
บ้านสวยเมืองงามที่'เวนิส'(2)
13 ก.ย. 2557
บ้านสวยเมืองงามที่'เวนิส'(2) : คอลัมน์ ตึกแถว-อพาร์ตเมนต์ไม่บาน โดย... อาจารย์เชี่ยว
เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ผมพาแฟนๆ ไปเที่ยวเมือง “เวเนเซีย” หรือ “เวนิส” ในประเทศ “อิตาลี” เพื่อชื่นชมกระบวนการ “บ้านสวยเมืองงาม” ของคน “เมืองน้ำ” ที่มีชื่อก้องโลก สามารถรักษาเมืองอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของพวกเขาได้ยาวนานเกือบร่วม 900 ปี และพัฒนาเมืองไปสู่ความทันสมัยก้าวผ่านยุคสำคัญๆ ต่างๆ ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นยุค “เรเนอร์ซองส์” จนถึงยุค “โลกาภิวัตน์” ในปัจจุบันที่การสื่อสารผ่านระบบ “ดิจิทัล” ได้ครอบทั้งโลก แต่ชาวเมือง “เวนิส” ยังสามารถอนุรักษ์ สืบสานและพัฒนา วิถีการดำรงชีวิต ตลอดจนรูปแบบของอาคารบ้านเรือนของพวกเขาได้อย่างกลมกลืนและน่าทึ่ง จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน “มรดกโลก” ซึ่งจะว่าไปแล้ว “เวนิส” ในบางอารมณ์ก็คล้ายคลึงกับอาคารบ้านเรือนในที่ราบลุ่มของเมืองไทย ที่มักจะตั้งอาคารบ้านเรือนอยู่ริมน้ำใช้เครือข่ายคูคลองเป็นการสัญจร แต่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถรักษา “อัตลักษณ์” อันเป็น “เอกลักษณ์” ของ “เมืองน้ำ” เอาไว้ได้อย่างชาว “เวนิส”
จากการที่ผมพยายามหาคำตอบว่าทำไม “เวนิส” ถึงแข็งแกร่งขนาดนี้ คำตอบคือ “รากแก้ว” ทางศิลปะวัฒนะธรรมและภูมิปัญญา ตลอดจนวิถีการใช้ชีวิตแบบ “ร่วมสมัย” ของชาว “เวนิส” นั้น ได้หยั่งรากลึกลงไปในบริเวณริมน้ำ ปากอ่าว “อาเดรียติก” ก่อเกิดเป็นความรักความหวงแหนขึ้นในใจของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นของชาว “เวเนเซีย” เอง หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวอย่างผม ก็อยากให้ “เวนิส” ยังคงสภาพอยู่เช่นนี้ รักที่จะเห็นบรรยากาศอย่างนี้คงอยู่ตลอดไปครับ
หากว่ากันไปตามสภาพทาง “ภูมิสังคม” แล้ว “เวนิส” เป็นเมืองศูนย์กลางการค้าขายสำคัญของ “อิตาลี” ที่เต็มไปด้วยบรรดาเศรษฐีผู้ดีมีเงิน, นักการเมืองที่ทรงอำนาจ และบรรดาพ่อค้า “วาณิช” ถึงขนาด “วิลเลียม เชกสเปียร์” เมื่อ 400 ปีก่อน ก็ยังประพันธ์เรื่องราวเกี่ยวกับเมือง “เวนิส” โดยให้ชื่อว่า “The Merchant of Venice” ที่ต่อมาล้นเกล้า “รัชกาลที่ 6” ทรงแปลวรรณกรรมชิ้นเยี่ยมนี้ ทรงให้ชื่อว่า “เวนิสวาณิช” ซึ่งสะท้อนถึงความเป็น “เมืองท่า” ที่สำคัญตั้งแต่ยุคโบร่ำโบราณครับ
