
เป็นหนี้ก็ต้องใช้ : โดย...ลุงแจ่ม
01 ต.ค. 2557
เปิดซองส่องไทย : เป็นหนี้ก็ต้องใช้ : โดย...ลุงแจ่ม
ข้าพเจ้าถูกนายอำเภอหลอกเซ็นสัญญา ณ ที่ทำการอำเภอโคกสำโรง ข้าพเจ้า นาง สังเวียน อยู่ที่ 7/4 หมู่ 2 ต.วังจั่น อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี ถูกเจ้าหนี้บีบคั้นทวงหนี้โดยใช้อิทธิพล โดยมีข้าราชการ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและนายตำรวจหลอกลวงให้ข้าพเจ้าไปประนีประนอมหนี้ที่ที่ว่าการอำเภอโคกสำโรง
โดยมีนายอำเภอและปลัดอำเภอเป็นพยาน ให้ลงบันทึก ณ ที่ว่าการอำเภอว่า ตัวข้าพเจ้าจะรับใช้หนี้ แต่แล้วนายอำเภอและปลัดกลับหลอกให้ข้าพเจ้าเซ็นสัญญา แท้จริงข้าพเจ้าเป็นหนี้เพียง 400,000 บาท กลับลงในนั้นว่า 1,500,000 บาท โดยข้าพเจ้าไม่รู้หนังสือจึงถูกหลอก
ข้าพเจ้ามีเทปบันทึกเสียงเป็นหลักฐาน วิงวอนต่อทุกท่านโปรดเมตตาท่านใดที่รู้กฎหมายให้ช่วยเหลือข้าพเจ้าด้วยเถิด ข้าพเจ้าไม่รู้หนังสือ ฐานะยากจนไม่เคยเรียนหนังสือ จึงอยากให้ทางลุงแจ่มช่วยสอบถามไปยังที่ว่าการอำเภอโคกสำโรงให้ด้วย ว่าทำไมยอดหนี้ของข้าพเจ้าถึงได้เพิ่มขึ้นมากมายขนาดนี้ ข้าพเจ้าไม่มีปัญญาจะชดใช้ให้มากมายขนาดนี้ ถ้าเป็นหนี้จริงก็จะพยายามหาเงินมาชำระหนี้ให้หมดสิ้น แต่ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นหนี้จริง แล้วจะให้ข้าพเจ้าใช้หนี้ได้อย่างไร
นางสังเวียน /ลพบุรี
ตอบ
นายธนกร ยอดสลุง ปลัดอำเภอฝ่ายปกครอง จ.ลพบุรี ชี้แจงว่า เรื่องนี้นางสังเวียนได้เข้าไปร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดลพบุรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และก็มีการเชิญผู้เกี่ยวข้องไปประชุม คือ รองผู้ว่าราชการจังหวัดได้ให้ผู้ช่วยอัยการเป็นประธาน ผกก.สภ.โคกสำโรง โดยนางสังเวียนได้นำทนายความ และเจ้าหน้าหนี้ของนางสังเวียนก็ได้นำทนายความ เข้าร่วมประชุมหาข้อเท็จจริงด้วย
สรุปแล้วไม่มีการหลอกลวงให้เซ็นชื่อแต่อย่างใด โดยก่อนที่จะให้นางสังเวียนเซ็นชื่อได้มีการอ่านให้นางสังเวียนฟัง เพราะนางสังเวียนอ่านหนังสือไม่ออก โดยให้เพื่อนของนางสังเวียนอ่าน เรื่องเกิดจากนางสังเวียนขอความเป็นธรรมที่จังหวัด ว่า ถูกเจ้าหนี้ทวงหนี้ดอกเบี้ยโหด โดยจังหวัดให้อำเภอดำเนินการ โดยเรียกนางสังเวียนมาเพื่อสอบถามข้อมูล และได้เรียกเจ้าหนี้ของนางสังเวียนมาด้วย เพื่อให้ลูกหนี้กับเจ้าหนี้มาไกล่เกลี่ยกัน
