
'เหลียวหลัง'เพื่อ'แลหน้า'สู่'ตึกระฟ้า'สายพันธุ์'ไทย'
13 ก.ย. 2557
'เหลียวหลัง'เพื่อ'แลหน้า'สู่'ตึกระฟ้า'สายพันธุ์'ไทย' : คอลัมน์ คลินิคคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล
เมื่อ “เหลียวหลัง” เพื่อ “แลหน้า” อันจะนำไปสู่ “ตึกระฟ้า” ที่สูงที่สุดใน “ASEAN” ลองมองย้อนไปดูอดีตที่ยาวไกลจะเห็นได้ว่า คนทั่วโลกได้สร้างสิ่งปลูกสร้างใหญ่โตโอฬารที่สูงระฟ้าได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ในยุคสมัยโบราณ เมื่อหลายพันปีมาแล้ว ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจาก “ศรัทธานุภาพ” หรือพลังความเชื่อทางศาสนา และความเคารพศรัทธาต่อพระเจ้าหรือเหล่าทวยเทพ หรือศาสดาในศาสนาต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีสิ่งปลูกสร้างประเภทหอคอย ปราสาท อนุสาวรีย์ ที่มักเกิดขึ้นโดยประสงค์ของผู้มีอำนาจสูงสุดของรัฐหรือประเทศ ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นปัจจัยทางด้าน “ราชานุภาพ” ที่แสดงถึงพลังอำนาจ ความยิ่งใหญ่ในการปกครองไพร่ฟ้าประชาชน
แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุคความรุ่งเรืองก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม พลังอำนาจด้าน “นวัตกรรมานุภาพ” โดยเฉพาะความก้าวหน้าด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม และทางวิศวกรรมโครงสร้าง นำไปสู่การพัฒนาด้าน “นวัตกรรม” การก่อสร้างและการประดิษฐ์คิดค้นอุปกรณ์การก่อสร้างสมัยใหม่ในศตวรรษที่ 19 ที่สามารถสนองความต้องการของมนุษย์ได้มากขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้การก่อสร้างอาคารสูงทำได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ การก้าวสู่ “ยุคทุนนิยม” เต็มรูป ในศตวรรษที่ 20 ผลประโยชน์มหาศาลทางเศรษฐกิจและการค้าพาณิชย์ เริ่มเป็นปัจจัยหลักมากขึ้น การก่อสร้าง “ตึกระฟ้า” เริ่มมีการคิดคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของการใช้ที่ดิน และธุรกิจการค้า โดยเฉพาะการก่อสร้าง “ตึกระฟ้า” ในเขตศูนย์กลางเมืองใหญ่ ที่มีประชากรขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่ดินมีจำกัด และราคาสูงมากขึ้นมีความจำเป็นทางด้านเศรษฐกิจการลงทุนมากขึ้น “ตึกสูงระฟ้า” รูปแบบที่หลากหลายจึงถูกพัฒนาขึ้น
จากนั้นเมื่อโลกเข้าสู่ยุค “โลกาภิวัตน์” ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 และต่อเนื่องถึงศตวรรษที่ 21 บริษัทขนาดใหญ่ของธุรกิจข้ามชาติที่มั่งคั่งร่ำรวย ได้ใช้ “พลังเงิน” หรือ “ธนานุภาพ” ที่มีอยู่จนล้นเหลือบันดาลให้มีการสร้าง “ตึกระฟ้า” มากขึ้นตามลำดับ ประกอบกับการแข่งขันด้านการตลาด และธุรกิจการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการสร้าง “ภูมิสัญลักษณ์” ของเมือง และ ด้าน “ศักดิ์ศรี” ของบริษัทและของประเทศ ตลอดจนการแข่งขันสู่ความเป็นผู้นำและความยิ่งใหญ่ของโลกทุนนิยม เพื่อสนองความ “ภาคภูมิใจ” หรือ “อัตตา” แห่งตน ที่เรียกว่าเป็นพลังขับดันด้าน “อหังการ์นุภาพ” ทั้งบริษัทยักษ์ใหญ่ และการสนับสนุนของผู้นำประเทศ ส่งผลให้การแข่งขันสร้าง “ตึกระฟ้า” ที่สูงที่สุดยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องตลอดมา
