
'ท่ามะพลา' ต้นแบบมังคุดส่งออก
23 ก.ย. 2557
ทำมาหากิน : 'ท่ามะพลา' ต้นแบบมังคุดส่งออก สู่ผลผลิตคุณภาพ 'ผิวมัน หูเขียว' : โดย...สุรัตน์ อัตตะ
แม้จะได้ชื่อว่าราชินีผลไม้สำหรับ "มังคุด" ทว่าราคาตกต่ำก็ยังเป็นปัญหาไม่ต่างไปจากไม้ผลชนิดอื่นๆ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมังคุดบ้านท่ามะพลา ต.ท่ามะพลา อ.หลังสวน จ.ชุมพร ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกมังคุด รสชาติดีที่สุดและมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดของ จ.ชุมพร ต้องคิดหาทางออกด้วยการรวมกลุ่มพัฒนาคุณภาพผลผลิตเพื่อให้ได้มาตรฐานจะได้มีอำนาจต่อรองผู้ประกอบธุรกิจส่งออกสินค้าเกษตร
"ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิก 184 ราย พื้นที่ปลูก 950 ไร่ ผลผลิตประมาณ 1,000 ตันต่อปี ราคาเฉลี่ยที่เกษตรกรขายได้ผ่านมาประมูลของกลุ่มอยู่ที่ 50-80 บาทต่อกิโล รายได้รวมของกลุ่มประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี"
สมพงษ์ จินาบุญ ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มมังคุดศูนย์เรียนรู้การเกษตรท่ามะพลากล่าวถึงกระบวนการผลิตมังคุดคุณภาพเพื่อการส่งออกของสมาชิก ซึ่งถือเป็นกลุ่มผลิตมังคุดต้นแบบที่ผ่านมาตรฐานแก๊ป(GAP) และได้ตราสัญลักษณ์ตัวคิว (Q) ทุกแปลง โดยที่ผ่านมาผลผลิตยังขายได้ในราคาไม่ต่างจากมังคุดทั่วไป แต่หลังจากมีการเข้าสู่กระบวนการผลิตที่เข้างวดในปี 2553 ทำให้ทุกวันนี้มังคุดที่เป็นผลผลิตจากกลุ่มขายได้ในราคาไม่ต่ำกว่า 100 บาทต่อกิโลกรัม
สำหรับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มมังคุดศูนย์เรียนรู้การเกษตรท่ามะพลาเดิมเป็นกลุ่มมังคุดคุณภาพ หมู่ 7 ต.ท่ามะพลา เริ่มเข้าสู่กระบวนการผลิตตามมาตรฐานแก๊ป มาตั้งแต่ปี 2547 และสมาชิกทุกคนได้รับการรับรองแหล่งมาตรฐานแก๊ป (คิว) ทุกแปลง โดยได้ทำการผลิตเพื่อการส่งออกให้ตรงกับความต้องการของตลาด ที่ผ่านมากระบวนการคัดเกรด ซึ่งมีอยู่ 6 เกรดและเป็นมาตรฐานของกลุ่มที่ใช้ในการประมูลผลผลิตจนถึงปัจจุบัน
"เบอร์ 1 ผิวมัน หูเขียว ขนาดน้ำหนัก 80 กรัมขึ้นไป ส่งออกอย่างเดียว ปีนี้ได้ราคาประมูลสูงสุดอยู่ที่ 120 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนเบอร์ 2 ผิวมัน เบอร์ 3 ผิวมัน หูเขียว ขนาดน้ำหนัก 56-79 กรัม เบอร์ 4 ผิวมันลาย ขนาดน้ำหนัก 56 กรัมขึ้นไป เบอร์ดำขนาดน้ำหนัก 55 กรัมลงมา และเบอร์ดำมีสีคล้ำถึงดำ แต่ละเบอร์ราคาก็ลดหลั่นลงมา เบอร์ดำ ราคาต่ำสุดปีนี้ก็อยู่ที่ 27-30 บาทต่อกิโลกรัม"
