ไลฟ์สไตล์

คลินิคคนรักบ้าน:'ตึกระฟ้า'

คลินิคคนรักบ้าน:'ตึกระฟ้า'

30 ส.ค. 2557

'ตึกระฟ้า' : คอลัมน์ คลินิกคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล

 
          ในช่วง 3-4  ปี  ที่ผ่านมา ผมได้รับการทาบทามให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการออกแบบอาคารประเภท “ตึกระฟ้า” ที่จะสร้างในบ้านเรา คำว่า “ตึกระฟ้า” ของผมอาจจะไม่ใช่ตึกที่สูงที่สุดในโลก แต่ต้องมีขนาดความสูง 90-120  ชั้น ซึ่งถ้าฟังอย่างผิวเผินก็อาจจะเป็นไปได้ยาก แต่หลังจากที่ผ่านกระบวนการศึกษาอย่างจริงจังถึงความเป็นไปได้ ก็มั่นใจว่าไม่ช้าหรือเร็ว “กรุงเทพฯ” มหานครหลักแห่งหนึ่งของโลกคงจะไม่สามารถหลบลี้หนีพ้นกับการมี “ตึกระฟ้า” เฉกเช่นมหานครอื่นๆ 
 
          จากผลการศึกษาของผมบรรดาประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน ก็มีแผนการที่จะสร้าง “ตึกระฟ้า” เพราะนอกจากจะเป็นหน้าเป็นตาของประเทศแล้ว ยังเป็นการประกาศให้สังคมโลกได้รับรู้ว่าประเทศของเรามีความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีขั้นสูงสุดการก่อสร้างทั้งทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม เพราะเมื่อพูดถึงตึกสูงนับ 100  ชั้น ระบบอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในอาคาร โดยเฉพาะทางด้านวิศวกรรมในแขนงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็ยิ่งจะทวีความซับซ้อนอีกหลายเท่าทวีคูณ เช่น ระบบโครงสร้าง ต้องออกแบบให้สามารถสู้กับแผ่นดินไหว, ภัยพิบัติธรรมชาติอื่นๆ สามารถรับแรงลมที่จะมาปะทะกับ “ตึกระฟ้า” และภัยพิบัติที่อาจเกิดจากน้ำมือมนุษย์ เช่น การก่อวินาศกรรม  
 
          นี่ยังไม่นับรวมถึงระบบที่ซับซ้อนของวิศวกรรมไฟฟ้า, วิศวกรรมสุขาภิบาลตลอดจนวิศวกรรมที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม และการประหยัดพลังงาน  ยังมีอีกหลายศาสตร์ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง  ยังไม่นับรวมถึงการออกแบบรูปลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่จำเป็นต้องสะท้อนถึงเอกลักษณ์ความเป็น “ไทยที่ร่วมสมัย” เพราะจำเป็นต้องอวดสายตาต่อชาวโลก เป็น “Land  Mark” สำคัญที่คนทั้งโลกสามารถจดจำ ก็คล้ายๆ กับตึก “เปโตรนาสทาวเวอร์” ซึ่งเป็น “ตึกระฟ้า” ที่ “มาเลเซีย” ณ “กรุงกัวลาลัมเปอร์” ปัจจุบันก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
 
          เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทำให้ผมเชื่อว่าอีกไม่นานเกินรอก็จะมี “ตึกระฟ้า”เกิดขึ้นอีกหลายโครงการใน “กรุงเทพฯ” ก็เพราะความแออัดยัดเยียด เนื่องจากมีพื้นที่จำกัด เมื่อไม่สามารถแผ่ออกไปในแนวราบได้ ก็จำเป็นต้องขึ้นในแนวดิ่ง และประกอบกับในปัจจุบันเทคโนโลยีการก่อสร้างได้ก้าวไปไกลมากแล้ว โดยเฉพาะการก่อสร้างใน “ระบบสำเร็จรูป”  (Pre-Fabrication)  ยิ่งทำให้การก่อสร้าง “ตึกระฟ้า” มีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น  
 