จะว่าไปแล้ว ผมเคยมาเยี่ยมเยือน “เวนิส” หลายครั้ง และทุกครั้งก็กลับมาด้วยความอิ่มเอิบใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้อยู่ใน “จตุรัสซานมาร์โก” และมองออกไป 360 องศา รอบตัวเห็นเมือง “เวนิส” ที่สวยงาม ในเบื้องหน้าของผมและผืนน้ำที่กว้างใหญ่ไพศาลเป็นสีเขียวน้ำเงินอมฟ้า “เทอร์ควอยส์” ของทะเล “อาเดรียติก” ต้องมนต์เสน่ห์ของเกลียวคลื่นบนผิวน้ำอันเวิ้งว้างช่างงามระยับจับตา ยามที่เล่นล้อกับแสงแดด เห็นภาพของเรือ “กอนโดลา” ที่แทรกตัวอยู่ในท้องน้ำอย่างกลมกลืน ณ ที่ตรงนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวและความทรงจำที่น่าประทับใจมากมาย
ผมหลับตาแล้วนึกย้อนไปถึงชาว “เวนิส” ที่ชื่อ “มาร์โก โปโล” (Marco Polo) เมื่อกว่า 700 ปีล่วงแล้ว (ในปี ค.ศ.1271) ได้ออกเดินทางท่องไปซีกโลกตะวันออกไปในดินแดนของเส้น “ทางสายไหม” หรือ “คาร์เธ่ย์” ที่แทบจะไม่มีใครรู้จัก และกลับบ้านที่ “เวนิส” ในอีก 20 ปีต่อมา นับได้ว่าเป็นการเดินทางที่ยาวไกลและกินเวลายาวนานมากครับ แต่ก็คุ้มค่า เพราะ “มาร์โก โปโล” ได้นำศิลปะวิทยาการอีกซีกโลกหนึ่ง โดยเฉพาะจาก “จีน” ที่นักเดินทางท่องโลกผู้นี้ได้ไปช่วยงานในราชสำนักของ “จักรพรรดิกุบไลข่าน” แห่ง “ราชวงศ์หยวน” อยู่ที่เมือง “หางโจว” ยาวนานกว่า 17 ปี มาให้ชาว “เวนิส” นำมาพัฒนาต่อยอดทางความคิด ไม่ว่าจะเป็น การทำเส้น “บะหมี่” ต่อมาก็กลายเป็นเส้น “สปาเกตตี” ที่ปัจจุบันได้กลายเป็นอาหารหลักของชาว “อิตาลี” ไม่น้อยหน้า “พิซซ่า” รวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์, ดินปืน ฯลฯ
ทำให้ได้รับรู้ว่าชาว “เวเนเซีย” เป็นคนเปิดกว้างไม่ใช่ประเภท “น้ำเต็มแก้ว” พร้อมที่จะเรียนรู้และรับรู้ศิลปะวิทยาการใหม่ๆ ศาสตร์แขนงใหม่ๆ โดยไม่ปิดกั้นตัวเอง ภายใต้เงื่อนไขของการนำมาปรับประยุกต์ใช้ให้พอเหมาะ พอดี และพอควรกับวิถีการดำรงชีวิตเป็นผลให้ “เวนิส” กลายเป็น “เมืองท่า” ที่สำคัญในแผนที่โลก ใครๆ ก็รู้จักและใฝ่ฝันว่าสักครั้งขอมาเยี่ยมเยือน “เมืองน้ำ” แห่งนี้ เพราะเป็นเมืองที่มี “อัตตลักษณ์” เฉพาะตัวชัดเจน ทั้งยังมีรูปแบบทาง “ภูมิบ้าน”, “ภูมิเมือง” และ “ภูมิสังคม” ที่เป็น “เอกลักษณ์” ติดตราตรึงใจ มีความงดงามในด้านการวางผังเมืองและรูปลักษณ์ทางสถาปัตยกรรม จึงจัดได้ว่าเป็นหนึ่งใน “บ้านสวย เมืองงาม” อย่างแท้จริง
ผมจึงไม่แปลกใจเลยครับว่าใครๆ ก็รัก “เมืองแห่งสะพาน” (City of Bridges) นี้ และในแต่ละปีจะมีนักเดินทางท่องเที่ยวแวะเวียนมาเยี่ยมเยียน “เวนิส” ปีละกว่า 25 ล้านคน ทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมของ “เวนิส” เฟื่องฟูเป็นอย่างยิ่งครับ จะว่าไปแล้วอาคารบ้านเรือนใน “เวนิส” ที่มีลักษณะเฉพาะตัวขึ้นมาได้ ก็เป็นเพราะ “วิถีชีวิต” ของ “ชาวน้ำ” ของชาว “เวเนเซีย” นั่นเอง ผมลองหลับตานึกภาพ “เรือนทรงไทย” ริมน้ำที่มี “ศาลาท่าน้ำ” แบบไทยๆ ก็ดูจะมีเสน่ห์ไม่น้อยหน้าอาคารบ้านเรือนใน “เวนิส” แต่ที่น่าเสียดายในปัจจุบันการพัฒนามุ่งเน้นไปสู่ “ความทันสมัย” (Modernization) แบบทุบทิ้งทำลายของเก่าแบบ “ขุดรากถอนโคน” เพื่อสร้างใหม่ แทบจะไม่เหลือ “ของดีที่เคยมีอยู่” อันเป็นมรกดทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาพื้นถิ่นแบบดั้งเดิมให้เห็น
ดูหนังดูละครย้อนกลับมาดูตัวเองครับ บ้านเราในอดีตถูกกล่าวขานว่าเป็น “เวนิสแห่งตะวันออก” ณ “สยามประเทศ” มีความงดงามไม่ด้อยกว่า “เวนิส” ณ อิตาลี” ผมเคยแลกเปลี่ยนทัศนคติกับ โปรเฟสเซอร์รอสคิงส์ แห่งมหาวิทยาลัย “เมลเบิร์น” ซึ่งนอกจากเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของผมแล้ว ยังได้รับการยกย่องว่าเป็น “กูรู” ด้านออกแบบและวางผังเมืองที่มีชื่ออีกท่านหนึ่งของโลก เคยบอกกับผมว่าคนไทยสามารถฟื้นฟูโครงข่ายของคูคลองเดิมได้ถ้าตั้งใจมุ่งมั่นทำกันอย่างจริงๆ จังๆ เพราะแท้จริงแล้วคูคลองที่มีอยู่หลายร้อยปีนั้นยังไม่ได้หายไปไหน ยังคงอยู่ที่เดิมเพียงแต่ถูกถมแทนที่ด้วยท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ เพื่อใช้เป็นทางสัญจรของรถที่เข้ามาแทนที่เรือ แต่ถ้าเมื่อไหร่เรามีโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนที่สมบูรณ์เต็มรูปแบบ ก็จะส่งผลให้การใช้รถยนต์ส่วนตัวก็จะลดลง เมื่อนั้นคงได้มีโอกาสฟื้นฟูเครือข่ายคูคลองอีกครั้งหนึ่ง
ผมนึกถึงเมื่อครั้งที่ไปเยี่ยมเยียน “บ้านสวยเมืองงาม” ที่ “เกาหลี” ได้ไปเยี่ยมคลอง “ชองเกชอน” ซึ่งเดิมก็เป็นคลองน้ำเน่าเหม็นเต็มไปด้วยมลพิษไหลผ่านใจกลาง “กรุงโซล” เมืองหลวง ก็ยังสามารถเปลี่ยนคลองน้ำเน่าให้เป็นน้ำดีได้และได้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่เปิดโล่งที่สำคัญของชาวเกาหลีที่ได้พักผ่อนหย่อนใจกันครับ ดังนั้น เมื่อเห็นชาว “เวนิส” ทำได้ เห็นชาว “โซล” ทำได้ แล้วทำไมบรรดา “คนรักบ้าน” ชาวไทยที่ไม่ได้ด้อยกว่าชนชาติใด ทั้งกำลังสติปัญญาความคิดและความมุ่งมั่นจะทำไม่ได้ แต่ที่ยังไม่ได้ทำ เพราะมัวแต่ทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่ครับ
ประกอบกับบรรดาผู้มีอำนาจวาสนาที่เข้ามาบริหารจัดการบ้านเมืองที่ผ่านมา ล้วนแล้วแต่เห็นประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ไหนๆ ก็จะมีการ “ปฏิรูปการเมือง” กันแล้วน่าจะ “ปฏิรูปการบ้าน” พร้อมกันไปเลยทีเดียว และหนึ่งในนโยบาย “การปฏิรูปการบ้าน” ที่ผมใฝ่ฝันมาโดยตลอด คือ การเอาถนนหนทาง รวมทั้งมลพิษอันเป็นผลจากรถติดวินาศสันตะโรกลับคืนไป และขอเครือข่ายคูคลองและเรือพายเรือแจวรวมทั้งเรือ “เอี่ยมจุ้น” ของปู่ ย่า ตา ทวด เราคืนมา จะได้สมศักดิ์ศรีที่โลกในอดีตได้กล่าวขานว่า บ้านเราเมืองเรานั้นสวยงามได้รับการยกย่องว่าเป็นเมือง “Venice of the East” ไม่น้อยหน้าเมือง “Venice of the West” ครับ
.......................................
(หมายเหตุ บ้านสวยเมืองงามที่'เวนิส'(2) : คอลัมน์ ตึกแถว-อพาร์ตเมนต์ไม่บาน โดย... อาจารย์เชี่ยว)



