ไลฟ์สไตล์

เปิดซองส่องไทย : หลอกลวงทำประกันภัย

เปิดซองส่องไทย : หลอกลวงทำประกันภัย

19 ส.ค. 2557

เปิดซองส่องไทย : หลอกลวงทำประกันภัย : โดย...ลุงแจ่ม

 
                         ผมเป็นลูกค้าบริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) มีบัตรเครดิตอยู่แล้วหนึ่งใบ ต้องการสมัครขอสินเชื่อเพิ่มกับบริษัทอิออน เพราะเห็นว่าเป็นลูกค้าเก่าน่าจะอนุมัติไม่ยาก จึงยื่นเอกสารสมัครใหม่เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งผมได้ไปทำธุรกรรมทางการเงินกับบริษัทอิออน ที่สาขาเดอะมอลล์ บางกะปิ ระหว่างที่เขียนใบสมัครทำธุรกรรมมีพนักงานเข้ามาเสนอให้ทำประกันคุ้มครองธุรกรรม โดยบอกว่า ถ้าทำเรื่องไม่ผ่าน ประกันภัยจะไม่มีผลบังคับใช้
 
                         ผมเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะเป็นเงินจำนวนไม่มาก หรือหากสินเชื่อไม่ผ่าน ผมก็ไม่ต้องเสียเงินค่าเบี้ยประกัน และพนักงานก็ขอร้องให้ทำ จึงตัดสินใจทำประกันกับบริษัท แอลเอ็มจี ประกันภัย จำกัด
 
                         แต่ปรากฏว่าผมทำเรื่องไม่ผ่าน บริษัทอิออน ไม่อนุมัติสินเชื่อให้ แต่ประกันภัยยังมีผลบังคับ โดยเรียกเก็บเงินผ่านบัตรเครดิตอิออนจำนวน 2 งวด งวดละ 2 ฉบับ โดยงวดที่ 1 เรียกเก็บงวดละ 598 บาท เป็นเงิน 1,196 บาท งวดที่ 2 เรียกเก็บงวดละ 299 บาท เป็นเงิน 598 บาท เมื่อผมสอบถามกลับไปยังบริษัทอิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด ถามเหตุผลว่าเพราะอะไรจึงเรียกเก็บค่าเบี้ยประกัน ทั้งๆ ที่ไม่อนุมัติสินเชื่อ พนักงานกลับบอกให้ผมไปติดต่อกลับไปยัง บริษัท แอลเอ็มจี ประกันภัย จำกัด ด้วยตนเอง
 
                         ผมจึงได้ติดต่อไปที่บริษัทประกัน ทางบริษัท แอลเอ็มจี ประกันภัย จำกัด สอบถามเหตุผลและต้องการยกเลิกประกัน บริษัท แอลเอ็มจี ประกันภัย จึงได้ทำการยกเลิกประกันภัยให้กับผม แต่ไม่มีคำตอบหรือชี้แจงเหตุผลใดๆ ถึงความผิดพลาดครั้งนี้ ที่สำคัญคือ มีการเรียกเก็บเบี้ยประกัน 2 งวดแล้ว แต่ผมยังไม่ได้รับกรมธรรม์ประกันภัย และวันที่ผมโทรไปยกเลิกประกันจนถึงตอนนี้ ที่ผมเขียนจดหมายหาลุงแจ่ม ผมยังไม่ได้รับกรมธรรม์เลยครับ
 
                         สิ่งที่ผมอยากรู้ คือ บริษัทประกันมีสิทธิเรียกเก็บเงินโดยที่ลูกค้าไม่ทราบได้ด้วยหรือ และก็ไม่มีกรมธรรม์ส่งมาถึงมือลูกค้าแต่อย่างใด ผมจึงอยากถามกรมการประกันภัยดูว่า บริษัทประกันสามารถหักเงินโดยไม่มีกรมธรรม์ให้ลูกค้าได้หรือไม่ และฝากไปถึงบริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ ว่า บริษัทมีนโยบายขายประกันให้ลูกค้าโดยการหลอกลวงลูกค้าให้เข้าใจผิดใช่หรือไม่ 
 
