
พลิกเหมืองเก่าทำสวนผสมผสาน ที่ 52 ไร่กำไรสุทธิปีกว่าละ 4 ล.
02 ต.ค. 2557
ทำมาหากิน : พลิกเหมืองเก่าทำสวนผสมผสาน ที่ 52 ไร่กำไรสุทธิปีกว่าละ 4 ล้าน : โดย...ดลมนัส กาเจ
พื้นที่เหมืองแร่เก่า 52 ไร่ ติดถนนสายตะกั่วป่า-กะปง หมู่ 2 ต.ท่านา อ.กะปง จ.พังงา แม้จะมีลำธารไหลตลอดทั้งปี แต่ด้วยสภาพดินที่เป็นดินทรายที่เกิดจากกิจการเหมืองแร่ดีบุกมาถมหน้าดินเก่า ทำให้สภาพดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ในที่สุด "เอนก จีวะรัตน์" ผู้ทรงคุณวุฒิสภาเกษตรกรจังหวัดพังงา และปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2557 ต้องใช้ภูมิปัญญาและยึดหลักแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หันมาทำเกษตรแบบผสมผสานอย่างจริงจัง ปลูกทุกอย่างที่กิน และกินทุกอย่างที่ปลูก พร้อมๆ กับการเลี้ยงสัตว์ วันนี้เขาเอาชนะอุปสรรคได้ และสามารถสร้างรายได้ให้ครอบครัวปีละกว่า 4 ล้านบาท
เอนก เล่าว่า เริ่มหันมาทำอาชีพเกษตรตั้งแต่ปี 2525 เมื่อครั้งที่ครอบครัวยังทำเหมืองแร่ดีบุกอยู่ แต่มองว่า วันหนึ่งอาชีพการทำเหมืองแร่ก็ต้องหมดไป จนปี 2527 ครอบครัวเลิกกิจการทำเหมืองแร่อย่างที่คาดการณ์ไว้ พอเขาได้รับมรดกที่ดินอย่างเป็นทางการ จึงเริ่มปลูกต้นละไม เพราะยังไม่มีรายอื่นปลูกมาก่อน แต่การปลูกต้นละไมกว่าจะให้ผลผลิตต้องใช้เวลาถึง 7 ปี ขณะที่รายจ่ายมีทุกวัน ฉะนั้นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ การผลิตอาหารเพื่อบริโภคในครัวเรือน โดยเน้นที่ต้องปลูกพืชอายุสั้นให้ผลผลิตเร็ว จึงปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินเอง ที่เหลือไว้ขาย เพื่อให้มีรายได้วันต่อวัน นอกจากนี้ได้ขุดบ่อเลี้ยงปลาด้วย
"ที่ตรงนี้เป็นเหมืองเก่า ถ้าดูผิวเผินคิดว่าเหมาะอย่างยิ่งที่จะทำการเกษตร เพราะมีลำธารตามธรรมชาติไหลผ่านตรงกลางพอดี มีน้ำตลอดทั้งปี แต่การทำเหมืองแร่มีการดูดดินจากข้างล่าง เพื่อเอาแร่ขึ้นมา กลบดินเก่าทำให้สภาพดินเป็นดินทราย ไม่มีจุลินทรีย์หน้าดิน ส่งผลให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ผมต้องเอาวัวมาเลี้ยง เพื่อเอามูลมาทำปุ๋ย และปล่อยวัวให้กินในสวนถ่ายมูลลงที่ไหนเท่ากับเรามีปุ๋ยกันแล้ว เวลาผ่านไปที่ดินอุดมสมบูรณ์ขึ้น พืชผลทางเกษตรได้ผลผลิตออกมา ทั้งพืชผัก ปลา และไม้ผล" เอนก กล่าว
จากความพยายามและความตั้งใจของเอนก ปี 2542 เขาได้รับการคัดเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่น และผู้นำอาชีพก้าวหน้าดีเด่น ทำให้ช่วงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่เขาได้เรียนรู้การทำเกษตรแบบผสมผสานและเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างจริงจัง และริเริ่มรวบรวมประชาชนในหมู่บ้านจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรผสมผสานขึ้น เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกหันมาดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมกับใช้ที่บ้านของตัวเองเป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตรของอำเภอกะปง โดยได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานเกษตรอำเภอ รวมถึงสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอกะปง เป็นต้น
"มีอยู่ช่วงหนึ่ง ผมเลิกเลี้ยงวัว เพราะไม่มีเวลา สิ่งที่พบคือ การขาดปุ่ยที่จะใช้ในการเพาะปลูก ผมเลยมีแนวคิดใหม่คือ เลี้ยงไก่ไข่ เริ่มก่อน 5,000 ตัว เพื่อเอาไข่ไปขาย และเอามูลมาทำปุ๋ย และอีกส่วนหนึ่งขายด้วย หลังจากเลี้ยงไม่นานเห็นว่ารายได้ดี จึงขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ วันนี้ผมเลี้ยงไก่ 3 โรงเรือน จำนวน 4 หมื่นตัว ออกไข่วันละ 3 หมื่นฟอง ขายในราคาฟองละ 2.75 บาท จนกลายเป็นว่า ทุกวันนี้เลี้ยงไก่ไข่ทำรายได้หลักหักแล้วได้เดือนละ 5 หมื่นบาท" เอนก กล่าว
สำหรับการดำเนินในปัจจุบัน เอนกบอกว่า พื้นที่ 52 ไร่ ใช้สำหรับปลูกปาล์ม 25 ไร่ ยางพารา 5 ไร่ บ่อปลา เลี้ยงปลาดุก ปลานิล ปลาทับทิม ปลาช่อน พื้นที่ 5 ไร่ เลี้ยงไก่ 3 ไร่ ไม้ผลอีก 3 ไร่ ที่เหลือเป็นพื้นที่สำหรับการก่อสร้างทั้งบ้านพัก และบ้านพักคนงานด้วย เมื่อคำนวณแล้วพบว่า รายได้ที่มากที่สุดมาจากการเลี้ยงไก่ไข่ ตามด้วยไม้ผล ปาล์ม ยางพารา และเลี้ยงปลา รวมแล้วหักค่าใช้จ่ายจะมีรายได้ปีละกว่า 4 ล้านบาท และจากความสำเร็จของเอนก วันนี้เขาได้รับเกียรติและถูกคัดเลือกให้เป็นปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2557 ด้วย
------------------------------
(ทำมาหากิน : พลิกเหมืองเก่าทำสวนผสมผสาน ที่ 52 ไร่กำไรสุทธิปีกว่าละ 4 ล้าน : โดย...ดลมนัส กาเจ)



