
ชวนชิม : เริงรสไทยใน 'ชิงช้าชาลี'
31 ส.ค. 2557
ชวนชิม : เริงรสไทยใน 'ชิงช้าชาลี'
"ชิงช้าชาลี" เป็นไม้เลื้อยยืนต้น ส่วนใหญ่จะเห็นลำต้นพาดหรือพันอยู่กับต้นไม้ กำแพงและเสาต่างๆ เป็นไม้เนื้ออ่อนแต่เหนียวมากใช้แทนเชือกได้...ใช่ว่ากำลังเล่าเรื่องเกษตรให้ฟัง หากชื่อนี้มีความหมายโยงไปถึงร้านอาหารที่กำลังเปิดบริการรสชาติอย่างไทย แต่เดิมรู้จักกันดีในหมู่นักชิมชื่อ "กิ่งกัลปพฤกษ์" พอเวลาเปลี่ยนเจ้าของซึ่งคุ้นเคยดีในวงสังคมอย่าง "ปอ" ศีกัญญา ศักดิเดช ภาณุพันธ์ กับสามีหนุ่ม "กอล์ฟ" ณชนก รัตนทารส เลยเปลี่ยนอารมณ์ด้วยการยกเครื่องทั้งชื่อและบรรยากาศใหม่ให้ดูสดใส สบายตาขึ้น แต่ที่ยังคงหนักแน่นไม่เปลี่ยนนั่นคือรสชาติไทยตำรับชาววังที่ขาประจำขาจรติดอกติดใจจนยอมเป็นแฟนคลับมาเกือบ 10 ปี
ที่สำคัญเขาตั้งใจเพิ่มความเอ็กซ์คลูซีฟทั้งหน้าตาและรสชาติอาหาร นอกจากนี้บางอย่างที่หารับประทานยากแล้วทุกวันนี้ แต่มาชิงช้าชาลีมีให้ชิมแน่นอน อย่างของกินเล่น "ขนมถ้วยจีน (จื่อ ก้วย)" ส่วนใหญ่จะกินแต่ละทีต้องถ่อไปถึงเยาวราชโน่น พอมาอยู่ที่นี่ก็ต้องไฮโซนอกจากแป้งนึ่งขาวๆ ราดน้ำจิ้มออกเปรี้ยวอมหวาน ยังเพิ่มรสชาติด้วยไชโป้ผัดหมูสับเค็มปะแล่มๆ ก่อนจะโรยหน้าด้วยเนื้อปูชิ้นใหญ่ตรงนี้แหละที่บอกว่าไฮโซ หรือ "ก๋วยเตี๋ยวผัดเนื้อเส้น" ถึงจะพอมีบ้างตามร้านทั่วไปแต่การผัดตามตำรับแท้ๆ ก็ต้องที่นี่ รวมถึงอาหารตามเทศกาลอย่าง "ขนมจีนน้ำยาปูใต้" ก็เอาสูตรต้นตำรับมาปรุงกันอย่างไม่ผิดสักกระเบียด
สำหรับอาหารขึ้นชื่อตั้งแต่เปิดร้านใหม่ๆ จวบจนเดี๋ยวนี้ก็ไม่เคยโละจากเมนู เพราะลูกค้าเรียกร้องสั่งกันจนขึ้นท็อปชาร์ทขายดีตลอดกาลก็อย่าง "โรตีแกงเนื้อ" เด็ดตรงที่เขาเลือกใช้เนื้อสันนอกมาปรุงกับเครื่องแกงเขียวหวานตำเอง เพิ่มความหวานมันด้วยกะทิคั้นสด ทำให้เนื้อนุ่มและหอมรัญจวนใจ ตัวน้ำแกงกลมกล่อม ไม่เผ็ด แถมข้นกำลังดี และแอบเพิ่มความจี๊ดจ๊าดเล็กๆ สำหรับใครที่กลัวเลี่ยนด้วยพริกขี้หนูสวนโรยหน้า พอมากินเข้าคู่กับโรตีที่ทอดแบบกรอบนอกนุ่มในไร้ความมันเข้ากั๊นเข้ากัน อ้อ...ใครไม่ทานเนื้อก็มีหมูด้วยนะ
ลืมต้มข่าไก่สักพักแล้วมาทำความรู้จัก "ต้มข่าปลาสลิด" ชูรสให้แปลกใหม่ด้วยใบมะขามอ่อนทำให้น้ำต้มขามีความหวานอมเปรี้ยว ทานกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยดี พอๆ กับใครคิดถึง "ยำกุ้งฟู" ต้องไม่พลาดด้วยประการทั้งปวง เนื้อกุ้งสับทอดจนฟูคลุกเคล้าน้ำยำรสเปรี้ยวหวานกำลังทาน และเพิ่มความพิเศษตรงที่โรยหน้าด้วยกุ้งแห้งแล้วเคียงมากับกุ้งแม่น้ำเนื้อแน่นทอด จะเป็นกับข้าวก็ดี กับแกล้มก็เลิศ
ถามหาความอร่อยสไตล์ตะวันตกชิงช้าชาลีก็ใจกว้างมีไว้เป็นทางเลือกเหมือนกัน ที่เด่นๆ ต้องนี่เลย "เป็ดอบเชอร์รี่ซอสไวน์แดง" สะดุดลิ้นแน่นอนกับตัวซอสสีแดงๆ ที่ราดมา ใครจะคิดว่าเขาจะเอาเชอรี่มาทำเป็นซอสได้อย่างแนบเนียน รสชาติเปรี้ยวอมหวาน และยิ่งราดลงบนเนื้อเป็ดที่ย่างแบบเนื้อนุ่มเป็นสีชมพูหนังกรอบ แกล้มสลัดผักและมันบดแก้เลี่ยนลงตัวสุดๆ ขณะที่ "สปาเกตตีกุ้งซอสไวน์ขาว" ก็ไม่น้อยหน้า ตัวซอสน่าสนใจตรงที่ใส่พริกขี้หนูทอดและสดผสมไปด้วย ผัดให้มีกลิ่นไวน์ขาวโชยออกมาเย้ายวนดี แล้วโรยหน้าด้วยพาเมซานชีสละมุนลิ้น ส่วนของหวานแม้จะไม่เน้นแต่ก็มีตัวเด่นๆ ที่ใครๆ ก็พูดถึงโดยเฉพาะ "ไอศกรีมทรงเครื่อง" ที่เสิร์ฟมากับเครื่องโรยหน้าในหลอดแก้วจัดวางสวยงามมี ถั่วลิสง ถั่วแดง เชอรี่เชื่อม และนมสด นั่งละเลียดหลังอาหารชื่นใจดีนักแล
ร้านนี้ให้อารมณ์นั่งทานข้าวกับครอบครัว เพื่อนฝูง หรือคนรู้ใจ จัดที่นั่งห่างๆ ไม่แออัดจนชวนอึดอัด พื้นที่โอโถงรับลูกค้าได้ราว 150 ที่นั่ง หิวเมื่อไหร่ก็แวะไปได้ สะดวกสบายเพราะอยู่ชั้น จี ห้างสยามพารากอน ร้านปิดเปิดตามเวลาห้าง ถ้าเป็นชอบอาหารไทยล่ะก็ชิงช้าชาลีใช่เลย...



