ไลฟ์สไตล์

'ปฏิรูปการใช้ปุ๋ย'ขานรับนโยบายคสช.ช่วยชาวนา

'ปฏิรูปการใช้ปุ๋ย'ขานรับนโยบายคสช.ช่วยชาวนา

11 ส.ค. 2557

รวมพลัง 'ปฏิรูปการใช้ปุ๋ย' ช่วยชาวนา ขานรับนโยบายคสช. 'ลดต้นทุนผลิต' : โดย...สุรัตน์ อัตตะ

 
                         ผลจากนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในเรื่องการลดต้นทุนการผลิตให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปในทิศทางเดียว โดยเฉพาะชาวนา ทำให้เทคโนโลยี "ปุ๋ยสั่งตัด" จึงถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง หลังพบว่าปุ๋ยเคมีเป็นหนึ่งในปัจจัยการผลิตที่สำคัญของการทำนาที่ทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ 
 
                         ฝ่ายเกษตร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับสำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมูลนิธิพลังนิเวศและชุมชน จัดสัมมนาเชิงวิชาการหัวข้อ "การปฏิรูปการใช้ปุ๋ยของชาวนาไทย" ณ ห้องประชุมกำพล อดุลวิทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เร็วๆ นี้ เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยปุ๋ยสั่งตัดและผลสัมฤทธิ์ในการลดต้นทุนการผลิตของชาวนาในภูมิภาคต่างๆ และเพื่อให้ได้ข้อเสนอรูปแบบและกระบวนการขับเคลื่อนเชิงนโยบายและแนวปฏิบัติของภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร โดยมุ่งหวังให้เกิดข้อเสนอแนวทางปฏิรูประบบผลิตข้าวของชาวนาไทยด้วยการลดต้นทุนปุ๋ย และเกิดแนวทางการขับเคลื่อนและสนับสนุนของหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง  
 
                         ศ.ดร.ทัศนีย์ อัตตะนันทน์ หัวหน้าทีมวิจัยผู้คิดค้นเทคโนโลยี "ปุ๋ยสั่งตัด" กล่าวตอนหนึ่งว่า เทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัดเป็นผลงานวิจัยที่ประกอบด้วย 3 นวัตกรรม ประการแรกเป็นคำแนะนำ “ปุ๋ยสั่งตัด” ที่พัฒนาจากแบบจำลองการปลูกพืชและระบบสนับสนุนการตัดสินใจ โดยใช้ระบบสารสนเทศมาพัฒนาคำแนะนำการใช้ปุ๋ยกับพืชเศรษฐกิจของประเทศเป็นครั้งแรก ซึ่งแบบจำลองการปลูกพืชนี้ประกอบด้วยฐานข้อมูลดิน พืช ภูมิอากาศและมีการคำนวณผลตอบทางเศรษฐศาสตร์ด้วย
 
                         "เทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัด เป็นคำแนะนำปุ๋ยที่แม่นยำ เพราะได้นำปัจจัยหลักๆ ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชเข้ามาร่วมคำนวนด้วยและที่สำคัญเกษตรกรได้ทำหน้าที่ทดสอบคำแนะนำปุ๋ยสั่งตัดในภาคสนามด้วยตัวเอง พร้อมๆ กับการขยายผลไปสู่ชุมชนของตัวเองด้วย"
 
                         หัวหน้าทีมวิจัยคนเดิมเผยต่อว่าประการต่อมาเป็นชุมตรวจสอบเอ็น-พี-เคในดิน ซึ่งได้ประดิษฐ์และนำชุดตรวจสอบออกเผยแพร่เป็นครั้งแรกของประเทศที่ทำให้เกษตรกรสามารถวิเคราะห์ดินได้ด้วยตนเองแก้ปัญหาที่ภาครัฐไม่สามารถให้บริการได้ทันเวลา ชุดตรวจสอบนี้มีราคาถูก มีความแม่นยำสูง สะดวกและรวดเร็ว ใช้เวลาไม่เกิน 30 นาทีก็สามารถรู้ผลการวิเคราะห์ดินแล้ว
 
                         ส่วนประการสุดท้ายเป็นกระบวนการถ่ายทอดเทคโนยีแบบมีส่วนร่วมที่เพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรในการพึ่งพาตนเอง โดยฝึกให้เกษตรกรผู้นำเป็นนักวิจัยโดยใช้ไร่นาของตนเองเป็น “ห้องทดลอง” ฝึกให้เก็บและวิเคราะห์ข้อมูล และต่อยอดความรู้ด้วยเทคโนโลยีจากการวิจัย ทำให้เกษตรกรตื่นตัวและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านการผลิต เกิดการรวมกลุ่ม ช่วยเหลือกันและกัน ซึ่งเป็นรูปแบบการบูรณาการงานวิจัยพัฒนาและงานส่งเสริมการเกษตรเข้าด้วยกัน ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของ “นวัตกรรมระบบการวิจัย”
 
