอาลัย เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 5 โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีเปิดสะพานในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ 23 ตุลาคม 2457
เพราะสิ่งก่อสร้างแสดงถึงอารยธรรมความเจริญงอกงามของเมืองนั้นๆ ปองขวัญ (สุขวัฒนา) ลาซูส เปิดใจว่ารู้สึกยินดีที่มีภาคประชาคมต่างๆ มาช่วยกัน ที่ผ่านมาประชาชนรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ดังนั้นทุกฝ่ายต้องร่วมกันไม่ควรหวังพึ่งใครแต่ฝ่ายเดียวและไม่ปล่อยให้เป็นภาระฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น สถาปนิก ปฎิมากร หรือผังเมือง เพราะสะพานต้องอยู่คู่บ้านเมืองไปอีกนานๆ
อีกหนึ่งผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ ดร.ศิริชัย หวังเจริญตระกูล ให้ข้อคิดว่าทุกวันนี้เรื่องของปากท้องถือเป็นเรื่องสำคัญของคนส่วนใหญ่ แต่ถ้ามัวรอให้ท้องอิ่ม ระวังว่าของมีค่าสวยงามจะไม่หลงเหลือแล้ว ขณะเดียวกันแนะถึงหลักการทำงานด้านอนุรักษ์ว่า มีด้วยกัน 6 ขั้นตอน ได้แก่ ถ่ายรูปเก็บรายละเอียด ต้องลงมือทำ ต้องรู้จักวัสดุ ต้องรู้สาเหตุของความเสื่อม และสุดท้ายลงบันทึกสรุปซ้ำอีกรอบ
วิศวะขอมีเอี่ยว ดร.คุณยุต เอี่ยมสอาด เผยว่าถึงจะไม่ค่อยลึกซึ้งกับงานทางด้านศิลปะ แต่ครั้งนี้จะนำเอาเทคโนโลยีเครื่องสแกน 3 มิติเข้ามาช่วยในการซ่อมแซม ซึ่งด้วยความทันสมัยนี้จะช่วยให้ไม่ต้องแตะต้องชิ้นงานต้นแบบ ส่งผลให้เกิดความเสียหายน้อยลง
ทั้งนี้ภายหลังการพูดคุยบนเวที อ.ประเสริฐ ฤทธิ์สำเริง สมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรม-สิ่งแวดล้อม หนึ่งในผู้ร่วมงาน ได้ฝากคำถามถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างผังเมืองไว้อย่างสวยงามแต่หลังจากนั้นไม่มีเหลือเลย อยากถามไปกรุงเทพฯ ว่าทุกวันนี้เคยเหลียวแลบ้างไหม อย่าง สะพานเสาวนีย์ ไม่ใช่แค่ทางข้ามแต่คืองานศิลปะ งานสถาปัตยกรรม แต่กรมโยธาธิการไม่เคยรู้จักความสุนทรีย์เอาเสียเลย



