ไลฟ์สไตล์

เลียบผืนป่าและสายน้ำสะแกกรัง

เลียบผืนป่าและสายน้ำสะแกกรัง

24 ส.ค. 2557

ชวนเที่ยว : เลียบผืนป่าและสายน้ำสะแกกรัง : เรื่อง / ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์

 
                         อุทัยธานี เมืองเล็กๆ ในภาคกลาง ที่ใครๆ รู้จักกันดีว่าเป็นเมืองวัดวาอารามที่สวยงาม วิจิตรตระการตา และยังขึ้นชื่อในเรื่องของป่าที่มีความหลากหลายของพืชพันธุ์และสัตว์ป่า คือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2534 ร่วมกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ป่าที่ สืบ นาคะเสถียร ปกป้องด้วยชีวิตของตัวเอง จึงมีการจัดงานรำลึกถึง สืบ นาคะเสถียร ในวันที่ 1 กันยายน เป็นประจำทุกปี   
 
                         จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เมืองอุทัยธานีเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของมนุษย์มายาวนานถึง 3,000 ปีแล้ว จากหลักฐานที่ค้นพบทั้งโครงกระดูก เครื่องใช้ไม้สอยในยุคก่อนประวัติศาสตร์ และภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์บนหน้าผา เขาปลาร้า 
 
                         ตามตำนานสมัยก่อนเล่าว่า ในสมัยกรุงสุโขทัยเจริญรุ่งเรืองนั้น ท้าวมหาพรหมได้เข้ามาสร้างเมืองที่บ้านอุทัยเก่า (อำเภอหนองฉางในปัจจุบัน) แล้วพาคนไทยเข้ามาอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านคนมอญและคนกะเหรี่ยง จึงเรียกว่า "เมืองอู่ไทย" ตามกลุ่มหรือที่อยู่ของคนไทยที่ตั้งบ้านเรือนอยู่อย่างหนาแน่น ต่อมากระแสน้ำเปลี่ยนทางเดินและเกิดกันดารน้ำ เมืองอู่ไทยจึงถูกทิ้งร้าง จนในที่สุด พะตะเบิดได้เข้ามาปรับปรุงเมืองอู่ไทย โดยขุดที่เก็บกักน้ำไว้ใกล้เมือง และพะตะเบิดได้เป็นผู้ปกครองเมืองอู่ไทยเป็นคนแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยา ก่อนที่ชื่อของอู่ไทย จะเพี้ยนเป็นอุไทย คาดว่าเพี้ยนไปตามสำเนียงชาวพื้นเมืองเดิม และได้ชื่อว่า "เมืองอุไทยธานี" ในสมัยพระเจ้าเอกาทศรถ (พศ.2148-2163) 
 
                         ชื่อของเมืองอุไทยธานี ยังมีหลักฐานปรากฏอยู่ที่ศาลาเรือนแพ หน้าวัดอุโปสถาราม หรือวัดโบสถ์มโนรมย์ ที่ชาวบ้านเรียกกันเพียงสั้นๆ ว่า วัดโบสถ์ 
 
                         แต่ทำไม ใครๆ ถึงเรียก สะแกกรัง ??
 
                         ว่ากันว่า เป็นเพราะสมัยก่อน เมืองอุไทยธานีอยู่บนที่ดอนและลึกเข้าไป ไม่มีแม่น้ำสายใหญ่และไม่สามารถติดต่อทางเรือได้ ดังนั้นชาวเมืองจึงต้องขนข้าวบรรทุกเกวียนมาลงที่แม่น้ำ จึงทำให้พ่อค้าพากันไปตั้งยุ้งฉางรับซื้อข้าวที่ริมแม่น้ำจนเป็นหมู่บ้านใหญ่ เรียกว่าหมู่บ้าน "สะแกกรัง" เนื่องจากเป็นพื้นที่มีป่าสะแกขึ้นเต็มริมน้ำและมีต้นสะแกใหญ่อยู่กลางหมู่บ้าน ส่วนชาวจีนก็เรียกเพี้ยนเป็น "ซิเกี๋ยกั้ง" 
 
                         บ้านสะแกกรังเลยกลายเป็นตลาดซื้อข้าวที่มีพ่อค้าคนจีนนิยมไปตั้งบ้านเรือนและยุ้งฉาง ต่อมาในระยะหลังได้มีเจ้านายและขุนนางมาตั้งบ้านเรือนอยู่ สายน้ำที่ไหลผ่านก็ได้ชื่อว่า แม่น้ำสะแกกรัง และทุกวันนี้ ความเจริญก็ยังอยู่ริมฝั่งน้ำ ทั้งตลาด ศาลากลาง วัดวาเก่าแก่ตั้งอยู่ริมน้ำ 
 
