ไลฟ์สไตล์

พิศวง!ปมอีโบลา...ตั้งงบ3พันล้าน

พิศวง!ปมอีโบลา...ตั้งงบ3พันล้าน

23 ส.ค. 2557

พิศวง!ปมอีโบลา...ตั้งงบ 3 พันล้าน : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

               วันที่ 20 สิงหาคม ข่าวหนุ่มพม่าสงสัยติดอีโบลาเดินทางผ่านไทย สร้างความตื่นเต้นพอสมควร สาวกโซเชียลมีเดียแชร์ข่าวนี้ออกไปทั่วประเทศ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รีบออกมาอธิบายว่า หนุ่มพม่าวัย 22 ปี ขึ้นเครื่องบินมาจากกินีแล้วป่วยไข้สูงหมดแรง จนน่าสงสัยว่าจะติดอีโบลาคนแรกในเอเชียนั้น ไม่ได้ผ่านเข้ามาในไทย แต่ผ่านแค่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อขึ้นเครื่องบินต่อไปพม่าเท่านั้น

                ผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง ช่วยเย็นวันที่ 21 สิงหาคม มีข่าวสั้นจากสำนักข่าวชื่อดังหลายแห่งว่า "พบผู้ป่วยอีโบลาคนแรกในไทย" แล้ว สธ.จะแถลง 18.00 น. ข้อความเหล่านี้ถูกส่งต่ออย่างรวดเร็ว สร้างความหวาดผวาไปทั่ว...

                กระทั่ง นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ออกมายืนยันว่า ไม่มีผู้ติดเชื้ออีโบลาในประเทศไทยตามที่เป็นข่าวที่แพร่กระจายในสังคมออนไลน์ มีเพียงนักเดินทางที่กลับจากประเทศไลบีเรีย ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ของประเทศที่มีการระบาดของเชื้อตัวนี้ แล้วมีอาการไม่สบายเท่านั้น ต้องรอผลตรวจว่าเป็นโรคอะไรเท่านั้น

                หากพบผู้ป่วยน่าสงสัยจริง นักวิทยาศาสตร์ของไทยจะใช้เวลาแค่ไหน เพื่อจะยืนยันผล ?

                ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา คณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ อธิบายว่า ขณะนี้ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ หรือห้องแล็บของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ พร้อมแล้วที่จะรับมือกับการตรวจหาเชื้อร้ายตัวนี้ เพราะสามารถคิดค้นสังเคราะห์น้ำยาตรวจหาเชื้อได้เอง ไม่ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ เพียงแต่ต้องใช้ 3 ขั้นตอนเพื่อยืนยันผลให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์
 
                "ขั้นแรกแบบเร่งรัด โดยเอาเลือดที่น่าสงสัยมาตรวจเชื้ออีโบลา จะบอกแค่ว่ามีผลบวก หรือผลลบ ถ้าเป็นผลบวกแสดงว่าน่ากลัว ขั้นนี้ใช้เวลา 5 ชั่วโมงรู้ผล แต่จะยังไม่ประกาศออกไป เพราะระหว่างนั้นจะมีการตรวจขั้นที่ 2 ควบคู่ไปพร้อมกัน คือใช้น้ำยา 5 ชุด มาตรวจแยกเรียงสารพันธุกรรมของเซลล์ที่ได้มา ว่ามีลักษณะคลายเชื้อไวรัสอีโบลาหรือไม่ ขั้นนี้ใช้เวลา 24 ชั่วโมง และถ้าผลยืนยันว่าเป็นไวรัสอีโบลา จะมีการตรวจซ้ำเป็นขั้นตอนสุดท้าย ใช้เวลาอีก 12 ชั่วโมง จากนั้น ถึงจะประกาศผลที่ยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ได้"

                ผู้เชี่ยวชาญขั้นต้นอธิบายว่า การตรวจเชื้อร้ายแบบนี้ วิธีปลอดภัยที่สุดคือ เมื่อได้เลือดหรือสารคัดหลั่งจากคนไข้มา ต้องจัดการฆ่าไวรัสให้ตายทั้งหมดก่อน แล้วค่อยมาหาสารพันธุกรรมว่ามีอะไรตรงกับไวรัสตัวไหน ขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญกำลังจัดทำขั้นตอนและวิธีการนำเลือดหรือสารคัดหลั่งจากผู้ป่วยส่งให้จุฬาฯ ว่าต้องทำอย่างไรถึงปลอดภัย