          ประกอบกับอีก  2  ปีข้างหน้า จะเข้าสู่ยุคการเปิด “เสรีอาเซียน”อย่างเต็มรูป และ “กรุงเทพฯ” ถูกกำหนดบทบาทให้เป็น “ฮับ” ในด้านการเดินทางที่เป็นศูนย์กลางที่จะกระจายผู้คนและสินค้า ตลอดจนการให้บริการไปในภูมิภาคต่างๆ ตลอดจนบรรดาประเทศเพื่อนบ้านใน “อาเซียน” ก็ยิ่งทำให้ความเป็นไปได้เกี่ยวกับการก่อสร้าง “ตึกระฟ้า” มีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น
 
          จะว่าไปแล้วการออกแบบ “ตึกระฟ้า” ก็เป็นความฝันหนึ่งของสถาปนิกอย่างผมที่จะฝากแนวคิดและผลงานเอาไว้ให้คนรุ่นหลังๆ ได้เรียนรู้และต่อยอด เมืองไทยของเราในอดีตก็ไม่ใช่ว่าไม่มี “ตึกระฟ้า” ครับ อาคาร “ใบหยกทาวเวอร์” ตั้งอยู่ในย่านประตูน้ำ บริเวณห้างสรรพสินค้า “อินทรา” ก็เป็นตึกที่มีความสูง 88 ชั้น มีความสูง 304 เมตร สร้างแล้วเสร็จมาเกือบ 30 กว่าปีแล้วครับ และไม่นานคงจะมี “ตึกระฟ้า” อีกแห่งหนึ่งบริเวณถนนนราธิวาสราชนครินทร์ คือ “มหานครทาวเวอร์”   มีความสูง 314 เมตร จำนวน 77 ชั้น อยู่ระหว่างการก่อสร้าง   
 
          ผมเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้น่าจะเป็นการเปิดศักราชของการสร้าง “ตึกระฟ้า” ในบ้านเรา ก็เตรียมตัวศึกษาเอาไว้แต่เนิ่นๆ เพราะไม่ช้าหรือเร็วก็มาแน่ ในฐานะนักวิชาการและอาจารย์สอนวิชาออกแบบสถาปัตยกรรมศาสตร์ ในมหาวิทยาลัย ผมมองว่านี่เป็นการก้าวหน้าทางวิทยาการที่สำคัญ อย่างน้อยนักศึกษาก็ได้มีการเรียนรู้วิทยาการใหม่ๆ ครับ 
 
          เอาไว้ตอนต่อไปผมจะมาเล่าเรื่อง “ตึกระฟ้า”  แบบลงรายละเอียดให้ท่านผู้อ่านได้ฟังกัน อันเป็นผลมาจากการทำงานต่อเนื่องมาเกือบ 4 ปี ในการศึกษาความเป็นไปได้ ในการออกแบบและก่อสร้างในบ้านเราครับ เป็นเสมือนการมองข้ามไปในอนาคตอีก 5-10  ปีข้างหน้า เพราะ  “ตึกระฟ้า” แต่ละหลัง กว่าจะทำการศึกษาความเป็นไปได้ หาที่ตั้งที่เหมาะสม หาจุดคุ้มทุน รวมทั้งออกแบบทางด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมที่สลับซับซ้อน ตลอดจนการลงมือการก่อสร้างก็ต้องใช้เวลา  8-10  ปี  คิดวันนี้ก็อีก  8-10 ปีครับกว่าจะเสร็จ ซึ่งความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ  “ตึกระฟ้า” ก็น่าจะเป็นประโยชน์ เพราะผมมั่นใจว่าอย่างไรเสียกระแสก็มาแน่ครับ
 
.......................................
(หมายเหตุ 'ตึกระฟ้า' : คอลัมน์ คลินิกคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล)