
บิ๊กตู่สยบเด็กตีกันศธ.ผุด6มาตรการเหล็กเข้ม
บิ๊กตู่สยบเด็กตีกัน ศธ.ผุด6มาตรการเหล็กเข้ม
2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเหตุ "นักเรียนตีกัน" มีแนวโน้มแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด ภาพการ "ไล่ฆ่า ห้ำหั่น เชือดเฉือน" ของบรรดานักเรียนนักเลงเกิดขึ้นรายวัน ไล่ตั้งแต่พื้นที่กรุงเทพฯ ยันปริมณฑล
ความซ้ำซาก และความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทำให้ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรี ถึงกับทนไม่ได้ต้องผุดมาตรการเข้มด้วยการส่งสารโดยตรงออกจากปากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ให้ปิดสถานศึกษาที่ก่อเหตุทันที 3-7 วัน
แต่สิ่งนี้อาจเป็นมาตรการ "เหล้าเก่าในขวดใหม่" เพราะที่ผ่านมา ศธ.มีมาตรการเข้มออกมาเพื่อป้องกันนักเรียน นักศึกษาตีกันอยู่แล้ว โดยทุกมาตรการของ ศธ. จะเพิ่มความเข้มเป็นระยะตามความร้ายแรงของการก่อเหตุของนักเรียน นักศึกษา แต่หลายปีที่ผ่านมากลับพบว่า ทุกมาตรการความเข้มที่ออกมาปรามนักเรียน นักเลง แทบจะไม่ได้ผล
ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่า เรายังเห็นข่าวนักเรียนไล่ฆ่ากันตามสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรื่องนี้น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะส่วนหนึ่งที่ทำให้การแก้ปัญหาไม่อาจลุล่วงไปได้อาจเป็นเพราะพฤติกรรมการก่อเหตุมันฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน "จากรุ่นสู่รุ่น" นักเรียนที่เข้ามาอยู่ในสถาบันเทคโน หรือาชีวะอาจถูกปลูกฝังด้วยความคิดผิดๆ จากรุ่นพี่บางคนด้วยการสร้างรูปแบบความคิดในการเป็นอริของแต่ละสถาบันชนิด "ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้" หรือแม้กระทั่งการขาดการดูแลเอาใจใส่จากอาจารย์ในสถาบันนั้นๆ อย่างจริงจัง เพราะเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันคือ "วัฏจักร"
จากสิ่งที่เกิดขึ้นต้องยอมรับว่า "ปัญหานักเรียนตีกัน" เป็นเรื่องที่ฝังรากลึกอยู่ในสายเลือดของเด็กเทคโน อาชีวะไปแล้ว แต่หลังจากนายกรัฐมนตรีฝากฝังปัญหาดังกล่าว ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) อัพเดทมาตรการชุดใหญ่หลังวิทยาลัยในสังกัดตีกันนัวสั่งท้ายก่อนปิดภาคเรียน สอศ.จึงเรียกวิทยาลัยกลุ่มเสี่ยง 21 แห่ง มาประชุมเพื่อออกมาตรการใหม่ ดังนี้
มาตรการที่ 1 โครงการถนนปลอดภัย ซึ่ง สอศ.ได้ให้วิทยาลัยกลุ่มเสี่ยงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ จัดส่งสายตรวจและส่งเจ้าหน้าที่วิทยาลัยไปประจำตาม 12 ถนนสายหลักที่วิทยาลัยตั้งอยู่และเกิดเหตุประจำโดยให้ประจำอยู่ 2 ช่วงเวลา ดังนี้ ช่วงแรกตั้งแต่เวลา 07.00-09.00 น. และช่วงที่สอง ตั้งแต่เวลา 15.00-18.00 น. ซึ่งถนนสายหลักเส้นทางที่ 1.ถนนสุวินทวงศ์ ตั้งแต่มีนบุรีถึงหนองจอก ซึ่งมีวิทยาลัยตั้งอยู่ 3 แห่ง เส้นทางที่ 2 ถนนเพชรเกษม ตั้งแต่แยกนครชัยศรี จ.นครปฐม ถึงตัวเมืองนครปฐม เส้นที่ 3 พระนครศรีอยุธยา เริ่มตั้งแต่แยกบริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เขตเกาะเมืองถึงวังน้อย ตามเส้นทางนิคมอุตสาหกรรมโรจนะซึ่งเกิดเหตุบ่อย
เส้นที่ 4 ถนนบางนา-ตราด ตั้งแต่กิโลเมตร 21-25 เส้นที่ 5 ตั้งแต่วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธารามถึงถนนเอกชัยบางบอน เส้นที่ 6 ถนนพระรามที่ 2 ถึงมหาชัยเมืองใหม่ เส้นที่ 7 ถนนพหลโยธิน ตั้งแต่ห้าแยกลาดพร้าวถึงถนนวิภาวดีรังสิต เส้นที่ 8 ถนนวิภาวดีรังสิต ตั้งแต่ห้าแยกลาดพร้าวถึงรังสิต เส้นที่ 9 ถนนติวานนท์ ตั้งแต่แยกแครายถึงตลาดพูนทรัพย์ เส้นทางที่ 10 ถนนรังสิต-องครักษ์ ตั้งแต่แยกรังสิตถึงองครักษ์ เส้นที่ 11 ถนนเศรษฐกิจ จ.สมุทรสาคร ตั้งแต่แยกกระทุ่มแบนถึงอ้อมน้อย และเส้นที่ 12 ถนนพิบูลสงคราม ตั้งแต่แยกบางโพถึงท่าน้ำนนท์ จ.นนทบุรี
