
นายจ้างส่งเงินสมทบผู้ประกันตน
12 ส.ค. 2557
เปิดซองส่องไทย : นายจ้างส่งเงินสมทบผู้ประกันตน : โดย...ลุงแจ่ม
สวัสดีครับคุณลุงแจ่ม ผมมีเรื่องที่ยังไม่เข้าใจนัก กรณีเงินสมทบผู้ประกันตน ขอรบกวนสอบถามผ่านทางคอลัมน์เปิดซองส่องไทย นสพ.คมชัดลึก กรุณาเป็นสื่อกลางให้ด้วย
ผมเป็นผู้ประกอบการรายเล็กๆ ปัจจุบันมีลูกจ้าง 15 คน ได้ส่งเงินสมทบประกันสังคมมาตั้งแต่ปี 2549 เงินสมทบที่ส่ง ได้รวมในส่วนของตัวผมเองด้วย ซึ่งเป็นเจ้าของ (นายจ้าง) และมีสถานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ไม่นานมานี้ ได้รับทราบข้อมูลมาจากเพื่อนๆ รวมทั้งในสื่อสังคมออนไลน์ ในลักษณะว่า เงินสมทบ กำหนดให้ส่งเฉพาะส่วนของลูกจ้างเท่านั้น
แต่ผมซึ่งเป็นนายจ้าง ไม่จำเป็นต้องส่ง ประกอบกับผมเองมีการทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพเอาไว้แล้ว ซึ่งมีสิทธิในการรักษาพยาบาลที่ดีกว่าประกันสังคมอยู่มาก รวมถึงผมเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีนัก ในการติดต่อกับทางสำนักงานประกันสังคมพื้นที่ จึงใคร่รบกวนสอบถามผ่านทางคอลัมน์คุณลุงแจ่ม เป็นสื่อกลางเพื่อหาข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนให้ด้วย ว่าในฐานะเจ้าของ (กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทฯ/นายจ้าง) ตามกฎหมายฯ ต้องส่งเงินสมทบผู้ประกันตนของตัวนายจ้างหรือไม่
เงินสมทบผู้ประกันตนในส่วนของตัวผมเอง ปีๆ หนึ่งตั้ง 9,000 บาท หากไม่ต้องส่ง ผมจะได้นำเงินส่วนนี้มาแบ่งเบาภาระเบี้ยประกันชีวิตได้บ้าง ในสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ค่อยจะดีนักแบบนี้
ผู้ประกอบการรายเล็กๆ
ตอบ
ทางทีมงานลุงแจ่มได้สอบถามไปยังฝ่ายขึ้นทะเบียนนายจ้าง สำนักงานประกันสังคม ได้รับคำตอบว่า กฎหมายประกันสังคมกำหนดให้มีกองทุนประกันสังคม โดยให้นายจ้าง ผู้ประกันตนหรือลูกจ้าง และรัฐบาล เป็นผู้จ่ายสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ซึ่งอัตราเงินสมทบปี 2557 นายจ้างและผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมฝ่ายละ 5% ของค่าจ้าง
นายจ้างที่อยู่ในข่ายบังคับตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 “นายจ้าง” หมายความว่า ผู้ซึ่งรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้าง และให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคล ให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล และผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทนด้วย
ขั้นตอนในการเข้าสู่ระบบประกันสังคมของนายจ้าง เมื่อนายจ้างยื่นแบบขึ้นทะเบียนนายจ้างซึ่งระบุรายละเอียดการดำเนินกิจการ ชื่อสถานประกอบการ ที่อยู่ รายชื่อเจ้าของกิจการ หุ้นส่วนหรือกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันนิติบุคคล (กรณีนายจ้างเป็นนิติบุคคล) จำนวนลูกจ้าง ชื่อและจำนวนสำนักงานสาขา ประเภทของการประกอบกิจการ
สำหรับการพิจารณาว่า นายจ้างซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาต้องนำส่งเงินสมทบประกันสังคมในส่วนของตัวเองด้วยหรือไม่นั้น เมื่อนำเอกสารไปขอขึ้นทะเบียนประกันสังคม ทางสำนักงานประกันสังคมจะตรวจสอบเอกสารและสอบถามข้อเท็จจริงว่า ผู้ที่เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทฯ หรือผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้นๆ มีนิติสัมพันธ์การเป็นนายจ้างหรือลูกจ้าง โดยพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 บุคคลผู้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทฯ หรือผู้ถือหุ้น อยู่ในข่ายการเป็นลูกจ้างหรือนายจ้าง ซึ่งตามพระราชบัญญัติประกันสังคมแล้ว บุคคลที่เข้าข่ายเป็นนายจ้าง ไม่ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนต่อสำนักงานประกันสังคม
อย่างไรก็ตาม สำนักงานประกันสังคม จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ.2533 ซึ่งตั้งแต่พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มีผลบังคับใช้จนกระทั่งถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 การขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตน มีการนำทั้งนายจ้างและลูกจ้างเข้าเป็นผู้ประกันตนทั้งหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น หลังจากวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 เป็นต้นมา ผู้ที่เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทฯ หรือผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้นๆ ไม่ต้องเข้าระบบประกันสังคมตามข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติประกันสังคม สำหรับผู้ที่เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทฯ หรือผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้นๆ ที่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมมาก่อนปี 2550 และต้องการอยู่ในระบบประกันสังคมต่อไป สำนักงานประกันสังคมได้อนุโลมให้สามารถอยู่ต่อในระบบได้โดยไม่ต้องออกจากระบบ สถานประกอบการใดมีผู้ที่เข้าข่ายไม่ได้เป็นลูกจ้าง และถูกหักเงินสมทบประกันสังคม สามารถยื่นคำร้องที่ฝ่ายเงินสมทบและตรวจสอบ สำนักงานประกันสังคมในเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการส่งเงินสมทบ เพื่อแจ้งขอไม่ส่งเงินสมทบของบุคคลที่มีฐานะเป็น นายจ้างอีกต่อไป
กรณีนี้ แนะนำให้ติดต่อสำนักงานประกันสังคมในเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการนำส่งเงินสมทบ เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้ทราบข้อมูลและตรวจสอบเอกสาร ก่อนให้คำแนะนำในขั้นตอนต่างๆ ที่ถูกต้องที่สุด
ลุงแจ่ม
กลัวโดนยึดบ้าน
ดิฉันมีเรื่องร้อนใจอยากทราบค่ะ คือว่า สามีของดิฉันมีปัญหาเรื่องบัตรเครดิต ขณะนี้มีหมายศาลจ่อคิวเพื่อให้ไปขึ้นศาล เดือนหน้าหนึ่งใบ แล้วเดือนถัดไปอีกหนึ่งใบ โดยก่อนหน้านั้นสามีเคยไปขึ้นศาลมาแล้วหนึ่งครั้ง แล้วก็ยังไม่สามารถจ่ายตามที่ตกลงกับเจ้าหนี้ได้ เนื่องจากก่อนหน้านั้นเราเคยมีกิจการของตัวเอง แต่ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ เราประสบปัญหาทางธุรกิจ ทำให้ขาดทุน แล้วมีแต่ขาดทุนอย่างเดียว ไม่เคยมีกำไรกลับมาเลย ทำให้เรามีปัญหาเรื่องหนี้สิน ขณะนี้ก็มีหนี้นอกระบบอีก เครียดมากค่ะ
ส่วนดิฉันเองก็เป็นแม่บ้าน ช่วยงานเอกสารสามีบ้าง จึงทำให้ไม่มีรายได้ จนเมื่อเกิดปัญหา สามีก็พยายามแก้ไขเรื่องธุรกิจ ส่วนดิฉันก็ออกหางานทำ แต่รายได้คนเดียว คงไม่พอเลี้ยงสามีและลูกอีก 2 คน จึงทำให้เป็นปัญหาในขณะนี้
ปัญหาก็คือว่า สามีควรจะไปตามนัดหรือเปล่า แล้วถ้าไปแล้วไม่สามารถเคลียร์เงินได้อีกจะเป็นปัญหาตามมาหรือไม่ ขณะนี้เรามีบ้าน ซึ่งเป็นทรัพย์สินอย่างเดียวที่เหลืออยู่ จะโดนยึดด้วยไหมคะ หากเราไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้บัตรเครดิตได้
กานดา
ตอบ
ศูนย์ปรึกษากฎหมายชุมชน อาจารย์ชลธิชา สมสอาด คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต แนะนำเรื่องนี้ว่า ในเรื่องของหมายศาลนั้น ทางที่ดีควรจะไปตามที่ศาลนัด เพื่อจะได้ชี้แจงต่อศาลว่า ขณะนี้ปัญหาของคุณคืออะไร แล้วคุณมีกำลังพอที่จะชำระหนี้ได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่การพิจารณาของศาล
อีกกรณีหนึ่ง คือ การที่คุณไปตามศาลนัดจะทำให้คุณได้เปรียบมากกว่าเสียเปรียบ เพราะถ้าสามีคุณไม่ไป ศาลก็จะพิจารณาฝ่ายเดียว จะทำให้เสียเปรียบมากกว่า
แต่ถ้าสามีคุณไปขึ้นศาล ก็จะได้พูดจาตกลงกับเจ้าหนี้ด้วย แต่ถ้าหลังจากตกลงกันแล้ว และมีคำพิพากษาออกมาแล้วว่าคุณยินยอมที่จะชำระเท่าไหร่ อย่างไร ก็ควรจะชำระให้ได้ตามที่ตกลงกันไว้ เพราะหลังจากมีคำพิพากษาแล้ว แล้วคุณยังไม่ทำตาม เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะบังคับคดีด้วยการยึดทรัพย์สินเอาจากคุณได้ โดยไม่ต้องฟ้องศาลอีกครั้ง
ดังนั้น ที่คุณถามเรื่องบ้าน เจ้าหนี้ก็มีสิทธิที่จะมาบังคับคดีเรื่องบ้านด้วย ถ้าเจ้าหนี้เห็นว่ายอดหนี้ที่มีอยู่จำนวนมาก แล้วก็คุ้มกับการที่จะมาดำเนินการดังกล่าว
ทางที่ดีควรจะเจรจากับเจ้าหนี้ แล้วพยายามชำระหนี้ได้ให้ตามตกลงกันไว้
ลุงแจ่ม



