
ตรวจคัดกรองมะเร็งฯพระกรุณาใน"เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์"
ด้วยพระปณิธานอันแน่วแน่ของศาสตราจารย์ดร. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ที่ทรงตระหนักถึงมหันตภัยของโรคมะเร็งที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งความทุกข์ยากของผู้ป่วยและครอบครัว
จึงทรงมีพระดำริให้ก่อตั้ง "ศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์" ขึ้นเพื่อพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล ให้สามารถรักษาโรคมะเร็งให้ได้ผลดี ควบคู่กับการค้นคว้าวิจัยทางด้านวิชาการตลอดจนเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ
ในโอกาสวันคล้ายวันประสูติศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในวันที่ 4 กรกฎาคมนี้ ทรงโปรดเกล้าให้ ศาสตราจารย์กิตติคุณนพ.จรัส สุวรรณเวลา รองประธานศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็งสถาบันจุฬาภรณ์ และคณะจัดทำโครงการ "การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก" ฟรีแก่ประชาชนทั่วไปจำนวน1,500 ราย เพื่อบำเพ็ญเป็นพระกุศล โดยจัดงานแถลงข่าวขึ้นเมื่อวันก่อน ที่โรงพยาบาลศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็งฯ
ศ.กิตติคุณนพ.จรัส กล่าวว่า ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่นำองค์ความรู้ซึ่งได้รับจากทั่วโลกกลับมาใช้ประโยชน์เพื่อประชาชนชาวไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทรงทราบจากสถิติในปัจจุบันว่า อัตราการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักมีตัวเลขเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยพบว่าผู้ชายป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่อยู่ในอันดับที่ 3 ขณะที่ผู้หญิงอยู่ในอันดับที่ 5 ซึ่งกลุ่มเสี่ยงส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป อีกทั้งยังมีประวัติว่าสมาชิกในครอบครัวเคยป่วยจากโรคมะเร็ง รวมถึงผู้ที่สูบบุหรี่ และผู้ที่นิยมบริโภคเนื้อสัตว์มากกว่าธัญพืชอีกด้วย
"ดังนั้นในโอกาสวันคล้ายวันประสูติในปีนี้ นอกจากจะทรงบำเพ็ญพระกุศลด้วยการทำบุญในลักษณะต่างๆ เช่น ตักบาตร ปล่อยนกปล่อยปลา แล้ว ยังทรงมีพระดำริให้ทางศูนย์วิจัยจุฬาภรณ์ จัดบริการให้แก่ประชาชนภายใต้โครงการ "ตรวจคัดกรองมะเร็งใหญ่และทวารหนัก" เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนตระหนักถึงอันตรายของโรคดังกล่าว รวมถึงการให้ความสำคัญในการตรวจคัดกรองเพื่อสามารถรักษาได้ตั้งแต่ระยะที่ยังไม่แสดงอาการ ซึ่งนับว่าเป็นการป้องกันดูแลรักษาที่ดีกว่า" ศ.นพ.จรัส กล่าว
ทั้งนี้ศ.กิตติคุณนพ.ชัยเวช นุชประยูร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กล่าวถึงการดำเนินงานของโรงพยาบาลว่า สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2547 แต่เปิดให้บริการทดสอบระบบอย่างไม่เป็นทางการเมื่อปลายปี 2551 ซึ่งเป็นส่วนขยายมาจาก สถาบันวิจัยฯ เพื่อให้บริการทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคมะเร็งควบคู่กับการวิจัย โดยเน้นการรักษามะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งปอด และมะเร็งปากมดลูก ผ่านแนวทางการรักษา 3 ประเภทคือ การผ่าตัด การรักษาโดยรังสี และเคมีบำบัด
ขณะที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาศัลยศาสตร์มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักอย่าง นพ.ณวราดุสิตานนท์ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักโดยตรงกล่าวถึงข้อดีของการตรวจคัดกรองฯ หรือการป้องกันที่ดี คือการลดปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ต้น และยิ่งถ้าทราบว่าเป็นมะเร็งตั้งแต่ในระยะที่ 1 อัตราการรอดชีวิตในช่วงเวลา 5 ปีก็มีสูงถึง 93.2 เปอร์เซ็นต์
สำหรับขั้นตอนการตรวจผู้เชี่ยวชาญรายนี้กล่าวเสริมว่า ไม่มีอะไรมากคือ หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนการประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ การเจาะเลือด ตรวจคลื่นหัวใจ เอกซเรย์ปอด และพบแพทย์เพื่อรับทราบข้อมูลการเตรียมตัว จากนั้นจึงเป็นขั้นตอนการส่องกล้อง ซึ่งแพทย์จะทำใบนัดในวันถัดไป โดยขั้นตอนนี้จะใช้กล้องความยาวประมาณ 1.8 เมตร สอดย้อนจากทวารหนักไปจนถึงบริเวณไส้ติ่งอันเป็นจุดเริ่มต้นของลำไส้ใหญ่ เพื่อตรวจหาความผิดปกติของติ่งเนื้อ ซึ่งหากพบว่ามีข้อน่าสงสัยก็จะตัดชิ้นเนื้อนั้นมาตรวจอย่างละเอียดในลำดับต่อไป
"ส่วนการส่องกล้อง ซึ่งจะใช้เวลาเพียง 30 นาทีนั้น เพื่อความแม่นยำและส่งผลให้การตรวจมีประสิทธิภาพสูงสุด ผู้เข้ารับการตรวจจะต้องทานยาระบายหรือสวนอุจจาระ รวมถึงต้องงดอาหารและน้ำอย่างน้อย 6 ชั่วโมง รวมถึงการใช้ยาระงับความเจ็บเพื่อลดการเจ็บปวด ซึ่งอาจจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลียไปบ้าง ดังนั้น คุณสมบัติของผู้ที่จะร่วมโครงการฯ จึงต้องมีอายุระหว่าง 50-65 ปี ไม่เคยมีประวัติการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มาก่อน และไม่มีโรคประจำตัวที่ไม่เหมาะสมต่อการส่องกล้อง เช่น โรคหัวใจ โรคปอดที่ควบคุมอาการไม่ได้ โรคไตวายเรื้อรัง หรือโรคอื่นๆ ตามที่แพทย์เห็นสมควรว่าอาจจะไม่ปลอดภัย" นพ.ณวรา กล่าว
"ผู้สนใจเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายล่วงหน้าได้ ที่ โรงพยาบาลศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ โทร.0-2576-6008-9 ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. ...โรคมะเร็งเป็นได้หายได้ เพียงแต่ลดปัจจัยเสี่ยง" รองประธานศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็งกล่าวย้ำ