                "การตรวจผู้ป่วยนั้น ไม่ใช่ว่าแค่ไม่สบายแล้วนำเลือดไปตรวจบอกไม่พบแล้วจบ เพราะเชื้ออีโบลานั้นบางครั้งถ้าติดมาช่วง 3-4 วันแรก จะตรวจไม่พบ เพราะเชื้อยังน้อยอยู่ ดังนั้นต้องตรวจครั้งที่สองเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก เชื้อนี้ส่วนใหญ่จะออกอาการภายใน 20 วัน หากอาการของผู้ป่วยรุนแรงขึ้น เชื้อโรคจะยิ่งตรวจวินิจฉัยได้ง่ายขึ้น เหมือนเคสที่จันทบุรี ตอนแรกสงสัยก็ส่งมาตรวจที่นี่ เราตรวจหลายครั้งจนมั่นใจ จึงให้สธ.แถลงข่าวว่าเขาไม่ได้ติดอีโบลา"

                ทั้งนี้เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีการระดมผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสประชุมกันที่กระทรวงสาธารณสุข ถือเป็นการประชุมครั้งแรก ในชื่อ  "คณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ ครั้งที่ 1/2557"  ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะผู้เชี่ยวชาญโรคในมนุษย์เท่านั้น กรมปศุสัตว์ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าฯ ก็เข้าร่วมด้วย  ในที่ประชุมได้เสนอให้เตรียมงบประมาณอย่างน้อย 3 พันล้านบาท เพื่อรับมือโรคอีโบลา รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของประเทศ เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่อื่นๆ ในระยะกลางและระยะยาว ส่วนงบฉุกเฉินเร่งด่วนก่อนซึ่งตั้งวงเงินไว้กว่า 100 ล้านบาท นั้นจะใช้จัดหาอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ค่าตอบแทนความเสี่ยงภัย ค่าวัสดุต่างๆ

                หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญเรื่องไวรัสของเมืองไทย เล่าให้ฟังหลังจากประชุมเสร็จว่า แผนการรับมือที่เสนอมาของแต่ละกระทรวงยอดเยี่ยมมาก หากทำได้จริงจะรับมือไม่ให้อีโบลาระบาดในเมืองไทยได้อย่างแน่นอน แต่คำถามคือ แผนนี้เป็นเพียงตัวหนังสือและคำพูด จะเชื่อได้หรือไม่ว่าผู้ที่นำแผนไปปฏิบัติ จะทำได้ตามที่กำหนดไว้จริงๆ... ยิ่งไปกว่านั้นเชื้ออีโบลาเป็นเชื้อรุนแรงระดับ 4 แม้แต่องค์การอนามัยโลกยอมรับว่า ขณะนี้สถานการณ์ยังควบคุมการระบาดไม่ได้

                สอดคล้องกับความเห็นของ ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ที่ปรึกษาสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ซึ่งตั้งข้อสังเกตกับทีมข่าวคมชัดลึก ว่า เชื้ออีโบลาแตกต่างจากเชื้ออื่นๆ ตรงที่ ผู้ติดโรคนี้หรือเสียชีวิตเป็นบุคลากรทางการแพทย์สูงถึงร้อยละ 40 ทั้งที่กลุ่มนี้เป็นกลุ่มมีความรู้และต้องระมัดระวังตัวเองสูงสุดอยู่แล้ว

                "ผมรู้สึกแปลกใจมากเลยนะ พยายามเข้าไปค้นหาข้อมูลหรือคำสัมภาษณ์ของแพทย์ที่ติดเชื้อนี้ก่อนเสียชีวิตว่า เขาบันทึกอะไรไว้บ้าง แต่ไม่มีเลย น่าสงสัยมาก เพราะปกติจะมีการเขียนรายงานไว้เพื่อให้หมอหรือนักวิจัยคนอื่นๆ ได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาผิดพลาดไม่ป้องกันตรงไหน หรือว่าจริงๆ แสดงว่าการติดอาจไม่ใช่แค่สัมผัสเชื้อโดยตรง แต่อาจติดได้ด้วยวิธีอื่นด้วย อย่าประมาท เพราะฉะนั้นเราต้องระวังมากกว่าเชื้อโรคอื่นๆ ที่เคยพบเจอมาในอดีต แต่ไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป" ศ.นพ.อมร กล่าวเตือนทิ้งท้าย

                ล่าสุด ข้อมูลวันที่ 21 สิงหาคม มีผู้ติดเชื้ออีโบลา จาก 4 ประเทศ ได้แก่ ประเทศกินี ไลบีเรีย เซียร์ราลีโอน และไนจีเรีย รวมทั้งสิ้น 2,473 ราย โดยเสียชีวิต 1,350 ราย

.............

(หมายเหตุ : พิศวง!ปมอีโบลา...ตั้งงบ 3 พันล้าน  : ทีมข่าวรายงานพิเศษ)