มาตรการที่ 2 ให้วิทยาลัยทั้ง 21 แห่ง ติดตั้งกล้องความเร็วสูงรอบบริเวณวิทยาลัยด้วย กล้องดังกล่าวจะสามารถเก็บภาพความเคลื่อนไหวและซูมดูรายละเอียดได้ เป็นการเฝ้าระวังมิให้มีการก่อเหตุและเป็นการติดตามผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี
มาตรการที่ 3 เฝ้าระวังความปลอดภัยช่วงเวลาเรียน ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจใจพื้นที่ร่วมกันเฝ้าระวังเหตุ และมีการเฝ้าระวังการนัดการก่อเหตุทางโซเชียลมีเดียด้วย ห้ามไม่ให้นักศึกษาออกนอกสถานศึกษาในเวลาเรียนเด็ดขาด
มาตรการที่ 4 เร่งประสิทธิภาพการเรียนการสอน ให้สถานศึกษาปรับการเรียนการสอนให้เข้มข้นมากขึ้น เน้นฝึกปฏิบัติ เพื่อให้มีเวลาว่างน้อยสุด
มาตรการที่ 5 การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยให้ตำรวจบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และให้สถานศึกษาดำเนินการทางระเบียบวินัยอย่างเข้มงวด โดยไม่มีข้อยกเว้น
มาตรการที่ 6 การรับเด็กเข้าเรียน ให้มีการคัดกรองเข้มข้น กรณีย้ายระหว่างปีจะต้องมีการตรวจสอบประวัติก่อนรับเข้าเรียน และมาตรการที่ 7 การร่วมกันป้องกันและแก้ปัญหา สถานศึกษาต้องมีแนวทางสร้างความร่วมมือป้องกัน และแก้ปัญหาตั้งแตสถาบันครอบครัว ชุมชน สถานศึกษาและการดำเนินการของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ซึ่งดูแลวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนนั้น จะอ้างอิงกับมาตรการโดยรวมมี 6 มาตรการ ประกอบด้วยจัดแบ่งพื้นที่เพื่อให้สถานศึกษาได้ดูแลพื้นที่ของตนเองอย่างชัดเจน ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการจับตาอยู่พื้นที่เสี่ยง จัดระดับความเสี่ยงของสถานศึกษาต่างๆ รวบรวมรายชื่อนักศึกษา และรุ่นพี่ที่มักยั่วยุให้ก่อเหตุ มอบหมายให้ครูร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปเยี่ยมนักศึกษาที่บ้านตามรายชื่อที่ได้รวบรวมไว้ และหากมีการก่อเหตุให้สถานศึกษาแจ้งไปยังกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. เพื่อขอความร่วมมือในการป้องกันแก้ไขต่อไป
อย่างไรก็ตาม สช.ได้ออกกฎเหล็กว่า หากสถานศึกษาใดเป็นผู้ก่อเหตุครบ 3 ครั้งในรอบปีการศึกษาแล้ว จะให้หยุดรับนักศึกษาใหม่ในปีการศึกษาถัดไป ระหว่างนั้น สถานศึกษาจะต้องทำแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาเสนอให้ สช.พิจารณา ถ้า สช.พิจารณาแล้วว่า แผนมีความเหมาะสม จึงจะอนุญาตให้รับนักศึกษาในปีถัดไปได้
เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว รศ.นพ.กำจร ตติยกวี เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ด้านสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) นั้น ใช้มาตรการลงโทษฝ่ายบริหาร คือ การตั้งกรรมการสอบวินัย ฐานปล่อยปละละเลยมาใช้เพื่อกดดันให้สถาบันอุดมศึกษา เข้มงวดกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว และหลังจากนี้ หากมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นในสถาบันที่ก่อเหตุซ้ำซาก อาจมีการสั่งปิดสถาบันดังกล่าว
“ถึงแม้ สกอ.ไม่มีอำนาจสั่งปิดสถาบัน เพราะอำนาจสั่งปิดอยู่ที่สภามหาวิทยาลัย ซึ่งที่ผ่านมาทางสถาบันก็เป็นผู้สั่งปิดเองอยู่เป็นระยะๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์ เช่น 3-5 วัน เป็นต้น แต่เนื่องจากเวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ออกมาพูดเรื่องนี้ และยังมี คสช.อยู่ด้วย ผมก็จะอาศัยอำนาจของ คสช. ในการสั่งปิดสถาบันได้ แต่คงเป็นการปิดชั่วคราวจนกว่าสังคมจะไว้วางใจ และไม่มีปัญหาเกิดขึ้นอีก ไม่ใช่ปิดถาวรไปเลย"
