ไลฟ์สไตล์

"8หมื่นล้าน"สาธารณสุขเข้มแข็ง

"8หมื่นล้าน"สาธารณสุขเข้มแข็ง

03 ก.ค. 2552

ผ่านพ้นไป 5 เดือนเต็มในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) หลังจากรอคอยมานานกว่า 20 ปี ของ ส.ส.ลุ่มน้ำปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช 7 สมัยนับตั้งแต่ปี 2531 และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ “วิทยา แก้วภราดัย”

 แม้เป็น "หมอความ" ได้คุมกระทรวง "หมอคน" แต่ผลงาน "เข้าตา" ไม่น้อย วัดจากการที่สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ติดอันดับ 5 "รัฐมนตรีที่ประชาชนพอใจ" ด้วยคะแนนนิยมถึง 50.4%

 "คม ชัด ลึก" ถือโอกาสสัมภาษณ์พิเศษถึงทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายด้านสาธารณสุขในอนาคต ที่จะช่วยคนไทยเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยเฉพาะการขอใช้งบประมาณกว่า 8 หมื่นล้านบาท พัฒนาระบบสาธารณสุข

 เริ่มต้น นายวิทยา โปรยยาหอมซื้อใจบุคลากร สธ.ว่า ผลงาน 5 เดือนที่ผ่านมาอยู่ในระดับพอใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าตนเองเก่ง หากเป็นเพราะบุคลากรทุกภาคส่วนของกระทรวงดี มีความสามารถ ตั้งใจทำงานมากกว่าหลายๆ กระทรวงและประชาชนเชื่อมั่นสูง
ส่งผลให้นโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์มอบหมายให้มาดำเนินการเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพประชาชนบรรลุเป้า เริ่มจากการปลุกขวัญกำลังใจบุคลากรด้านสาธารณสุขที่มีมากที่สุดคือ อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) 9.8 แสนคน ด้วยการจ่ายค่าตอบแทนให้เดือนละ 600 บาทต่อคน เป็นเวลา 6 เดือนนับตั้งแต่เดือนเมษายน-กันยายน 2552 ใช้งบประมาณกลางปีกว่า 3,500 ล้านบาท และเตรียมงบปี 2553 อีกกว่า 7,000 ล้านบาท

แลกกับภารกิจหลัก 3 เรื่องให้ อสม.เป็นด่านแรกรณรงค์เรื่องสุขภาพประชาชน คือ ดูแลหญิงตั้งครรภ์ลดการแท้งบุตร ดูแลเด็กแรกคลอดให้ดื่มนมแม่ และดูแลผู้สูงอายุในชุมชน รวมถึงพิจารณาเพิ่มค่าตอบแทนให้แก่บุคลากรวิชาชีพ 13 สาขา ประมาณ 20%
เริ่มโครงการ "บัตรประชาชนใบเดียว" แทนใช้บัตรทองของประชาชนผู้ถือสิทธิ์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 47 ล้านคน แต่ให้ใช้เพียงบัตรประชาชนเข้ารับบริการในสถานพยาบาลที่ระบุไว้ตามสิทธิ์ ขณะนี้ดำเนินการแล้วใน 37 จังหวัด ภายในเดือนกันยายนนี้จะครอบคลุมทั่วประเทศ

 เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขได้ง่าย นายวิทยา บอกว่า จะยกระดับสถานีอนามัย (สอ.) ทั่วประเทศขึ้นเป็น "โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล" ประชาชนที่มีอาการป่วยไม่รุนแรงเข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลนี้ ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปโรงพยาบาลในตัวเมือง จะเปิดตัวอย่างน้อยอำเภอละ 1 แห่ง ในเดือนกันยายน 2552 ใช้งบประมาณในการปรับปรุงเบื้องต้น 200 ล้านบาท จากนั้นภายใน 3 ปี จะขยายให้ครบทั้ง 9,300 แห่ง

ทว่าโครงการใหญ่ยักษ์สำหรับการพัฒนาปรับปรุงระบบสาธารณสุขของประเทศไทยตั้งแต่ระดับชุมชนถึงระดับชาตินั้น นายวิทยา กล่าวว่า จะเริ่มต้นในปี 2553 โดยกระทรวงสาธารณสุขจะเสนอกรอบขอใช้งบประมาณโครงการไทยเข้มแข็ง ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เป็นจำนวน 83,374 หมื่นล้านบาท แต่อาจจะมีการพิจารณาปรับลดลงตามการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)

งบประมาณส่วนนี้จะนำมาใช้ในการดำเนิน 9 โครงการ ระยะเวลา 3 ปี (2553-2555) ได้แก่ 1.โครงการพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน 14,763 หมื่นล้านบาท เพื่อก่อสร้างปรับปรุงอาคารสถานที่ จัดซื้อรถพยาบาล 1,000 คัน ซื้ออุปกรณ์เวชภัณฑ์และเครื่องมือการตรวจรักษา จัดตั้งระบบคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อฐานข้อมูลผู้ป่วยกับโรงพยาบาลอำเภอและจังหวัด เพื่อความสะดวกในการส่งต่อผู้ป่วยที่มีอาการุนแรง

2.โครงการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขทุติยภูมิ จำนวน 13,499 ล้านบาท เช่น โรงพยาบาลชุมชนที่มีกว่า 700 แห่ง โดยเพิ่มอาคารผู้ป่วยและเครื่องมือในการตรวจรักษา เพราะเริ่มมีความแออัด 3.โครงการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขตติยภูมิ จำนวน 20,796 ล้านบาท ก่อสร้างตึกผู้ป่วยและจัดซื้อเครื่องมือผู้ป่วยเพิ่มเติมในโรงพยาบาลประจำจังหวัดทั้ง 70 แห่ง โรงพยาบาลศูนย์ 25 แห่ง ให้เพียงพอกับการรองรับจำนวนผู้ป่วย เนื่องจากไม่มีการสร้างตึกผู้ป่วยมานานกว่า 5-7 ปีแล้ว สภาพโรงพยาบาลจึงแออัด และจะพัฒนาให้มีโรงพยาบาลหลักของแต่ละภาค ป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยทะลักเข้ากรุงเทพฯ เช่น ภาคอีสาน รพ.นครราชสีมา ภาคใต้ รพ.มหาวิทยาสงขลานครินทร์ และภาคเหนือโรงพยาบาลพุทธชินราช

4.โครงการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขตติยภูมิด้านโรคหัวใจ โรคมะเร็ง และเครือข่ายการบาดเจ็บแห่งชาติ จำนวน 10,376 ล้านบาท ใช้พัฒนาและซื้อเครื่องมือให้สถาบันโรคทรวงอก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ สถาบันโรคผิวหนัง ทุกสถาบันต้องสร้างความเป็นเลิศแต่ละสาขาให้ได้ เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจต้องนึกถึงสถาบันโรคทรวงอก ผู้ป่วยโรคมะเร็งนึกถึงสถาบันมะเร็งเป็นอันดับต้นๆ เช่นเดียวกับ รพ.ศิริราช รพ.จุฬาลงกรณ์ และ รพ.รามาธิบดี 

5.โครงการพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศแพทย์แผนไทย จำนวน 395 ล้านบาท 6.โครงการสร้างบ้านพักแพทย์และพยาบาล จำนวน 14,625 ล้านบาท 7.โครงการบูรณาการผู้สูงอายุกับระบบตติยภูมิ จำนวน 76 ล้านบาท 8.โครงการปฏิรูประบบข้อมูลสุขภาพประชาชน จำนวน 2,974 ล้านบาท และ 9.โครงการปฏิรูประบบคุณภาพสาธารณสุข จำนวน 5,870 ล้านบาท ด้วยการผลิตแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุขเพิ่มเท่าตัว เช่น ผลิตแพทย์เพิ่มปีละ 1,400 คน 

“การป้องกันการทุจริตคอรัปชั่นในโครงการต่างๆ จะทำโดยการใช้ระบบราชการเป็นคนตรวจสอบ หากมีการร้องเรียนเกี่ยวกับโครงการหรือบุคคลใดดำเนินการโดยไม่โปร่งใส จะจัดการอย่างเฉียบขาด ใครจะมาทุจริตในยามที่บ้านเมืองกำลังลำบากยากจนไม่ได้” นายวิทยาให้คำมั่น

กระนั้น นายวิทยา อดพ้อไม่ได้ว่ายังมีเรื่องที่แก้ปัญหาไม่ได้คือ เรื่องคน โดยจากการเพิ่มค่าตอบแทนแพทย์ชนบท ทำให้แพทย์ในเมืองคิดว่าไม่มีความเป็นธรรม ต้องการได้รับการจัดสรรในจำนวนที่เท่าเทียมกัน แต่หากเพิ่มค่าตอบแทนให้แพทย์ทั้ง 2 ส่วนเท่ากัน ก็จะไม่มีแรงจูงใจให้แพทย์อยู่ในชนบท แพทย์ก็จะอยู่เฉพาะในเมือง ปัญหาก็จะไม่จบ จำเป็นต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมาหาความเป็นธรรมและเป็นกลางจริง เพราะทุกคนก็แสวงหาสิ่งที่ดีกว่าให้แก่ชีวิตและอยากได้สิ่งที่ดีที่สุด

สังคมคงต้องจับตามองทุกโครงการที่ขอใช้งบประมาณ 83,374 หมื่นล้านบาท จะช่วยแก้ปัญหาระบบสาธารณสุขของชาติ และ "ปลอดคอรัปชั่น" ดังที่ "วิทยา แก้วภราดัย" สัญญาไว้หรือไม่

0 พวงชมพู ประเสริฐ 0 เรื่อง
0 สารนิเทศ สธ.0 ภาพ