                         ผมหวังว่า บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ คงไม่มีนโยบายให้พนักงานหลอกลวงลูกค้านะครับ เพราะเงินจำนวนแค่พันกว่าบาทผมไม่เสียดาย แต่ผมเสียความรู้สึกมากกว่าว่า ทำไมต้องบังคับให้ผมทำประกันด้วย เพราะถ้าเป็นความต้องการของผม ผมคงจะทำเอง ไม่ใช่โดนบังคับให้ทำแบบนี้ และผมก็ได้โทรไปที่คอลเซ็นเตอร์อิออน พนักงานรับโทรศัพท์บอกว่าไม่รู้อย่างเดียว จริงๆ แล้วทางบริษัทน่าจะให้ความรู้พนักงานด้วยว่า ถ้ามีเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้จะตอบคำถามลูกค้าได้อย่างไร ไม่ใช่ตอบแต่เพียงว่าไม่รู้อย่างเดียว ซึ่งทำให้ลูกค้าเสียความรู้สึกมาก ที่ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน
 
 
นิวัฒน์ 
 
 
ตอบ
 
 
                         บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2557 ลูกค้าเข้ามาขอสินเชื่อกับบริษัทอิออนจริงตามที่ลูกค้าแจ้ง แต่ไม่ได้รับการอนุมัติ เนื่องจากข้อจำกัดทางหลักเกณฑ์และนโยบายการให้บริการสินเชื่อของอิออน 
 
                         และขณะที่ขอสินเชื่อนั้น มีพนักงานของบริษัทประกันนำเสนอประกันให้ลูกค้าโดยตรง ซึ่งลูกค้ายินยอมขอรับประกันโดยการลงนามในใบคำขอจำนวน 2 ฉบับ พร้อมแจ้งความประสงค์จะชำระค่าเบี้ยประกันผ่านบัตรเครดิตของอิออนในใบคำขอ 
 
                         จากนั้นบริษัทประกันได้ออกกรรมธรรม์ 2 ฉบับ เช่นเดียวกันตามใบคำขอของลูกค้าที่ได้ลงนามไว้กับพนักงานของบริษัทประกัน และได้นำส่งกรมธรรม์ตามที่ลูกค้าให้ข้อมูลที่อยู่ไว้ในคำขอ 
 
                         โดยมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2557 เป็นต้นไป ภายหลังลูกค้าได้แจ้งความประสงค์ขอยกเลิกประกันกับทางบริษัทประกัน ซึ่งทางบริษัทประกันก็ทำการยกเลิกให้แล้วเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2557 แต่สิ้นสุดความคุ้มครองถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2557 
 
                         และลูกค้าประสงค์ขอคืนเงินค่าเบี้ยประกันที่จ่ายไป แต่บริษัทประกันไม่สามารถคืนเงินให้ได้ เนื่องจากความคุ้มครองได้เกิดขึ้นแล้ว 
 
                         ทาง AEON ขอเรียนชี้แจงว่า การทำธุรกรรมตั้งแต่ยื่นคำขอเอาประกันจนถึงยกเลิกประกัน ดังที่กล่าวมาข้างต้นเป็นความยินยอมระหว่างผู้เอาประกัน (ลูกค้า) กับบริษัทประกันโดยตรง ทาง AEON ไม่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด 
 
                         แต่เนื่องจากลูกค้าได้กล่าวอ้างถึงการให้ข้อมูลของพนักงานบริษัทประกันที่ค่อนข้างไม่ชัดเจน และมีการกล่าวอ้างถึง AEON ทำให้ลูกค้ามีความเข้าใจคลาดเคลื่อน อีกทั้งพนักงานที่รับผิดชอบลูกค้ารายนี้ได้ลาออกแล้ว ทางบริษัทประกันจึงแสดงความรับผิดชอบ โดยจะติดต่อลูกค้ารายนี้เพื่อคืนเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่ลูกค้าจ่ายมาทั้งหมดให้แก่ลูกค้าโดยตรงตามที่ลูกค้าร้องขอ 
 
 
ลุงแจ่ม
 
 
 