ประธานกลุ่มคนเดิม อธิบายถึงเทคนิคการผลิตมังคุดคุณภาพ โดยเริ่มตั้งแต่การตัดแต่งกิ่งหลังการเก็บเกี่ยว จากนั้นใส่ปุ๋ยบำรุงต้นสูตรเสมอ เมื่อใส่ปุ๋ยเสร็จรอการแตกยอดอ่อนชุดใหม่ ขณะเดียวกันก็ให้เฝ้าระวังหนอนเข้าทำลายยอดอ่อน โดยใช้สารไซเพอร์เมทริน 35% ในอัตราการใช้ 80-100 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร หลังจากใบชุดแรกเริ่มจะเป็นใบเพสลาดให้ใช้ปุ๋ยเร่งดอกสูตร 8-24-24 หรือ 9-24-24 ตัวใดตัวหนึ่ง เป็นตัวเร่งการออกดอกให้เร็วขึ้นกว่าปกติ ถึงตอนนี้ต้องเฝ้าระวังและคอยกำจัดเพลียะไฟ
"เมื่อมังคุดเริ่มออกดอกตอนนี้เราต้องระวังเพลียะไฟให้ดี เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่เพลียะไฟทำลายหูมังคุด ทำให้หูมังคุดเกิดเป็นสนิม ไม่สวย จะมีปัญหากับการส่งออกแน่นอน ช่วงนี้เองทำให้สารเคมีเริ่มเข้ามามีบทบาทโดยใช้สารอะบาเม็กตินในอัตรา 250 ซีซีต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วทั้งในและนอกทรงพุ่ม"
สมพงษ์ย้ำด้วยว่า ในช่วงติดผลอ่อนจะต้องระวังในเรื่องการใช้สารเคมีให้มาก อย่าใช้ยาร้อนฉีดเด็ดขาด เพราะจะมีผลต่อผิวมังคุดที่เริ่มจะมีดอกบาน แต่จะให้ใช้สารฟิโปรนิล 5% ผสมกรดอะมิโนเพื่อเพิ่มความเข้มให้แก่หูและผิวของมังคุด จากนั้นประมาณ 7-10 วันให้ใช้สารอิมิดาครอพริด ชนิดผง 70% อัตราการใช้ 50 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นทั้งในและนอกทรงพุ่มเพื่อป้องกันเพลียะไฟครั้งสุดท้าย ก่อนที่มังคุดจะติดผลอ่อน
"ช่วงนี้สำคัญมาก เพราะมังคุดเริ่มจะโตและสร้างเนื้อ เราต้องมีปุ๋ยทางดินควบคู่ไปด้วย โดยใช้สูตร 13-13-21 ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของผลอ่อนมังคุด เมื่อมังคุดมีขนาดโตขึ้นเท่าเหรียญ 10 บาทหรือขนาดน้ำหนัก 40-50 กรัมขึ้นไป ผิวเริ่มแข็งจะมีไรแดงเข้าทำลายผิวทำให้ผิวลายส่งออกไม่ได้ เราต้องใช้สารอีไทออน 50% อัตราการใช้ 300 ซีซีต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วทุกผล พร้อมให้น้ำควบคู่กันไป จนกว่าจะเก็บเกี่ยว" ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มมังคุดบ้านท่ามะพลาแจงรายละเอียดกระบวนการผลิต พร้อมย้ำว่าหากดำเนินการได้ตามนี้รับรองได้ว่ามังคุดทุกลูกจะผิวมัน หูเขียวและมีขนาดตามที่ต้องการของตลาดต่างประเทศอย่างแน่นอน
---------------------------
(ทำมาหากิน : 'ท่ามะพลา' ต้นแบบมังคุดส่งออก สู่ผลผลิตคุณภาพ 'ผิวมัน หูเขียว' : โดย...สุรัตน์ อัตตะ)