“ตึกระฟ้า” รุ่นใหม่ ได้เริ่มขยายจากเดิมที่เคยกระจุกตัวใน “ชิคาโก” และ “นิวยอร์ก” ของ “สหรัฐอเมริกา” เป็นเมืองใหญ่อื่นๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในแถบเอเชีย ได้แก่ สิงคโปร์, กัวลาลัมเปอร์, กรุงเทพฯ, เซียงไฮ้, ไทเป และ ดูไบ โดย “ตึกระฟ้า” ที่เคยสูงที่สุดก็ถูกทำลายสถิติไปตามลำดับกาลเวลา เช่น “ตึกเอมไพร์สเตท” ของ “สหรัฐอเมริกา” ที่สูง 381 เมตร ในปี ค.ศ. 1931 ถูกทุบสถิติมาหลายครั้งกระทั่งในปี ค.ศ. 2010 ตึกที่สูงที่สุดในโลก คือ “ตึกบูร์จคาลิฟา” ที่ “ดูไบ” ใน “สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์” ที่มีความสูงมากกว่า 2 เท่าตัวของ “ตึกเอมไพร์เสตท” คือ สูงถึง 828 เมตร
นอกจากนี้ รูปแบบทางสถาปัตยกรรมก็แปรเปลี่ยนจากรูปแบบดั้งเดิมแนวประเพณีนิยมเป็นกล่อง 4 เหลี่ยม เป็นแนวสมัยใหม่มากยิ่งขึ้น หรือแนวสถาปัตยกรรมนานาชาติ ที่เน้นความเรียบง่ายและประโยชน์ใช้สอยมากขึ้นหลากหลายขึ้น ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้ และผมเชื่อว่าในอนาคตลักษณะของรูปทรง “ตึกระฟ้า” ที่จะสร้างขึ้นใหม่ ก็ยิ่งมีความหลากหลายซับซ้อน และแปลกใหม่มากขึ้น มีการผสมผสานการใช้ประโยชน์แบบอเนกประสงค์มากขึ้น ทั้งสำนักงานออฟฟิศ การค้าพาณิชย์ โรงแรม และที่อยู่อาศัย เป็นต้น อย่างเช่น ตึก “ Light House Tower Dubai” มีความสูง 400 เมตร กำหนดสร้างเสร็จปี ค.ศ. 2011, ตึก “Anara Tower Dubai” สูงกว่า 600 เมตร อยู่ระหว่างการออกแบบ และตึก “Burj Mubarak Al-Kabir” ที่เมือง “Madinat al-Hereer” ประเทศ “คูเวต” สูงถึง 1,001 เมตร จะกลายเป็นตึกสูงสุดในโลกแทนที่ตึก “Burj Dubai” ที่ประมาณการเอาไว้ว่าอาจจะต้องใช้เวลาในการก่อสร้างยาวนานถึง 25 ปี
ในอนาคตเมืองใหญ่ทั้งหลายในประเทศต่างๆ ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง หลายเมืองกลายเป็น “โลกมหานคร” (Global city) หรือ “อภิมหานคร” (Mega city) ที่ประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 10 ล้านคน ซึ่ง “กรุงเทพฯ” ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ และมีหลาย “อภิมหานคร” ที่กำลังขยายตัวเติบโตเป็น “อภิมหึมามหานคร” (Tetra city) ที่มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 20 ล้านคน ดังนั้น จึงคาดว่าการขยายตัวของเมืองและประชากรที่หนาแน่นในเขตเมืองใหญ่ ประกอบกับปัจจัยทางด้านพลังแห่ง “ธนานุภาพ” และ “อหังการ์นุภาพ” ของบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย พลังแห่ง “จินตนานุภาพ” ประกอบกับความสามารถของสถาปนิกและวิศวกรรุ่นใหม่ รวมทั้งความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการก่อสร้าง จะทำให้ “ตึกระฟ้า” จะยังคงเกิดขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่องเป็น “ตึกระฟ้า” ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็น “ตึกเสียดฟ้า” ที่น่าทึ่ง ที่ยังคงมีการออกแบบและสร้างสรรค์ในหลากหลายมิติอย่างน่ามหัศจรรย์กันต่อไปภายในอนาคตอันใกล้นี้ครับ
.......................................
(หมายเหตุ 'เหลียวหลัง'เพื่อ'แลหน้า'สู่'ตึกระฟ้า'สายพันธุ์'ไทย' : คอลัมน์ คลินิคคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล)



