ไลฟ์สไตล์

'ชาอินทรีย์' ดอยแม่สลอง สินค้าคุณภาพรุกอาเซียน

'ชาอินทรีย์' ดอยแม่สลอง สินค้าคุณภาพรุกอาเซียน

19 ก.ย. 2557

ทำมาหากิน : 'ชาอินทรีย์' ดอยแม่สลอง สินค้าคุณภาพรุกอาเซียน

 
                             เครือข่ายผู้ประกอบการชาอินทรีย์ ดอยแม่สลอง จ.เชียงราย เป็นผลพวงการรวมตัวกันของผู้ประกอบการนับร้อยราย หลังเปิดตัว "โครงการไทยแลนด์ฟู้ดส์วัลเลย์" ซึ่งนำร่องพื้นที่ภาคเหนือ เตรียมพร้อมสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 เพราะมีศักยภาพในการผลิตชาอินทรีย์ที่มีคุณภาพลำดับต้นๆ ของเอเชีย ทั้งกรรมวิธีการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยของผู้บริโภค ใช้ปุ๋ยชีวภาพแทนการใช้สารเคมี ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนแล้ว ยังเพิ่มมูลค่าให้แก่ชาอินทรีย์ได้กว่า 10 เท่า ส่งผลให้ผลิตผลชาจากดอยแม่สลองได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จาก ยูเอสดีเอ สหรัฐอเมริกา และอียู รวมถึงโรงงานผลิตที่ได้รับมาตรฐานจีเอ็มพี จากหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลอย่าง OneCert 
 
                             ดร.อรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กล่าวว่า ประเทศไทยตั้งเป้าหมายสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตในภาคอุตสาหกรรมอาหารของโลก เหตุนี้ กสอ.จึงกำหนดพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมอาหาร 3 แห่งในประเทศไทย ควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ได้แก่ จ.เชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางของผักและผลไม้แปรรูปในภาคเหนือ จ.นครราชสีมา เป็นศูนย์กลางผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ประตูสู่ภาคใต้ เป็นศูนย์กลางของผลิตภัณฑ์ประมง สับปะรด และมะพร้าว เป็นต้น 
 
                             “โครงการไทยแลนด์ฟู้ดส์วัลเลย์ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจอาหารและสินค้าเกษตร นอกจากนี้ยังเป็นการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องในกลุ่ม อุตสาหกรรมอาหารในภาคเหนือตอนบน เพื่อรองรับการแข่งขันทางการค้าเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปีหน้า ซึ่งนำไปสู่การรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายของผู้ประกอบการอาหารในภาคเหนือ อันได้แก่ กลุ่มผู้ประกอบการชาอินทรีย์ กลุ่มผู้ประกอบการเครื่องสำอาง เป็นต้น" อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม แจง
 
                             พร้อมระบุว่า โดยเฉพาะเครือข่ายคลัสเตอร์ชาอินทรีย์เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตสูง ซึ่งประเทศไทยนับเป็นแหล่งผลิตชาคุณภาพในอันดับต้นๆ ของเอเชีย โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการเข้าร่วมเครือข่ายเป็นจำนวนกว่า 200 ราย ซึ่งถือเป็นตัวอย่างผู้ประกอบการของโครงการที่ประสบความสำเร็จ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์อาหารได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5-10” 
 
                             ด้าน นายทวี อภิรดีชนะ ผู้แทนกลุ่มอุตสาหกรรมชาดอยแม่สะลอง (กลุ่มคลัสเตอร์ชา) กล่าวว่า การปลูกชาบนดอยแม่สลองเริ่มเมื่อปี พ.ศ.2515 ตามมติของคณะรัฐมนตรีที่ให้ยุติการค้าฝิ่นและหันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยเริ่มโครงการปลูกชาและปลูกสนสามใบเพื่อทดแทนป่าบนพื้นที่กว่า 6 หมื่นไร่ แต่ปัจจุบันพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 1.2 แสนไร่ แบ่งเป็นปลูกชาสายพันธุ์ต่างๆ อาทิ ชาอู่หลง ชาพื้นเมือง เป็นต้น ปัจจุบันผู้ผลิตนิยมปลูกชาอินทรีย์ เพราะจะได้มูลค่าสูงกว่าชาปกติถึงกว่า 10 เท่า เช่น ชาอินทรีย์อู่หลงเบอร์ 12 จะสูงกว่าถึงกิโลกรัมละ 2,000 บาท และเบอร์ 17 ราคา 1,000-3,600 บาทต่อกิโลกรัม
 
                             อย่างไรก็ตาม นายทวี กล่าวเสริมว่า ชาอินทรีย์ทั้งในรูปของชาชงและผลิตภัณฑ์ยังไม่มีคู่แข่งในตลาดมากนัก เนื่องจากในหลายประเทศที่ปลูกเพื่อการส่งออกนั้น เน้นปริมาณการผลิต โดยการใช้สารเคมีมากกว่าคุณภาพของชา อย่างประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย และพม่า ที่มีปริมาณการผลิตต่อปีกว่า 1.74-1.5 แสนตัน และ 2.65 หมื่นตัน ตามลำดับ ดังนั้น จึงนับเป็นโอกาสดีของชาอินทรีย์ไทยที่จะก้าวสู่ตลาดอาเซียนและตลาดโลกอย่างสดใสในอนาคต