
ใกล้ตาย...ก่อน ถึงให้นั่งรถเข็น
03 ก.ย. 2557
เปิดซองส่องไทย : ใกล้ตาย...ก่อน ถึงให้นั่งรถเข็น : โดย...ลุงแจ่ม
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2557 เวลา 08.50 น. ดิฉันพาพ่อไปหาหมอที่คลินิกกำพนธ์ จ.สระบุรี และทางคลินิกได้เขียนใบส่งตัวพ่อของดิฉันให้ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพระพุทธบาท จ.สระบุรี ด้วยอาการแน่นหน้าอก คลื่นหัวใจผิดปกติ พ่อมีโรคประจำตัวคือ โรคหัวใจ สะโพกเสื่อม ดิฉันจึงให้ญาติพาพ่อไปโรงพยาบาลก่อน และตามไปที่โรงพยาบาลทีหลัง
เมื่อดิฉันเดินทางไปถึงเห็นพ่อนั่งอยู่หน้าโรงพยาบาล จึงสอบถามว่าทำไมไม่นั่งรถเข็น พ่อบอกว่าไม่มีเจ้าหน้าที่มารับ ดิฉันจึงเดินไปขอรถนอนให้คุณพ่อ แต่ทางเวรเปล ทราบชื่อภายหลังว่า คุณชัยกมล บอกว่าไม่ให้ เพราะต้องเอาไว้ใช้สำหรับคนไข้อุบัติเหตุฉุกเฉินเท่านั้น ดิฉันไม่อยากโต้เถียงด้วย จึงต้องพาพ่อเดินไปห้องทำบัตร ซึ่งต้องเดินไปอีกประมาณ 15 เมตร ดิฉันเห็นว่าพ่อเริ่มเหนื่อย จึงให้พ่อนั่งพักและดำเนินการทำทุกอย่างแทนพ่อ หลังจากนั้นดิฉันพาพ่อไปห้องฉุกเฉิน พยาบาลที่ห้องฉุกเฉินก็ต่อว่าดิฉันว่า ทำไมไม่ให้พ่อนั่งรถ ดิฉันจึงบอกสาเหตุให้ทราบ พร้อมทั้งต่อว่าเจ้าหน้าที่ คือ คุณชัยกมล ให้พยาบาลในห้องฉุกเฉินทราบ
ดิฉันเห็นว่าเจ้าหน้าที่คนนี้ไม่มีจิตเมตตา พ่อดิฉันอายุ 68 ปี ป่วยเป็นโรคหัวใจ ถึงไม่รู้ว่าคนป่วยเป็นอะไร แต่คนสูงอายุมาโรงพยาบาล หากมีใจเมตตาสักนิด ต้องใส่ใจถามไถ่ ดูแลและช่วยเหลือ แต่กลับไม่สนใจ และไม่รู้ว่าทำไมต้องหวงรถเข็นด้วย ดิฉันจึงร้องเรียนไปยังฝ่ายรับเรื่องร้องเรียนของโรงพยาบาลในวันเกิดเหตุทันที ผ่านมา 2 อาทิตย์ ไม่มีความคืบหน้า ไม่มีการติดต่อกลับ จึงโทรถาม เจ้าหน้าที่บอกว่าจะติดต่อกลับ หลังจากนั้นมีหัวหน้าเวรเปลโทรหาดิฉันและเรียกดิฉันไปคุยที่ตึกอายุรกรรม บอกว่าตรวจสอบแล้ว เป็นเรื่องจริง และได้ส่งเรื่องให้ผู้บริหารพิจารณาแล้ว หากมีคำสั่งจะให้เจ้าหน้าที่คนนี้ไปปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอื่นแทน
แต่เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา ดิฉันพาพ่อไปโรงพยาบาลตามหมอนัดอีกครั้ง ได้พบเจ้าหน้าที่คนนี้ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในตำแหน่งเดิม ดิฉันทราบข้อมูลจากพยาบาลว่า เจ้าหน้าที่คนนี้ทำงานมานานกว่า 20 ปีแล้ว และถูกร้องเรียนบ่อยครั้ง ถ้าเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุใดทางโรงพยาบาลยังให้เจ้าหน้าที่ที่ไม่มีใจบริการทำงานอยู่อีก เมื่อถามไปยังฝ่ายรับเรื่องร้องเรียน บอกว่าเป็นอำนาจของ ผอ. เจ้าหน้าที่บอกว่า ผอ.ประชุมบ้าง ไปราชการบ้าง ผอ.ไม่ทราบเรื่องเลยหรือ จึงไม่สั่งการอะไรเลย
