
'บ้านสวย เมืองงาม'ที่'เวนิส'(1)
30 ส.ค. 2557
'บ้านสวย เมืองงาม'ที่ 'เวนิส'(1) : คอลัมน์ ตึกแถวอพาร์ตเมนต์ไม่บาน โดย... อาจารย์เชี่ยว
สวัสดีครับแฟนๆ ชาว “คนรักบ้าน” ในสัปดาห์นี้ผมจะพาแฟนๆ ไปเที่ยวดูอาคารบ้านเรือนของชาว “เวเนเซีย” (Venezia) ซึ่งเป็นภาษา “อิตาลี” และคนทั่วไปมักจะติดปากเรียกว่า “เวนิส” (Venice) เป็นภาษา“อังกฤษ” สำหรับผมแล้วที่นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สุด “คลาสสิค” ของกระบวนการก่อสร้าง “บ้านสวย เมืองงาม” จนได้รับการประกาศให้เป็น “มรดกโลก” ที่มีชื่อเสียงขจรขจายเป็นที่รู้จักกันทั่วไปบนโลกสีน้ำเงินเล็กๆ ใบนี้ครับ
อาคารบ้านเรือนของชาว “เวนิส” นั้น มีทำเลที่ตั้งอยู่บริเวณทะเลสาบ “เวนิเทีย” ปากอ่าวทะเล “อาเดรียติก” ปลูกสร้างบนเกาะน้อยใหญ่กว่า 30 เกาะ โดยมีพื้นที่รวมกันเพียง 5 ตารางกิโลเมตร มีประชากรอาศัยอยู่ราว 272,000 คน แต่ที่น่าทึ่งคือมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนกว่า 25 ล้านคนต่อปี มีลักษณะบางประการที่แตกต่างและมีลักษณะบางประการที่คล้ายคลึงกับอาคารบ้านเรือนของ “คนรักบ้าน” ชาวไทยในอดีต เพราะตั้งอยู่ริมน้ำคล้ายกัน แต่ไม่ประสบกับปัญหาการจราจรรถติดขัดแบบบ้านเราในปัจจุบันครับ เนื่องจากผู้คนที่อยู่อาศัยที่นั่นไม่ใช้รถครับ แต่ใช้เรือเป็นพาหนะ จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “เมืองแห่งสายน้ำ” (City of Water)
เรือที่ชาว “เวนิส” ใช้สามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภทตามกาลเทศะของการใช้งาน เช่น เรือประเภท “วาปอเร็ตโต” (Vaporetto) ซึ่งเป็นเรือโดยสารทำหน้าที่เหมือนรถเมล์หรือรถสองแถวประจำทางจอดตามป้าย คนส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้เรือ เพราะที่ “เวนิส” ไม่มีถนนหนทางสำหรับรถยนต์ มีแต่โครงข่ายการขนส่งและจราจรทางน้ำ โดยใช้เรือเป็นพาหนะที่ใช้ในการสัญจรไปมาตามคูคลองที่สลับซับซ้อน โดยมีสะพานน้อยใหญ่กว่า 400 สะพานเชื่อมโยงกันเป็นใยแมงมุม ทำให้ “บ้านสวย เมืองงาม” ของ “เวนิส” คงความเป็น “เอกลักษณ์” มายาวนานกว่า 800 ปี จวบจนทุกวันนี้แทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงสภาพทางกายภาพอะไรมากนัก
ส่วนเรืออีกประเภทที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกคือ เรือ “กอนโดลา” (Gondola) ซึ่งหากดูแบบผิวเผินก็จะคล้ายกับ “เรือแจว” บ้านเรา ว่ากันว่าในอดีตที่ “เวนิส” เคยมีเรือประเภทนี้นับหมื่นลำ (แต่ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 1,000 ลำ) และเรือ “กอนโดลา” นี่แหละครับ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของ “เวนิส” เพราะ “เรือแจว” ในลักษณะนี้มีที่นี่ที่เดียวในโลก นอกจากมีลักษณะเฉพาะในรูปลักษณ์ของตัวเรือ ซึ่งนิยมทาลำตัวเรือเป็นสีดำเข้มมันวาวแล้วยังมีลักษณะเฉพาะในการพายและการแต่งตัวของ “ชาวเรือ” ที่มักจะสวมเสื้อยืดลายแถบดำขาวหรือแถบสีแดงพาดขวางลำตัว ทั้งยังสวมหมวกฟางคาดริบบิ้นสีแดงหรือดำ รวมทั้งมีการร้องเพลงขับกล่อมให้ผู้โดยสารฟังเพลินๆ จำเริญใจ เป็นลำนำเพลงรักซึ้งๆ เช่น เพลง “Santa Lucia” และเพลง “Come Back to Sorrento” เป็นต้น ที่ในปัจจุบันกลายเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของเมืองนี้ครับ
