
หมอจรัสชี้วิจัยหัวใจพัฒนาแต่ไทยเมิน
สกว.จัดพิธีมอบโล่เกียรติยศแก่นักวิจัยผู้มีผลงานยอดเยี่ยมรวม 16 รางวัล หมอจรัสชี้เป็นหัวใจการพัฒนาไทยมองข้าม
เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม2557ที่ผ่านมา ศ. นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ประธานกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัย เป็นประธานในพิธีมอบโล่เกียรติยศ ซึ่งจัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและให้กำลังใจแก่นักวิจัยเจ้าของผลงาน อีกทั้งเผยแพร่ผลงานวิจัยที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อสังคมสู่สาธารณะ เพื่อให้มีการขยายผลหรือต่อยอดการใช้ประโยชน์ทั้งในด้านสาธารณะ งานวิชาการ นโยบาย พาณิชย์ และการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนพื้นที่ รวมถึงกระตุ้นให้สังคมตระหนักและมองเห็นความสำคัญตลอดจนประโยชน์ของงานวิจัย พร้อมกับจัดให้มีปาฐกถาพิเศษ “การวิจัยกับการพัฒนาประเทศ” โดย ศ. นพ.จรัส สุวรรณเวลา อดีตประธานกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ศ. นพ.จรัส กล่าวว่า โลกยุคปัจจุปันเป็นยุคของการแข่งขัน (Frontier research and innovations for national competitiveness) หลายประเทศทั่วโลกมองว่า “การแข่งขัน” คือ หัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศไปข้างหน้า แต่ประเทศไทยเรากลับไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาตรงจุดนี้เท่าที่ควร กรณีศึกษาง่าย ๆ ที่แสดงให้เห็นตัวอย่างของการขาดแคลนวัตถุดิบทางความคิดด้านการวิจัยของไทย คือ เราเป็นแหล่งผลิตรองเท้ากีฬายี่ห้อดังของโลกหลายยี่ห้อ แต่เราไม่เคยวิจัยและผลิตคิดค้นนวัตกรรมด้านรองเท้ากีฬาเพื่อจำหน่ายเอง จึงทำให้เรามีเม็ดเงินเข้าประเทศเพียงแค่ 20% จากการเป็นฐานการผลิต แต่ถ้าเราคิดค้นนวัตกรรมและผลิตรองเท้ากีฬาได้เองจะทำให้เรามีรายได้ 100% เพราะเรามีแรงงานและสถานที่ในการผลิตอยู่แล้ว เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ประเทศที่ผลิตความรู้ มีการค้นพบนวัตกรรม และจดสิทธิบัตรสิ่งที่ตัวเองประดิษฐ์ขึ้น จึงสามารถตั้งราคาขายสินค้าได้แพง ๆ และนำมาจำหน่ายในประเทศที่ผลิตสินค้าชิ้นนั้นเองไม่ได้ นี่คือตัวอย่างชี้ที่ให้เห็นว่า “การทำวิจัย” คือ เครื่องมือชิ้นสำคัญที่ทำให้ประเทศเราก้าวทันประเทศอื่น ๆ
อีกประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของการทำวิจัย คือ นักวิจัยหลายคนมองว่า “การวิจัยที่ไม่ได้ผลลัพธ์เป็นความล้มเหลว แต่แท้จริงแล้วการวิจัยที่ล้มเหลว คือ ขั้นตอนหนึ่งของการวิจัย” จึงอยากให้นักวิจัยทุกคนมีความอดทนและความพยายามกับการทดลองที่ล้มเหลวแล้วครั้งแล้วครั้งเล่าจนประสบผลสำเร็จ นอกจากนี้จุดใหญ่ใจความของการทำวิจัยนอกเหนือจากการที่นักวิจัยต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และมีห้องปฏิบัติที่มีความพร้อมในการทำวิจัย ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วย ยังต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบในทุกขั้นตอนของกระบวนการ
คุณูปการของการทำงานวิจัยที่ต้องปักหมุดหมายแล้วเดินไปให้ถึง คือ การลดช่องว่างทางความรู้ (Knowledge devide) และการจัดการกับองค์ความรู้นั้น (KM หรือ Knowledge mangement) ตั้งคำถามกับตนเองว่าจะทำอย่างไรให้สาธารณชนทั่วไปเข้าถึงองค์ความรู้ที่ตนเองทำ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยทุกครั้งที่ตั้งโจทย์วิจัยพึงระลึกอยู่เสมอว่างานวิจัยนั้นควรมีความสอดคล้องกับบริบท (context) ของสังคมไทย เพื่อให้งานวิจัยของเราเป็นเครื่องมือในการสร้างพลัง (Research for empowerment) พัฒนาประเทศขับเคลื่อนไปข้างหน้า
