
การรักษาด้วยการลดอุณหภูมิร่างกาย
17 ก.ย. 2557
ดูแลสุขภาพ : การรักษาด้วยการลดอุณหภูมิร่างกาย
ปฏิบัติการช่วยชีวิตผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้น หรือ Cardiopulmonary resuscitation (CPR) สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นได้ แต่กว่าครึ่งที่ผู้ป่วยหัวใจกลับมาเต้นแล้ว แต่ไม่ตื่นไม่ตอบสนอง หรืออยู่ในสภาพโคม่า เนื่องจากเซลล์สมองไวต่อการขาดออกซิเจน จากงานวิจัยพบว่าทุก 1 องศาเซลเซียสที่เพิ่มขึ้น จะมีเซลล์สมองตาย 10%
ปัจจุบันนี้ การดูแลรักษาผู้ป่วยในระยะวิกฤตหลังภาวะหัวใจหยุดเต้นก้าวหน้าไปมาก แต่มีเพียงอย่าเดียวเท่านั้นที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยลดอัตราทุพพลภาพของผู้ป่วยได้ นั่นก็คือการลดอุณหภูมิของร่างกาย หรือ Therapeutic hypothermia ขณะนี้การรักษาด้วยการลดอุณหภูมิร่างกายเป็นมาตรฐานการรักษาผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่รอดชีวิตจากหัวใจหยุดเต้นชนิดที่ช็อกได้นอกโรงพยาบาล (Ventricular fibrillation and Ventricular tachycardia) ที่ยังอยู่ในสภาพโคม่า และอาจเป็นประโยชน์ในภาวะหัวใจหยุดเต้นที่ไม่สามารถช็อกได้, ภาวะหัวใจหยุดเต้นในโรงพยาบาล และภาวะหัวใจหยุดเต้นในเด็ก
การรักษาด้วยการลดอุณหภูมิร่างกายนี้ ใช้เวลาทั้งหมด 72 ชั่วโมง โดยทั่วไปแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ
1. ระยะลดอุณหภูมิ (Induction) ลดอุณหภูมิร่างกายให้อยู่ในระดับ 32-34 องศาเซลเซียส ภายในเวลา 3 ชั่วโมง
2. ระยะรักษาอุณหภูมิ (Maintenance) ควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ต่อ เป็นเวลา 12-24 ชั่วโมง
3. ระยะเพิ่มอุณหภูมิให้กลับมาปกติ (Rewarming) ค่อยๆ เพิ่มอุณหภูมิอย่างช้าๆ เพื่อลดผลข้างเคียง
ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พัฒนามากขึ้น ช่วยให้ควบคุมอุณหภูมิร่างกายได้แม่นยำตามที่ต้องการ โดยเทคนิคที่นิยมใช้มีอยู่ 2 วิธี คือ ผ่านทางผิวหนัง (Surface cooling) หรือ ผ่านทางหลอดเลือด (Intravascular cooling) แพทย์สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ เพียงแค่เซตไปที่ตัวเครื่อง เครื่องก็จะปรับอุณหภูมิร่างกายผู้ป่วยให้ตามที่ตั้งไว้ โดยวัดอุณหภูมิร่างกายแกนกลางที่หลอดอาหาร ทำให้แม่นยำมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเตรียมป้องกันอาการร่วมบางอย่าง เช่น อาการหนาวสั่น ด้วยการให้ยาคลายกล้ามเนื้อ
อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยวิธีนี้ ก็อาจมีผลข้างเคียงได้ โดยอาจจะเกิดในระยะลดอุณหภูมิหรือระยะเพิ่มอุณหภูมิก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่ออุณหภูมิลดลงไปมากเกินกว่าที่ตั้งใจไว้ อันได้แก่ ภาวะร่างกายขาดสารน้ำ, ความดันโลหิตต่ำ, อัตราการเต้นหัวใจช้า, หัวใจเต้นผิดจังหวะ, การเปลี่ยนแปลงของโพแทสเซียมและภาวะกรดด่างในเลือด, ระดับน้ำตาลในเลือดสูง, ภาวะติดเชื้อ, ภาวะเลือดออกง่าย เป็นต้น ซึ่งแพทย์จะต้องเฝ้าระวังและป้องกันแก้ไขให้ดีที่สุด
การรักษาด้วยการลดอุณหภูมิร่างกายนี้ นอกจากจะช่วยให้อัตราการรอดชีวิตสูงขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการฟื้นฟูการทำงานของระบบประสาทอีกด้วย ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะตื่นรู้สึกตัว และสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้อีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ป่วย ญาติ และแพทย์พยาบาลทุกคนปรารถนา
นพ.ธนัญชัย ธนสัมฤทธิ์
อายุรแพทย์โรคหัวใจ