มนฤดี
ตอบ
โรงพยาบาลพระพุทธบาท สระบุรี ชี้แจงว่า คุณพ่อของคุณมลฤดีเป็นคนไข้ของโรงพยาบาล เข้ารักษาตัวครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยแอดมิทเป็นผู้ป่วยใน ขณะนี้ผู้ป่วยยังคงพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลพระพุทธบาท สระบุรี
กรณีร้องเรียนดังกล่าว ทางโรงพยาบาลทราบเรื่องจากการที่คุณมลฤดีร้องเรียนมายังฝ่ายรับเรื่องร้องเรียนของโรงพยาบาล ซึ่งโรงพยาบาลได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในทันที โดยได้เรียกเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวมาสอบถาม และเจ้าหน้าที่ได้ยอมรับว่ากระทำดังกล่าวจริง เนื่องจากมีการประเมินเบื้องต้นแล้ว เข้าใจว่าผู้ป่วยท่านนี้มีอาการป่วยไม่หนักมาก สามารถเดินเองได้
ดังนั้น โรงพยาบาลจึงได้ตักเตือนเจ้าหน้าที่ในเรื่องพฤติกรรมการบริการและให้ปรับปรุงแนวทางการให้บริการเปลผู้ป่วย อาการป่วยลักษณะใดควรให้เปลนั่ง อาการป่วยใดควรให้เปลนอน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ยอมรับและพร้อมปรับปรุง อีกทั้งยอมรับว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก
อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก โรงพยาบาลมีการทบทวนแนวทางการใช้เปล การประเมินคนไข้ โดยมีระบบพี่เลี้ยงในการช่วยประเมิน นอกจากนี้โรงพยาบาลมีระบบให้คำปรึกษาโดยพยาบาล หากเจ้าหน้าที่เวรเปลไม่มั่นใจว่าควรให้เปลผู้ป่วยอย่างไร ให้ปรึกษาพยาบาล
พร้อมกันนี้โรงพยาบาลได้แสดงความรับผิดชอบโดยการเข้าพบผู้ป่วยและญาติ เพื่อขอโทษสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และแจ้งให้ทราบถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนและขั้นตอนต่างๆ ที่ทางโรงพยาบาลกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้
กรณีที่ญาติต้องการให้โรงพยาบาลลงโทษเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวโดยการย้ายไปทำหน้าที่อื่นนั้น เนื่องจากโรงพยาบาลมีระเบียบขั้นตอนในการลงโทษซึ่งเป็นระเบียบราชการ การย้ายหรือไล่ออกต้องเป็นกรณีทำผิดวินัยร้ายแรง เช่น การทุจริต ลักขโมย แต่กรณีนี้เจ้าหน้าที่ทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง โรงพยาบาลจึงลงโทษโดยการตักเตือน และกำชับมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ซึ่งเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวยอมรับผิดและยอมรับที่จะปรับปรุงตัวเอง หลังจากนี้โรงพยาบาลจะติดตามพฤติกรรมเป็นระยะๆ นอกจากนี้จะเข้าพบผู้ป่วยและญาติเพื่อขอโทษและชี้แจงทำความเข้าใจอีกครั้ง
