ไลฟ์สไตล์

ทำอย่างไรเมื่อ...หัวใจหยุดทำงานโดยไม่รู้ตัว

ทำอย่างไรเมื่อ...หัวใจหยุดทำงานโดยไม่รู้ตัว

25 ก.ย. 2557

ดูแลสุขภาพ : ทำอย่างไรเมื่อ...หัวใจหยุดทำงานโดยไม่รู้ตัว

 
                            “หัวใจ” เปรียบเหมือนเครื่องจักรที่คอยสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกายอย่างไม่มีวันหยุดพัก แน่นอนว่าหากใช้งานเครื่องจักรที่ชื่อหัวใจแบบไม่ดูแลทะนุถนอมก็อาจทำให้หัวใจของเราทำงานเรรวนและไม่คงทน หรือหยุดทำงานไปโดยไม่รู้ตัว เรียกภาวะนี้ว่า “ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” ซึ่งหากปฐมพยาบาลหรือทำการรักษาไม่ทันก็อาจเป็นเหตุให้เสียชีวิตลงได้ แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือในบางคนที่ภายนอกอาจดูร่างกายแข็งแรงไม่เคยเจ็บไข้ได้ป่วยหนักๆ มาก่อนก็สามารถเสียชีวิตจากภาวะนี้ได้ หากทำการช่วยเหลือไม่ถูกวิธีหรือไม่ทันเวลา 
 
                            ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน หมายถึง ภาวะที่หัวใจไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะ ส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างทันที สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากมีโรคหัวใจอยู่เดิมโดยที่เจ้าตัวอาจไม่ทราบ หรือไม่เคยตรวจมาก่อน และถ้าในกรณีที่ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างเฉียบพลัน เราจะเรียกภาวะนี้ว่า “Sudden cardiac death” ซึ่งภาวะนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ สำหรับผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไปมักเกิดจากโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (acute myocardial infarction) จากโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน ส่วนผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 35 ปีส่วนใหญ่เกิดจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาชนิดไม่ทราบสาเหตุ (hypertrophic cardiomyopathy) ซึ่งภาวะนี้การออกกำลังกายเป็นตัวกระตุ้นให้หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้ 
 
                            นอกจากนี้ก็ยังอาจเกิดจากภาวะเส้นเลือดหัวใจขาดเลือดในคนอายุน้อย (premature coronary artery disease) หรือภาวะเส้นเลือดหัวใจผิดปกติโดยกำเนิด (congenital coronary artery anomalies) ผู้ป่วยบางรายมีระบบไฟฟ้าในหัวใจผิดปกติ ซึ่งจะทำให้เกิดหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้ ส่วนสาเหตุภายนอกที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน เช่น ภาวะที่มีวัตถุกระแทก อย่างรุนแรงที่บริเวณหน้าอก ทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดปกติเฉียบพลัน หรือที่เรียกว่า Commotion Cordis  นอกจากนี้ผู้ที่ใช้ยาโด๊ป เช่นการใช้สาร anabolic-androgenic steroids ก็เป็นตัวกระตุ้น ให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้เช่นกัน
 
                            สิ่งแรกที่สำคัญก่อนที่จะช่วยผู้หมดสติ คือ ต้องตั้งสติของตัวเองไม่ให้ตกใจจนทำอะไรไม่ได้ หลังจากนั้นให้ทำการเรียกหรือเขย่าตัวผู้หมดสติว่ายังมีการตอบสนองหรือไม่ ถ้าไม่มีการตอบสนอง ให้สังเกตว่าผู้ป่วยมีอาการกระตุกหรือชักเกร็งหรือไม่ หรือหายใจเฮือก หรือหยุดหายใจให้สันนิษฐานว่าผู้ป่วยมีภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน ให้รีบติดต่อขอความช่วยเหลือจากโรงพยาบาลทันที และถ้าสามารถทำการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานได้ จะช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตได้มากขึ้น ขั้นตอนการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย การนวดหัวใจ (Chest compression) เป็นการเพิ่มเลือดไปเลี้ยงสมองให้มากขึ้น โดยปกติสมองสามารถทนต่อการขาดออกซิเจนได้ไม่เกิน 5-8 นาที ถ้านานกว่านี้ จะทำให้เซลล์สมองตายได้ 
 
                            ในปัจจุบันนี้แนะนำให้นวดหัวใจเพียงอย่างเดียวโดยไม่จำเป็นต้องเป่าปากร่วมด้วย ก็ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้แล้ว วิธีการนวดหัวใจทำได้ดังนี้ วางส้นมือข้างที่ถนัดไว้ตรงบริเวณกลางหน้าอกของผู้ป่วย และนำมืออีกข้างหนึ่งวางทับไว้ด้านบน ระหว่างทำการนวดหัวใจให้แขนเหยียดตรงตลอดเวลา จากนั้นให้ทำการกดหน้าอกให้ลึกประมาณ 1 1/2-2 นิ้ว โดยทำการกด และปล่อยหน้าอกให้คืนตัวสุดก่อนการกด แต่ละครั้งกดด้วยความเร็วอย่างน้อย 100 ครั้งต่อนาที (หรือ 25 ครั้งต่อ 15 วินาที) และพยายามทำการนวดหัวใจให้ต่อเนื่องกันให้มากที่สุด ส่วนการปฐมพยาบาลอีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การใช้ เครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยกระแสไฟฟ้าอัตโนมัติ  หรือ  Automated External Defibrillator (AED) เป็นเครื่องมืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดพกพา เครื่อง AED ได้รับการออกแบบให้ปล่อยกระแสไฟฟ้าจากภายนอกร่างกาย โดยจะวินิจฉัยการเต้นของหัวใจ 
 
                            หากพบภาวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติชนิดที่เป็นอันตราย เครื่องจะปล่อยกระแสไฟฟ้ากระตุ้นให้หัวใจกลับมาทำงานตามปกติที่เรียกว่า "Defibrillation" เครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัตินั้นออกแบบมาให้ประชาชนทั่วไปใช้ได้สะดวกและปลอดภัยขึ้น โดยเมื่อเปิดเครื่องแล้วจะมีเสียงให้คำแนะนำแต่ถ้าจะให้ได้ผลดี ผู้ใช้เครื่อง AED ควรจะได้รับการฝึกอบรมการใช้เครื่อง AED ที่ถูกต้องและถูกวิธี เพราะยิ่งใช้เครื่อง AED ได้เร็วเพียงใดโอกาสที่จะสามารถช่วยชีวิตจะยิ่งมีมากขึ้น โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพส่งเสริมให้ประชาชนได้มีความรู้เกี่ยวกับการช่วยชีวิตเพิ่มมากขึ้น และมีแผนจะกระจายจุดติดตั้งเครื่อง AED ไปยังสถานที่สาธารณะ อาทิ สถานที่ราชการโรงเรียน มหาวิทยาลัย สนามบิน เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงเครื่องมือให้ได้เร็วขึ้นและไม่ต้องรอเครื่องจากโรงพยาบาล ซึ่งจะใช้เวลาค่อนข้างมาก
 
                            อย่างไรก็ตาม การป้องกันโรคหัวใจเป็นสิ่งที่จำเป็น นอกเหนือจากนี้เมื่อตรวจพบความผิดปกติแต่เนิ่นๆ ช่วยให้คนไข้รู้ตัว และใช้ชีวิตอย่างรู้เท่าทัน ป้องกันไม่ให้โรคหัวใจกำเริบเร็วเกินไป
 
 
 
 
 
นพ.ประดับ สุขุม 
 
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