                         ตามสายน้ำสะแกกรังทุกวันนี้ ยังมี เรือนแพริมน้ำ เป็นชุมชนเรือนแพแห่งสุดท้ายในสยาม อยากสัมผัสใกล้ชิด ก็ต้องล่องเรือไปกับสายน้ำสะแกกรัง ช่วงเย็นๆ จะเห็นวิถีของการอยู่เรือนแพ ทั้งอาบน้ำ ซ่อมแหอวน เก็บพืชผักริมน้ำมายังชีพ แพบางหลังก็ปลูกต้นไม้บนแพในน้ำไว้ยังชีพ นอกเหนือจากผักสวนครัวเล็กๆ น้อยๆ รวมถึงไม้ดอกอย่างบานชื่น บานบุรี ยังมีพืชเศรษฐกิจที่นิยมปลูกเป็นแพคือต้นเตยหอม ที่ตัดใบส่งตลาด หรือไม่ก็ทำน้ำใบเตย เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน(แพ)ไปก็มี 
 
                         สุขกับชีวิตริมสายน้ำ แต่ใช่ว่าจะทั้งหมด เรือนแพเหล่านี้มีเลขที่บ้านทั้งนั้น แต่ไม่ใช่ใครจะไปอยู่ ไปสร้างแพแล้วมาลอยในน้ำไม่ได้ ทุกอย่างต้องขออนุญาต และทุกวันนี้ไม่มีการอนุญาตให้เพิ่มเติมอีก แต่แพหลังเดิมสามารถซื้อขาย เปลี่ยนเจ้าของได้ คนบนบกก็อยากไปลองอยู่ในเรือนแพ แต่คนเรือนแพ บางครั้งก็อยากไปใช้ชีวิตบนบก เราจึงได้เห็นภาพแพร้างอยู่หลายหลัง จากเดิมที่เคยมีแพอยู่ริมน้ำเรียงเป็นแถวยาวไกล วันนี้เหลืออยู่ไม่เกิน 200 หลัง เห็นเรือนแพเล็กๆ อย่างนี้ ค่าซ่อมแซมก็หนักหนาเอาเรื่อง เพราะต้องคอยเปลี่ยนไม้ไผ่ที่ผูกเป็นแพอยู่บ่อยๆ 
 
                         ริมฝั่งของสายน้ำสะแกกรัง วัดอุโปสถาราม หรือ วัดโบสถ์มโนรมย์ ตั้งโดดเด่นด้วยตัวโบสถ์และเจดีย์สีขาว เป็นสง่าอยู่ริมน้ำ ท่าน้ำของวัดยังมีเรือนแพเก่าแก่ที่สร้างเพื่อรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองอุทัยธานี และเป็นแพที่บอกไปตอนต้นว่ายังเขียนชื่อเมืองอุไทยธานี อยู่ 
 
                         ขึ้นจากท่าน้ำเป็นศาลาไม้หลังเล็กๆ สร้างเมื่อปี 2492 เลยขึ้นไป เป็นวิหารและอุโบสถของวัด มีเจดีย์เก่าแก่ 3 องค์ ผสมผสานศิลปะ 3 ยุค ได้แก่กรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์ ไม่ไกลกันเป็นมณฑปทรงแปดเหลี่ยมทรงยุโรป 2 ชั้น มีบันไดขึ้นชั้นบนที่อยู่ทางด้านนอก 2 ทาง ซุ้มหน้าตึกทำเป็นมุขยื่นออกมา เหนือกรอบหน้าต่างตกแต่งลวดลายด้วยปูนปั้น มณฑปนี้สร้างโดย หลวงพิทักษ์ภาษา เมื่อปี พ.ศ.2442 เพื่อถวายแด่พระสุนทรมุนี ซึ่งเคยเป็นเจ้าอาวาสวัดและเจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานีในช่วงรัชกาลที่ 5 แต่พระสุนทรมุนีได้มรณภาพลงเสียก่อนที่จะได้ใช้มณฑปแปดเหลี่ยมเป็นที่ทำศพและประดิษฐานอัฐิพร้อมสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ของท่าน
 
                         สิ่งที่โดดเด่นของวัดโบสถ์แห่งนี้ นอกจากความสวยงามของภายนอก บริเวณที่ร่มรื่น สะอาดตาแล้ว ภายในอุโบสถ และวิหารยังมีภาพจิตรกรรมฝาหนังทั้ง 4 ด้าน เป็นเรื่องราวพุทธประวัติ รวมถึงด้านหน้าของตัววิหาร ที่มีภาพจิตรกรรมฝาหนังที่สวยงาม จนอดชื่นชมอยู่เป็นนานสองนานไม่ได้  
 