ลุงแจ่ม
สามี(ตัวดี)ไม่รับผิดชอบ
ดิฉันมีเรื่องอยากปรึกษาค่ะ คือว่าดิฉันกับสามีแยกกันอยู่ เรามีบุตรด้วยกัน 1 คน ซึ่งตอนนี้อยู่กับดิฉัน อายุ 10 ปี ดิฉันขอร้องให้เขาส่งค่าเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 1,000 บาท เขาก็ส่งให้ช่วงแรก แต่มาในระยะหลังเขาไม่ส่งและติดต่อไม่ได้ ดิฉันพยายามตามหา แต่ก็ยังไม่พบ ส่วนตัวของดิฉันเองก็ทำงานเป็นแม่บ้านอยู่ที่ จ.ระยอง ได้เงินเดือนเดือนละ 5,000 บาท บ้านก็เช่า ลูกก็ยังต้องเรียนหนังสือ อยากให้สามีมีส่วนในการรับผิดชอบบ้างค่ะ
ดิฉันจะทำอย่างไรได้บ้างคะ ดิฉันกับสามียังไม่ได้หย่ากัน แต่แยกกันอยู่มา 5-6 ปีแล้วค่ะ
อรอุมา
ตอบ
ศูนย์ปรึกษากฎหมายชุมชน อาจารย์ปราชญา อ่อนนาค คณะนิติศาสตร์ แนะนำเรื่องนี้ว่า การที่แยกกันอยู่มากกว่า 3 ปีด้วยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย ก็สามารถหย่าขาดจากกันได้ ซึ่งในกรณีนี้ในทางกฎหมายคุณสองคนยังไม่ได้หย่าขาดจากกัน ถ้าเคยตกลงกันไว้ แล้วสามีไม่ปฏิบัติตาม คุณก็อาจจะทวงถามไปที่สามีอีกครั้งว่า เรื่องการเลี้ยงดูลูกนั้นจะดำนเนินการอย่างไร เพราะเขาไม่ได้ส่งเสียมาหลายเดือนแล้ว ซึ่งถ้าได้พูดคุยแล้ว สามียังเพิกเฉย ในทางกฎหมายคุณสามารถฟ้องหย่าได้เลย เพราะการแยกกันอยู่นานเกิน 3 ปี ก็สามารถอ้างเป็นเหตุของการหย่าได้
แต่อยากให้มีการเจรจาพูดคุยกันก่อนที่จะฟ้องหย่า หากคุณอ้างว่าจะฟ้องหย่า และเมื่อถึงเวลานนั้น สามีไม่สามารถปัดความรับผิชอบต่อลูกได้ เพราะตามกฎหมายแล้วพ่อ แม่มีหน้าที่ที่ต้องดูแลลูก ซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่จะปฏิเสธไม่ได้ เมื่อบอกเช่นนี้ สามีอาจจะยอมเจรจาด้วยดี และอาจจะไม่ต้องฟ้องหย่า ถ้าคุณไม่ต้องการหย่าจากสามี
แต่ถ้าคุยกันแล้ว ยังไม่สามารถตกลงกันได้ คุณก็ฟ้องหย่าได้เลย โดยเขียนเอกสารท้ายหย่า เพื่อให้สามีรับผิดชอบต่อลูก ซึ่งเงิน 1,000 บาท น่าจะน้อยเกินไป มีการฟ้องหย่า แล้วสามีต้องส่งเสียให้คุณ คุณอาจจะให้สามีรับผิดชอบเลี้ยงดูมากกว่า 1,000 บาท โดยที่คุณต้องเขียนข้อมูลทุกอย่างที่ต้องการให้สามีรับผิดชอบต่อลูกไว้เป็นข้อๆ แล้วก็บันทึกไว้ท้ายการหย่า หลังจากหย่ากันแล้ว หากสามียังไม่ทำตามบันทึกท้ายการหย่า ถือว่าผิดกฎหมาย
เมื่อถึงเวลานั้น คุณก็สามารถร้องต่อศาลเพื่อบังคับให้สามีส่งเสียเลี้ยงดูลูกตามบันทึกท้ายหย่า
ลุงแจ่ม