ศ. นพ.ไกรสิทธิ์กล่าวว่า งานในครั้งนี้นับเป็นนิติหมายอันดีสำหรับนักวิจัยทุกคนที่จะนำความรู้จากศาสตร์สาขาที่แต่ละคนเชี่ยวชาญไปช่วยกันพัฒนาประเทศ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สกว.ประสบความสำเร็จในการยกระดับความเข้มแข็งของงานวิจัย โดยมุ่งสร้างความรู้ที่ไม่จำกัดเพียงด้านวิชาการ หากรวมถึงทุกภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคม ทั้งการสร้างความเข้มแข็งของคน ชุมชน และพื้นที่ ซึ่งเป็นรากฐานการผลิตของสังคมอย่างเกษตรกรและประชาชนธรรมดา รวมถึงการสร้างทางเลือกเชิงนโยบายในการแก้ปัญหาของประเทศ การพัฒนานวัตกรรมในการผลิตสินค้าเชิงพาณิชย์
งานวิจัยที่ได้รับรางวัลในปีนี้ หลายโครงการสะท้อนการแก้ปัญหาของประเทศในหลายระดับ ตั้งแต่การพัฒนาเด็กที่หันกลับมาให้ความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นอันเป็นภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งของชุมชนแบบมีส่วนร่วมของบวรหรือบ้าน วัด โรงเรียน นำไปสู่ผลลัพธ์คือเด็กมีความสุขในการเรียน นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนโครงการวิจัยที่เป็นการทำงานร่วมกันของนักวิชาการไทยและกัมพูชา ตลอดจนความร่วมมือกับญี่ปุ่นด้านสารสนเทศภูมิศาสตร์และโบราณคดี การใช้ประโยชน์เรื่องการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเยาวชนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อสร้างมิตรไมตรีอันดีต่อกัน
ในส่วนของการพัฒนากลุ่มอาชีพฐานรากของประเทศ ประกอบด้วยการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ที่พัฒนาทั้งความเข้มแข็งในตัวเกษตรกรรุ่นใหม่ที่สามารถวางแผนการผลิต การตลาดได้ จะได้ไม่เป็นเกษตรกรยากจนอีกต่อไป ผลจากการดำเนินงานในโครงการนำร่องต่าง ๆ ขยายผลไปสู่การปรับเชิงนโยบายที่เอื้อต่อการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ให้สามารถเป็นผู้ประกอบการได้ รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมการผลิตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า การให้ความสนใจกับเรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งในระดับนโยบาย และระดับปฏิบัติการ เป็นต้น ขณะเดียวกัน สกว. ก็มุ่งสร้างสรรค์ความรู้ทางวิชาการให้ทัดเทียมนานาชาติ ดังจะเห็นได้จากคุณภาพงานวิจัยซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากลมีการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติที่มีผลกระทบระดับสูงเป็นจำนวนมาก อีกทั้งงานวิจัยเชิงวิชาการที่สั่งสมความรู้จากทีมนักวิจัยซึ่งได้พัฒนาไปเป็นนวัตกรรมที่พร้อมขยายผลเชิงพาณิชย์กับภาคเอกชนอีกด้วย
“การทำงานและการสนับสนุนของ สกว. เพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอที่จะทำให้ผลงานวิจัยก่อเกิดประโยชน์และคุณค่าต่อการพัฒนาประเทศได้ หากแต่ต้องประกอบกับนักวิจัยทุกท่านที่ได้ทุ่มเทความสามารถและกำลังกายใจในการวิจัย ผลักดัน และเชื่อมโยงให้ผลงานวิจัยเหล่านี้ไปสู่ผู้ใช้กลุ่มต่าง ๆ ดังที่ปรากฏ” ประธานกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัยกล่าว