จากการที่ผมได้เดินท่องไปเยี่ยมชม “บ้านสวย เมืองงาม” ที่ “เวนิส” อยู่หลายวัน ก็พบความเหมือนในความต่างกับบ้านเรา จะว่าไปแล้วในอดีต หลายชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานในที่ราบลุ่มภาคกลางของบ้านเราก็คล้ายคลึงกับ “เวนิส” ครับ เพราะชนชาว “สยาม” ดั้งเดิมก็เป็น “ชาวน้ำ” สร้างบ้านเรือนอยู่ริมน้ำ อาศัยเรือเป็นพาหนะ ถึงขนาดถูกขนานนามจากนักเดินเรือชาวต่างชาติว่าเป็น “Venice of the East” ถ้าแปลเป็นไทยหมายถึง “เวนิสแห่งดินแดนตะวันออก”
แต่เป็นที่น่าเสียดายที่นโยบายในการพัฒนาบ้านเมืองของเราตั้งแต่ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของชาติ” ฉบับที่ 1 เมื่อกว่า 50 ปีล่วงแล้ว ตั้งแต่ครั้ง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นการพัฒนาที่มุ่งมั่นสู่ความทันสมัยโดยทำลาย “ของดีที่มีอยู่”แบบขุดรากถอนโคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครือข่ายคูคลองที่สลับซับซ้อนและมีประสิทธิภาพในการระบายน้ำและการขนส่ง ตลอดไปจนถึงการให้บริการต่างๆ ซึ่งต่อมาบรรดาคูคลองเหล่านี้ถูกถมทำลายแทนที่ด้วยท่อระบายน้ำ เพื่อใช้เป็นถนนหนทางแทน ทำให้เสน่ห์ของความเป็น “เมืองน้ำ” ของ “สยาม” ประเทศถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ครับ
จากการที่ผมได้มาเยี่ยมเยือน “บ้านสวย เมืองงาม” ที่ “เวนิส” ผมตั้งคำถามขึ้นมาในใจว่าทำไมชาว “เวเนเซีย” จึงสามารถอนุรักษ์สืบสานและพัฒนาบ้านเมืองให้คงสภาพได้ดีเยี่ยมเช่นนี้ ทั้งยังสามารถรักษา “ของดีมีอยู่” จนเกิดเป็นรูปแบบเฉพาะตัวทาง “ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย” และ “วิถีชีวิตร่วมสมัย” สามารถอนุรักษ์สืบสานและพัฒนาสืบต่อกันมาได้อย่างเหนียวแน่นและยาวนานกว่า 8 ศตวรรษ ที่น่าทึ่งคือ “เวนิส” สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์ในยุคต่างๆ นับตั้งแต่ ยุคกลาง, ยุคไบเซนไทน์,ยุคโกธิค,ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ หรือ ยุคเรอเนซองส์, ยุคบารอค , ยุครอคโคโค, ยุคโมร์เดิร์น ไปจนถึงยุคอินเตอร์เน็ท ที่ทั้งโลกถูกเรียงร้อยด้วยระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม แต่ไม่ว่าสภาพสังคม,เศรษฐกิจ และการเมืองของโลกจะแปรเปลี่ยนไปอย่างไร “เวนิส” ก็ยังคงเป็น “เวนิส” ที่ “ร่วมสมัย” และ “ทันสมัย” อยู่เหมือนเดิม ทั้งยังมั่งคั่ง ร่ำรวย ด้วยกิจการการค้าขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจริญเติบโตทางด้านอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว เพราะ “เวนิส” เป็น “เมืองในฝัน” ของใครต่อใครหลายคนบนโลกใบนี้ที่ต้องมาเยี่ยมเยือนสักครั้งในชีวิต
จะว่าไปแล้วเรื่องราวเกี่ยวกับ “บ้านสวย เมืองงาม” ของ “เวนิส” ที่น่าประทับใจและน่านำมาปรับประยุกต์ใช้กับบ้านเรายังมีสาระน่ารู้อีกมากไว้พบกันอีกตอนในสองสัปดาห์หน้าครับ
.......................................
(หมายเหตุ 'บ้านสวย เมืองงาม'ที่ 'เวนิส'(1) : คอลัมน์ ตึกแถวอพาร์ตเมนต์ไม่บาน โดย... อาจารย์เชี่ยว)