จากมาตรการเข้มดังกล่าวหลายฝ่ายอาจจะเชื่อว่า "เอาอยู่" แต่หากย้อนไปดูมาตรการที่ ศธ.ผุดแก้ปัญหาทะเลาะวิวาทกันมาตั้งแต่ปี 2555 ก็เข้มข้นอยู่ไม่น้อย โดยมาตรการในปี 2555 ได้แก่ 1.ให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูฝ่ายปกครอง ผู้นำชุมชน และผู้ปกครอง อย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง 2.ให้มีการตรวจค้นอาวุธในสถานศึกษาและบริเวณภายนอก เช่น ร้านค้า แหล่งมั่วสุมที่อยู่บริเวณใกล้เคียงสถานศึกษา 3.จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้แทนร่วมกับ ศธ.ในการจัดทำแผนงาน/โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษา ก่อเหตุทะเลาะวิวาทในสถานศึกษากลุ่มเป้าหมายทั้งรัฐและเอกชน เช่น กำหนดจุดเฝ้าระวัง การแจ้งเหตุ เป็นต้น
4.ขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ตำรวจในการตรวจค้นและติดตามความประพฤติของนักเรียน นักศึกษากลุ่มนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะรุ่นพี่หรือศิษย์เก่าที่เป็นแกนนำในการชักนำรุ่นน้องหรือศิษย์ ปัจจุบันไปก่อเหตุ โดย ศธ.จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย 5.พิจารณาเรื่องปรับแก้บทลงโทษทางกฎหมายให้เหมาะสมกับสภาวะการกระทำความผิดในปัจจุบันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น 6.ขอให้กองทัพบกช่วยดูแลคนที่เป็นแกนนำชักจูงหรือหัวรุนแรง เช่น ให้ได้รับการอบรมในโรงเรียนวิวัฒน์พลเมืองเป็นต้น 7.ควรให้นักเรียนนักศึกษาอาชีวะทุกคนได้เข้าไปอบรมศีลธรรมจรรยาในวัด หรือสถาบันศาสนา ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะเด็กหลายคนที่เข้ามาเรียนยังไม่รู้ว่าชีวิตคืออะไร บางคนก่อเหตุร้ายแรงโดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น
8.ให้นักเรียนนักศึกษาอาชีวะได้เรียนในวิชาลูกเสือ เพื่อให้รู้จักเสียสละ คิดถึงผู้อื่นก่อนคิดถึงตนเอง ให้กลับมาเป็นคนดี เป็นคนที่ชอบช่วยเหลือสังคม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และเสียสละให้แก่สังคม ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติตามแนวทางพระราชดำรัสว่า ทุกสังคมมีทั้งคนที่ดีและคนไม่ดี ดังนั้น เราต้องต้องแยกคนไม่ดีออกจากคนดี เพื่อไม่ให้คนที่ไม่ดีมีอำนาจ 9.ให้ สอศ.และ สช. ร่วมกันดำเนินโครงการอบรมพัฒนานักเรียนนักศึกษาอาชีวะในกลุ่มที่มีปัญหา อบรมหลักสูตรสุภาพบุรุษอาชีวะ โดยประสานกับกองทัพบก ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และบูรณาการหลักสูตรทั้งวิชาการ ความมีวินัย จิตอาสา และการบำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณชน และ 10.ให้ สอศ.และ สช. ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดทำ Listing ว่าใน 3 ปีย้อนหลังที่ผ่านมา ในสถานศึกษากลุ่มเสี่ยงเหล่านั้นมีปัญหาเกิดขึ้นกี่ครั้ง ดังนั้น หากยังพบปัญหาที่เกิดขึ้นมากขึ้นหรือซ้ำซาก อาจจะต้องปิดสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษาของรัฐหรือเอกชนก็ตาม
ได้เห็นมาตรการเข้มในการปราบนักเรียนตีกันทั้งใหม่และเก่าคงจะพอใจชื้นกันขึ้นมาบ้าง และถึงตรงนี้ก็ได้แต่หวังว่า ปัญหานักเรียนตีกันจะเบาบางลงได้บ้าง เพราะการตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมามีพ่อแม่ไม่รู้ต่อกี่คนต้องสูญเสียลูกหลานไปอย่างไม่มีวันกลับ กี่ครั้งแล้วที่นักเรียนเหล่านี้ต้องตกเป็นเหยื่อ เพื่อแลกกับความคิดผิดๆ ที่พวกเขาถูกฝังในหัวตั้งแต่ย่างก้าวแรกที่เดินเข้ามาในรั้วของสถาบันนั้นๆ...?
...................................
(หมายเหตุ : ‘บิ๊กตู่’สยบเด็กตีกัน ศธ.ผุด6มาตรการเหล็กเข้ม)