จ่ายไม่จ่ายคุณมีสิทธิเลือก
 
 
                         ดิฉันมีปัญหาเรื่องบ้านค่ะ คือว่ามีบ้านและที่ดินอยู่ 4 ไร่ อยู่ที่ต่างจังหวัดค่ะ แต่ตัวดิฉันเองไม่ได้อาศัยอยู่ เพราะเป็นสมบัติที่แม่ทิ้งไว้ให้ เห็นว่าไม่ได้ทำประโยชน์อะไร เมื่ออามาขอใช้เพื่ออาศัยอยู่ โดยการขอปลูกบ้าน ซึ่งขณะนั้นดิฉันเห็นว่าอามีปัญหา ก็เลยให้ปลูกบ้านในที่ดินของดิฉันได้ แล้วหลังจากนั้นอาก็เริ่มปลูกผลไม้จนกลายเป็นสวน รวมเวลาที่อยู่อาศัยมาก็ประมาณเกือบ 10 ปีค่ะ
 
                         แต่เนื่องจากขณะนี้สามีของดิฉันมีปัญหาทางด้านธุรกิจ แล้วทำให้เราขาดเงินหมุนเวียน จึงคิดกันว่า จำเป็นต้องขายที่แปลงนั้น เพราะมีความจำเป็นต้องใช้เงิน และเป็นช่วงจังหวะที่มีคนมาติดต่อขอซื้อพอดี ก็เลยกลับไปบอกอาว่า ให้อาทางขยับขยาย เพราะ ดิฉันจะขายที่ดินผืนนั้นแล้ว ปรากฏว่าอาสะใภ้บอกว่า ไม่ยอมออก เพราะลงทุนกับสวน และการปลูกบ้านไปมากแล้ว ดังนั้น ถ้าจะให้ออกดิฉันต้องจ่ายค่ารื้อถอนให้ 
 
                         ดิฉันก็รู้สึกแปลกใจว่า เขามีสิทธิเรียกร้องอย่างนี้ได้เหรอคะ เพราะที่ดินเป็นของดิฉัน แล้วก็ให้อยู่เพราะเห็นว่าเดือดร้อน แต่พอจะเอาคืนทำไมเขาไม่ยอมออกไป ถ้าเขาไม่ยอมออกไปจริงๆ แล้วดิฉันไม่จ่ายเงินให้ จะทำอย่างไรได้บ้างคะ
 
 
อนงค์ 
 
 
ตอบ
 
 
                         ศูนย์ปรึกษากฎหมายชุมชน อาจารย์ปราชญา อ่อนนาค คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต แนะนำว่า เรื่องนี้ต้องกลับไปดูตั้งแต่เริ่มแรกที่คุณให้อาเข้าไปอยู่ มีการทำสัญญาเช่า มีการทำหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรไว้หรือเปล่า เพราะถ้ามีสัญญาพวกนี้คุณก็ต้องให้อยู่จนครบกำหนดที่ให้เช่า หรือให้อาศัยอยู่ และยังพ่วงไปถึงเรื่องการปลูกสร้าง หรือทำสวนด้วย เพราะถ้ามีสัญญาตัวนี้อยู่ก็จะมีกฎหมายออกมารองรับในเรื่องการให้เช่าทำสวน ซึ่งตรงนี้คุณต้องจ่ายค่าเสียหาย หากจะให้อาออกจาพื้นที่โดยที่ยังไม่ครบกำหนดสัญญา
 
                         แต่ถ้าไม่ได้มีการทำสัญญาอะไรเลย เป็นการให้อยู่อาศัยเพราะเป็นญาติกัน กรณีอย่างนี้สามารถบอกให้ออกได้เลย ส่วนเรื่องค่าเสียหาย หรือค่ารื้อถอนนั้น ไม่ได้มีผลทางกฎหมายรองรับ แต่เป็นเรื่องของความเห็นใจกัน เพราะถ้ามีการให้เงินเพื่อเป็นการรื้อถอน ซึ่งเป็นการเจรจาตกลงกันได้ ก็จะง่ายกว่าการที่ต้องไปฟ้องร้องเพื่อขับไล่ให้อาออกไปจากที่ดินของคุณ 
 
                         เนื่องจากถ้าตกลงกันไม่ได้ แล้วอาก็ไม่ยอมออกไปจากที่ดินของคุณ คุณก็ต้งฟ้องขับไล่ ซึ่งจะทำให้เสียเวลาเพิ่มขึ้นไปอีก ดังนั้นการเจรจากันและอาจจะช่วยค่ารื้อถอนบ้าง ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าไปฟ้องร้องกันเอง
 
 
ลุงแจ่ม