                         อีกวัดหนึ่งที่อยู่กับท่าน้ำเก่าแก่ จนกลายมาเป็นชื่อของวัด ก็คือ วัดท่าซุง หรือวัดจันทราราม วัดนี้แรกเริ่มที่หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (พระมหาวีระ ถาวโร) หรือ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ได้มาบูรณะในปี พ.ศ 2511 นั้น วัดอยู่ในสภาพที่ชำรุดทรุดโทรมมาก และมีพื้นที่เพียง 6 ไร่เศษ ทั้งๆ ที่แต่เดิมเคยมีพื้นที่ครอบคลุมบริเวณริมแม่น้ำสะแกกรังถึงกว่า 370 ไร่ วิหารหลังเก่าที่รับมรดกมา หลังคาพังเหลือแต่ขื่อ อกไก่ ดั้ง ไม้คอสอง กำแพงวิหารแตกร้าวพังออกหลายส่วน 
 
                         หลวงพ่อฤาษีลิงดำได้เป็นผู้นำคณะศิษยานุศิษย์ในยุคแรกนั้น ค่อยๆ บูรณะปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัด จนเจริญรุ่งเรืองมีเนื้อที่กว่า 289 ไร่ มีอาคาร วิหาร มณฑปต่างๆ มากมายดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน กระทั่งมรณภาพ สังขารของท่านไม่เน่าเปื่อย และเก็บรักษาอยู่ในโลงแก้ว ภายในมหาวิหารแก้ว 100 เมตร ซึ่งเป็นวิหารสำคัญที่สร้างไว้ก่อนมรณภาพ ภายในวิหารแก้วสร้างด้วยโมเสกสีขาวใสดูเหมือนแก้ววาววับ นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปจำลอง พระพุทธชินราชซึ่งเป็นพระประธานในวิหารด้วย วิหารแก้วจะเปิดให้ชมตั้งแต่เวลา 09.00-11.45 น .และ 14.00-16.00 น.
 
                         ปัจจุบันวัดท่าซุง มีเนื้อที่กว่า 500 ไร่  มีอาคารวิหาร มณฑปต่างๆ มากมายชนิดที่เดินกันไม่ไหวทีเดียว ใครอยากชมรอบๆ ก็สามารถเช่ารถสามล้อที่หน้าวัด พาไปตามจุดต่างๆ ได้ เพราะด้านในนั้นสวยงามจริงๆ นอกจากนี้ อาคารโดยรอบสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ปางสมาธิ ประดิษฐานไว้โดยรอบ มีจำนวนถึง 1,059 องค์  นอกจากนี้ยังมีปราสาททองคำ(กาญจนาภิเษก) ก่อสร้างด้วยการก่ออิฐฉาบปูน ประดับลวดลายไทยปิดทองคำเปลวติดกระจก ใช้เป็นสถานที่ ประดิษฐานพระพุทธรูปที่ญาติโยมถวาย  
 
                         จากวัดวาอาราม ริมสายน้ำ ขึ้นสู่ป่าเขา ที่นอกเหนือจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งแล้ว ที่นี่ยังได้รับการโหวตให้เป็น 1 ใน 7 แหล่งมหัศจรรย์เที่ยวเมืองไทยด้วย ก็คือ หุบป่าตาด เป็นหุบเขาในโพรงถ้ำเปิด อยู่ในเส้นทางขึ้นเขาปลาร้า อ.บ้านไร่ ทางเดินทำไว้ดี เดินสบายแม้จะขึ้นลงบันไดบ้าง 
 
                         ช่วงแรกของทางเดินต้องผ่านโพรงถ้ำที่มีค้างคาวไปก่อน แต่พอโผล่หน้าออกไป ต้องอุทานกันเป็นแถวกับหุบป่าเบื้องหน้าที่เห็น ช่างเหมือนย้อนเข้าไปในโลกดึกดำบรรพ์ซะจริงๆ ในหุบเต็มไปด้วยต้นเต่าร้าง ต้นต๋าว รวมถึงพืชสมุนไพรอีกมากมายหลายชนิด และที่นี่เอง เป็นแหล่งค้นพบ "กิ้งกือสีชมพู" สัตว์ที่ถูกค้นพบและน่าสนใจเป็นอันดับ 3 ของโลก
 
                         ความเก่าแก่ สวยงามของริมน้ำสะแกกรัง รวมถึงผืนป่าในหุบที่อยู่เหนือจินตนาการ อุทัยธานี เลยบรรจุเป็นหนึ่งในเส้นทาง "Travel and Beyond ...ท่องเที่ยว เปิดประสบการณ์" ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ทั้งยังพาสาวๆ ผู้โชคดีจากกิจกรรมแชะแล้วแชร์ ของยูโอบีไปร่วมเปิดประสบการณ์ด้วยกัน 
 
                         อุทัยธานี เมืองเล็กๆ ที่อยู่เหนือจินตนาการ จนต้องบอกกับตัวเองว่า เราจะได้พบกันบ่อยแน่ๆ
 
 
 
 
 
------------------------------
 
(ชวนเที่ยว : เลียบผืนป่าและสายน้ำสะแกกรัง : เรื่อง / ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์)