เรื่องคือนางสังเวียนได้รับฟังข่าวสารจากประกาศของ คสช. เรื่องถูกเจ้าหนี้ดอกเบี้ยโหด แต่ คสช.ก็สรุปว่าเป็นหนี้ก็ต้องใช้หนี้ เหมือนนางสังเวียนจะยืมมือ คสช.จัดการโละหนี้ ทางอำเภอก็อธิบายให้เข้าใจ อำเภอมีอำนาจหน้าที่ในการไกล่เกลี่ยเท่านั้น เพราะว่าหนี้สินต้องมาปรับโครงสร้าง ดอกเบี้ยก็ต้องอยู่ในกฎหมาย ในวันที่นางสังเวียนมายื่นร้องที่จังหวัด ปรากฏว่ามีหนึ่งคนขอถอนเรื่องไม่ติดใจเอาความ นางสังเวียนก็ขอถอนเรื่องเหมือนกัน แล้วอีก 3 วันต่อมานางสังเวียนได้ยกเลิกการขอถอนเรื่อง โดยให้ทางอำเภอขอให้เจ้าหนี้มาไกล่เกลี่ยหนี้สินอีกครั้งหนึ่ง
การที่นางสังเวียนกู้ยืมเงินจากเจ้าหนี้นั้น เมื่อก่อนไม่ได้มีการทำสัญญากู้ยืมเงินเลย โดยเป็นการให้ยืมแบบปากเปล่า ซึ่งก็ไม่ทราบว่าดอกเบี้ยเดือนละเท่าไหร่ เพราะนางสังเวียนเป็นคนเก็บค่าเช่าที่ดิน เก็บดอกเบี้ยให้เจ้าหนี้รายนี้ บางครั้งก็ยืมเงินเจ้าหนี้ไปลงทุนทำบ้านบ้าง และบอกว่าจำไม่ได้ว่ายืมไปเท่าไหร่ ทางอำเภอเลยเชิญลูกหนี้และเจ้าหนี้มาไกล่เกลี่ยหนี้สินตามความประสงค์ของนางสังเวียน ก็ให้ทั้งคู่ตกลงกันว่าเป็นหนี้สินเท่าไหร่ นางสังเวียนบอกว่าเป็นหนี้อยู่ 400,000 บาท แต่เจ้าหนี้บอกว่าเป็นหนี้อยู่ 2,000,000 บาท ซึ่งตัวเลขแตกต่างกันเยอะมาก ซึ่งเจ้าหนี้บอกเป็นเรื่องจริง แล้วทั้ง 2 ก็ได้โต้เถียงกัน จนสรุปได้ว่าตัวเลขหยุดอยู่ที่ 1,500,000 บาท
พอทั้งสองฝ่ายตกลงจนได้ข้อยุติแล้ว ก็เลยทำบันทึก โดยเจ้าหนี้ขอเพียงแค่เงินต้นคืนอย่างเดียว และการใช้หนี้ให้ลูกหนี้ขายข้าวได้ให้ชำระหนี้ของจำนวนยอดการขายข้าว 50% แต่ไม่ได้ระบุเป็นจำนวนเงินที่ใช้ว่าจะต้องเท่าไหร่ และก็ไม่ได้กำหนดระยะเวลาว่าจะให้ใช้คืนหมดในระยะเวลากี่ปี เสร็จแล้วก็ให้อำเภอทำบันทึกให้เจ้าหนี้ 1 ฉบับ ลูกหนี้ 1 ฉบับ เก็บไว้ที่อำเภอ 2 ฉบับ
พอเสร็จเรื่องเจ้าหนี้ได้เอาเอกสารที่ทำกับทางอำเภอนำไปเป็นหลักฐานว่า นางสังเวียนยอมรับสภาพหนี้ว่าเป็นลูกหนี้จริง จึงได้ทำการให้ทนายยื่นเรื่องฟ้องนางสังเวียน เพราะถือว่ามีลายมือชื่อแล้ว ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการฟ้องศาล และส่วนเรื่องที่ว่าถูกนายอำเภอกับปลัดหลอกให้เซ็นชื่อนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดทั้งสิ้น เพราะการทำบันทึกข้อตกลงก็ได้อ่านให้นางสังเวียนฟัง มีผู้ช่วยอัยการจังหวัดรับรู้ด้วย เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร ทางที่ประชุมก็เลยมาพิจารณาว่า สัญญาประนีประนอมนี้เป็นโมฆะไหม ให้เป็นการสมัครใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย หรือจะประนีประนอมกันเอง แต่ตอนนี้คนที่สามารถตัดสินใจได้คือศาลเท่านั้น เพราะเจ้าหนี้ได้ให้ทนายยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ลุงแจ่ม
สามี(ตัวดี)ไม่ต้องใช้หนี้แทน
เรื่องมีอยู่ว่า สามีของดิฉันเป็นหนี้บัตรเครดิตหลายใบ โดยมีชื่อเป็นของสามีทั้งหมด เราอยู่กินด้วยกันมา 10 ปี มีลูกด้วยกัน 1 คน และจดทะเบียนสมรสกัน ดิฉันไม่เคยว่า ถ้าสามีอยากใช้บัตรเพื่อซื้ออะไร แม้ว่าเงินเดือนที่หาได้มาเราจะรวมกันแล้วใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่งที่ผ่านมาก็มีความสุขดี จนกระทั่งดิฉันจับได้ว่า สามีไปมีผู้หญิงอื่น ซึ่งทำให้เสียความรู้สึกมาก และรับไมได้ พร้อมกันนั้น ดิฉันก็ขอหย่า แต่สามียืนยันไม่ยอมหย่าอย่างเดียวเลย ดิฉันไม่อยากเป็นตัวเลือก เพราะ ดิฉันรับไม่ได้ จึงยืนยันที่จะหย่า แต่สามีก็ไม่ยอม จึงมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง ยิ่งทำให้ดิฉันเบื่อจนไม่อยากอยู่บ้าน แต่ก็สงสารลูกจึงอยู่แบบจำทน
อยากทราบว่า ถ้าอยากหย่าจริงๆ ดิฉันต้องทำอย่างไร และเรื่องสมบัติที่มีจะแบ่งกันอย่างไร ส่วนเรื่องหนี้บัตรเครดิตของสามีดิฉันต้องรับผิดชอบหรือเปล่า ถ้าหย่ากันแล้วก็ไม่อยากเอาหนี้มาด้วยค่ะ
พร
ตอบ
ศูนย์ปรึกษากฎหมายชุมชน อาจารย์ชลธิชา สมสอาด คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต แนะนำว่า เรื่องนี้ถ้าคุณต้องการที่จะหย่าขาดจากสามีจริงๆ ก็ต้องฟ้องร้อง และจากข้อมูลที่ให้มา การที่สามีไปมีหญิงอื่น หรือยกย่องหญิงอื่นออกนอกหน้า หรือมีชู้ ก็สามารถอ้างเป็นเหตุเพื่อการฟ้องหย่าได้ แต่ถ้าจะให้ดี ก็ควรจะมีหลักฐานเพื่อให้เห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยอาจจะเป็นรูปถ่ายของสามีคุณกับผู้หญิงคนนั้น หรือหลักฐานบางอย่างที่บ่งบอกว่า สามีคุณมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนนั้น
ส่วนในเรื่องของทรัพย์สินนั้น ถ้ามีการหย่าขาดจากกัน ทรัพย์สินทั้งหมดที่หามาได้หลังจากที่แต่งงานอยู่กินด้วยกัน ซึ่งเรียกว่า สินสมรส จะต้องแบ่งกันคนละครึ่ง หรือถ้าไม่แบ่งกัน ในเมื่อมีลูกจะยกให้ลูกก็ได้ แต่ต้องระบุให้ชัดเจนว่า มีอะไรบ้างที่จะยกให้แก่ลูก หรือ ถ้าคุณตกลงกันได้เองด้วย ก็อาจจะแบ่งกันได้เลยว่า ใครเอาอะไรไปบ้าง ตรงนี้ขึ้นอยู่กับที่คุยกัน แต่ถ้าคุยกันไม่ได้เรื่องนี้ ทุกอย่างก็ต้องแบ่งคนละครึ่งหมด
ส่วนเรื่องของหนี้จากบัตรเครดิตนั้น เจ้าหนี้คงต้องตามที่สามีคุณก่อน แต่ถ้าสามีบอกว่า เอามาเพื่อใช้ในครัวเรือนแล้วมีการพิสูจน์ว่าเอามาใช้ในครัวเรือนจริง คุณก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย
แต่ในเบื้องต้น เจ้าหนี้จะติดตามทวงหนี้จากลูกหนี้ตามชื่อบัตรแต่เพียงผู้เดียวก่อน
ลุงแจ่ม



