ไลฟ์สไตล์

การศึกษาไทยถดถอย9อันดับรั้งท้าย'ลาว'

การศึกษาไทยถดถอย9อันดับรั้งท้าย'ลาว'

15 ก.ย. 2557

การศึกษาไทยถดถอย9อันดับรั้งท้าย'ลาว' : กมลทิพย์ ใบเงินรายงาน

             เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม เผย "ขีดความสามารถ" ประเทศไทยไต่ขึ้น 6 อันดับ สวนทาง "ระบบการศึกษา" ถดถอย 9 อันดับ ย้ำทิศทางประเทศไทยต้องเดินหน้าปฏิรูป "คุณภาพประถมศึกษา-ระบบการศึกษา-การบริหารจัดการศึกษาด้านธุรกิจ" ขณะที่กลุ่มประเทศอาเซียนต่างมีผลอันดับที่ดีขึ้น ระบุมาเลเซียถีบตัวแตะอันดับที่ 20 ได้ครั้งแรก! "สมพงษ์" ชี้ 1 เดือน "ปฏิรูปการศึกษา" ต้องชัดเจน

            น.ส.ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ นักวิชาการสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) กล่าวถึงผลการจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันนานาชาติ (Global Competiveness Index: GCI) ฉบับล่าสุด ปี 2557 ซึ่งเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม (World Economic Forum : WEF) ได้เผยแพร่ผลความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยเปรียบเทียบกับนานาชาติในวันที่ 3 กันยายน 2557 พบว่า ประเทศไทยไต่อันดับสูงขึ้น 6 อันดับ จากเดิมปี 2556 อยู่ที่อันดับ 37 จาก 148 ประเทศ เป็นอันดับที่ 31 จาก 144 ประเทศในปีนี้ ขณะที่มาเลเซียถีบตัวเข้าสู่อันดับที่ 20 ได้เป็นครั้งแรกนับแต่มีการจัดอันดับปี 2006 ส่วนฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ก็ไต่อันดับสูงขึ้น โดยใช้เกณฑ์พิจารณาจาก 3 หมวด ได้แก่ 1.ปัจจัยพื้นฐาน อาทิ สถาบันด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐานฯ 2.ปัจจัยยกระดับประสิทธิภาพ อาทิ ประสิทธิภาพของตลาดแรงงาน การศึกษาขั้นสูงฯ และ 3.ปัจจัยนวัตกรรมและศักยภาพทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนความก้าวหน้าของประเทศ

            น.ส.ธันว์ธิดา ยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ดับเบิลยูอีเอฟประเมินขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยอยู่ในระดับกลาง โดยมีคะแนนค่อนข้างดีด้านสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาค พัฒนาการเงิน สิ่งที่น่าวิตกกังวลมากคือ คุณภาพระบบการศึกษาไทยอยู่อันดับที่ 87 ซึ่งมีอันดับถดถอย 9 อันดับ จากปี 2556 โดยดับเบิลยูอีเอฟยังวิเคราะห์ปัจจัยที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย 8 อันดับแรก ดังนี้ 1.ปัญหาคอร์รัปชั่น 2.ความไม่มั่นคงทางการเมือง 3.ระบบราชการ 4.ความไม่ต่อเนื่องทางนโยบาย 5.ขาดความสามารถเชิงนวัตกรรม 6.ขาดระบบเชื่อมโครงสร้างพื้นฐาน 7.ขาดคุณภาพการศึกษาแรงงาน และ 8.ขาดจริยธรรมการทำงานแรงงาน

            “เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอาเซียน 9 ประเทศ พบว่า ไทยต้องรีบพัฒนาอย่างเร่งด่วน 3 ข้อ ได้แก่ คุณภาพประถมศึกษา (อันดับที่ 6) คุณภาพระบบการศึกษา (อันดับที่ 6) คุณภาพการจัดการศึกษาด้านบริหารธุรกิจ (อันดับที่ 6) และเมื่อพิจารณาภาพรวมการจัดอันดับด้านการศึกษาของไทยเปรียบเทียบกับปี 2556 พบว่า อัตราการเข้าเรียนทุกระดับ (ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา) ดีขึ้น แต่ด้านคุณภาพการศึกษาทุกระดับ อันดับไทยถดถอย โดยคุณภาพของระบบการศึกษาและคุณภาพประถมศึกษาถดถอย 9 และ 4 อันดับ ตามลำดับ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ดับเบิลยูอีเอฟเน้นย้ำว่า ไทยต้องเร่งพัฒนา”

            ทั้งนี้ วิธีการได้มาของข้อมูลดับเบิลยูอีเอฟจะให้น้ำหนักการสำรวจความคิดเห็นและการให้คะแนนของผู้ประกอบการในธุรกิจ (Executive Opinion Survey) ถึง 2 ใน 3 ส่วนและอีก 1 ส่วนที่เหลือมาจากข้อมูลเปรียบเทียบเชิงสถิติที่สำคัญขององค์การระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก โออีซีดี ยูเนสโก และองค์การอนามัยโลก เป็นต้น

            ด้าน รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมว่า ผลการจัดอันดับของดับเบิลยูอีเอฟ การศึกษาไทยอยู่รั้งท้าย สปป.ลาว ทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐานและการอุดมศึกษา ความจริงเรื่องนี้ตนเคยกล่าวเอาไว้แล้วเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ว่า หากไทยอยู่กับที่ไม่ทำอะไรกับการศึกษา ไทยก็จะรั้งบ๊วยในกลุ่มอาเซียน และวันนี้ก็เป็นจริง

            "รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีเวลาทำงาน 12 เดือน แต่ภายใน 1 เดือน ทิศทางการปฏิรูปการศึกษาต้องชัดเจน เพราะล้วนแต่มีข้อมูลหมดแล้ว จะแก้กฎหมายกี่ฉบับ จะปรับโครงสร้างจะแยกอุดมศึกษามั้ย จะกระจายอำนาจอย่างไร คุณภาพเชื่อมโยงหลักสูตรจะปรับอย่างไร จะผลิตครูอย่างไร จะลดขนาดกระทรวงศึกษาธิการให้เล็กลงมั้ย เป็นต้น" รศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

            พ.ท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี ประธานเครือข่ายพ่อแม่เพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า ไทยควรมีโรดแม็พการศึกษา ปฏิรูประบบการจัดสรรงบประมาณ นำระบบไอทีมาใช้ในการเรียนการสอนในพื้นที่ขาดแคลนครู เพิ่มจำนวนโรงเรียนคุณธรรม ยกเลิกระบบแอดมิชชั่นส์ เป็นต้น

            นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ สสค. กล่าวว่า การเมืองไม่ควรเข้ามายุ่งการศึกษาจนนำไปสู่การปรับเปลี่ยนนโยบายบ่อยครั้งแต่ไม่เกิดผลจริง การศึกษาต้องดูแลเด็กอีกเป็นจำนวนมากที่หลุดออกจากระบบให้ได้รับการศึกษาอย่างดี มีคุณภาพ