ด้าน รศ. ดร.จันทร์จรัส เรี่ยวเดชะ รองผู้อำนวยการ สกว. ด้านการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ กล่าวว่า สกว. ได้ทำการคัดเลือกผลงานวิจัยเด่นประจำปี 2556 เพื่อเป็นตัวอย่างในการสร้างผลงานที่มีคุณค่าแก่สังคมไทยและพัฒนาไปสู่สังคมอุดมปัญญาโดยมีผลงานที่ได้รับการคัดเลือกรวมทั้งสิ้น 16 โครงการ ใน 3 กลุ่มงาน คือ (1) กลุ่มงานวิจัยและพัฒนา จำนวน 5 ผลงาน ได้แก่ 1. การติดตามกระแสการกำหนดมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่อากรศุลกากร สำหรับสินค้าไทยส่งออกไปต่างประเทศ โดย รศ. ดร.นิรมล สุธรรมกิจ และคณะ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2. การพัฒนากรอบการดำเนินงานและฐานข้อมูลเพื่อรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวคิดการประเมินวงจรชีวิต โดย รศ. ดร.พจพจน์ เปี่ยมสมบูรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3. การศึกษาความเชื่อมโยงของวัฒนธรรมท้องถิ่นสมัยอดีตถึงปัจจุบัน เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลวัฒนธรรมและอารยธรรมโบราณในพื้นที่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงและคาบสมุทรมลายา ระยะที่ 2 โดย พ.อ. รศ. ดร.สุรัตน์ เลิศล้ำ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า 4. เครือข่ายกลุ่มธุรกิจเชิงคุณค่าสามพราน โดย คุณอรุษ นวราช 5. การวิจัยและพัฒนายางล้อตันรถฟอร์คลิฟท์ประหยัดพลังงาน โดย ผศ. ดร.กฤษฎา สุชีวะ มหาวิทยาลัยมหิดล
(2) กลุ่มงานวิจัยเชิงวิชาการและมนุษยศาสตร์ จำนวน 6 ผลงาน ได้แก่ 1. การศึกษาฤทธิ์ของ cyclin D1-CDK4 ในขบวนการตอบสนองหลังจากเกิดการทำลายของ DNA โดย ดร.ศิวนนท์ จิรวัฒโนทัย มหาวิทยาลัยมหิดล 2. การพัฒนาหน่วยแยกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไฮโดรเจนซัลไฟด์ออกจากก๊าซชีวภาพหรือก๊าซธรรมชาติ โดยใช้กระบวนการเมมเบรนคอนแทคเตอร์ โดย ศ. ดร.รัตนา จิระรัตนานนท์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 3. การศึกษาคุณลักษณะและความสัมพันธ์ของฮอร์โมนที่ควบคุมการหลั่งกับฮอร์โมนที่กระตุ้นต่อมสืบพันธุ์ของกุ้งและปูกับการประยุกต์ใช้ในระบบเพาะเลี้ยง โดย ศ. ดร.ประเสริฐ โศภณ มหาวิทยาลัยมหิดล 4. การผลิตแอนติบอดีสำหรับรักษาโรคติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีและการสร้างฟาจไลบราลีที่ดิสเพลย์มินิบอดีหรือนาโนบอดี โดย ศ. ดร.วันเพ็ญ ชัยคำภา มหาวิทยาลัยมหิดล 5. ความหลากหลายทางโครงสร้าง การเปลี่ยนเฟสทางโครงสร้างเชิงพลวัตและสมบัติทางแม่เหล็กของโครงข่ายผสมระหว่างโมเลกุลอนินทรีย์และโมเลกุลอินทรีย์ โดย ดร.เจ้าทรัพย์ บุญมาก และ ศ. ดร.สุจิตรา ยังมี 6. คาร์บอนนาโนทูปสำหรับการตรวจวัดทางเคมีไฟฟ้าและเทคนิคเชิงแสง โดย น.ส.วิลาสินี จุ้งลก และ รศ. ดร.วีระศักดิ์ สุระเรืองชัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
(3) กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาท้องถิ่นและพื้นที่ จำนวน 5 ผลงาน ได้แก่ 1. การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาศักกยภาพการผลิตข้าวโพดแบบครบวงจรในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก โดย นางสุวรรณา เมืองพระฝาง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาบัว 2. การศึกษาและพัฒนาระบบการจัดการธุรกิจเกษตร: มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์กับเครือข่ายเกษตรกรองค์กรท้องถิ่นจังหวัดอุตรดิตถ์และภาคี โดย ผศ. ดร.เรืองเดช วงศ์หล้า มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ 3. การสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ โดย ดร.วีระชัย นาควิบูลย์วงศ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. 4. การศึกษารูปแบบการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาเด็กและเยาวชนโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของโรงเรียนและชุมชน นายสองศรี แสงศรี 5. โครงการอ่าวปัตตานี ด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูอ่าวปัตตานี โดย น.ส.สุวิมล พิริยธนาลัย