                         ดร.ประทีป วีระพัฒนนิรันดร์ ประธานมูลนิธิพลังนิเวศและชุมชน หนึ่งในกำลังสำคัญของทีมวิจัย กล่าวว่า ทีมวิจัยได้มีการเผยแพร่เทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” อย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ และเมื่อต้นปี 2556 กองทุนคิวม่า มูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดทำโครงการคลินิกดิน “ปุ๋ยสั่งตัด” โดยเกษตรกร เพื่อเกษตรกร คลินิกดินนี้ให้บริการแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียว ตั้งแต่ตรวจดิน แนะนำการใช้ปุ๋ย และจำหน่ายแม่ปุ๋ย ผลการดำเนินงานพบว่าสามารถแก้ปัญหาปุ๋ยปลอม ปุ๋ยแพง และการใช้ปุ๋ยผิดได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะนี้มีกลุ่มเกษตรกรให้ความสนใจจัดตั้งคลินิกดินแล้ว 16 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัด
 
                         "ต้นทุนการผลิตในปัจจุบันเป็นค่าปุ๋ยเคมีกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ถ้าต้องการลดต้นทุนส่วนนี้โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยเคมี จะต้องแก้ปัญหาปุ๋ยปลอม ปุ๋ยแพงและการใช้ปุ๋ยผิด"
 
                         ประธานมูลนิธิพลังนิเวศและชุมชนระบุอีกว่าขณะเดียวกันการทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่สามารถพึ่งพาการปรับราคาขายเพียงด้านเดียว แต่สิ่งที่จะทำให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่ยั่งยืนอยู่ที่ “การลดต้นทุน” แต่วิธีการนั้นจะต้องให้ประสิทธิภาพด้านการผลิตเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งการขับเคลื่อนแนวทางการลดต้นทุนดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมนั้นจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมคิด ร่วมสนับสนุน และร่วมเคลื่อนไปพร้อมกัน
 
                         ด้าน รศ.ดร.จันทร์จรัส เรี่ยวเดชะ รองผู้อำนวยการ สกว. ด้านการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ยอมรับว่าพืชเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะข้าวยังคงมีปัญหาต้นทุนการผลิตสูง อันเนื่องจากปัจจัยสำคัญ คือ ค่าปุ๋ยเคมี โดยคิดเป็นต้นทุนมากกว่าร้อยละ 20 และคิดเป็นมูลค่าในภาพรวมมากกว่า 25,000 ล้านบาทต่อปี การใช้ปุ๋ยของเกษตรกรตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันถูกจำกัดด้วยสูตรปุ๋ยที่มีจำหน่ายในท้องตลาด ซึ่งเป็นคำแนะนำการใช้ปุ๋ยอย่างกว้างๆ ไม่คำนึงถึงธาตุอาหารพืชที่มีอยู่ในดิน ทำให้ต้นข้าวได้รับธาตุอาหารไม่ตรงกับความต้องการ 
 
                         "การประชุมในครั้งนี้ สกว. จึงต้องการให้เกษตรกรเข้าใจและเข้าถึงเทคโนโลยีจากการวิจัย อันจะมีส่วนช่วยในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของระบบผลิตข้าวไทยต่อไป"รองผู้อำนวยการ สกว.กล่าวทิ้งท้าย
 
 
-----------------------------
 
ลดต้นทุน-ปลดหนี้ด้วย"ปุ๋ยสั่งตัด"
 
 
'ปฏิรูปการใช้ปุ๋ย'ขานรับนโยบายคสช.ช่วยชาวนา
 
 
                         ผู้ใหญ่ร่ม วรรณประเสริฐ  ประธานศูนย์ข้าวชุมชนแห่งต.ห้วยขมิ้น อ.หนองแค จ.สระบุรี เกษตรกรผู้ประสบความสำเร็จในการนำปุ๋ยสั่งตัดไปใช้ในนาข้าว จนสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงกว่าครึ่งหนึ่งของต้นทุกการผลิต โดยเริ่มทดลองการใช้ปุ๋ยสั่งตัดในนาข้าวจำนวน 25 ไร่มาตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งในฤดูแรกผลผลิตยังไม่เพิ่มขึ้น แต่จะเพิ่มขึ้นในฤดูต่อมา จนเข้าปีที่ 3 ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จึงใช้ปุ๋ยสั่งตัดทั้ง 80 ไร่
 
                         "ปี 53 สมาชิกศูนย์ 13 รายใช้ปุ๋ยสั่งตัดปลูกข้าวรวมพื้นที่ 571 ไร่ ทำให้ค่าปุ๋ยลดลง 52 เปอร์เซ็นต์ จาก 969 บาท เหลือ 463 บาทต่อไร่ ขณะที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น 23 เปอร์เซ็นต์ จาก 750 เป็น 925 กิโลกรัมต่อไร่และยังส่งผลให้ค่าสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงลดลง 300 บาทต่อไร่ ปัจจุบันสมาชิกศูนย์กว่า 90 เปฮร์เซ็นต์กันมาใช้ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อลดต้นทุน" นำเกษตรกรกล่าวย้ำ พร้อมเชิญชวนเกษตรกรในจ.สระบุรีมาประชุมเพื่อจัดตั้งคลินิกดินในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัดให้เต็มพื้นที่ทั้งจังหวัดในวันพุธที่ 13 สิงหาคมนี้ ณ สำนักงานเกษตรจังหวัดสระบุรี
 
                         ผู้ใหญ่คำรณ ศรีสุนทร 
 
 
-----------------------------
 
(รวมพลัง 'ปฏิรูปการใช้ปุ๋ย' ช่วยชาวนา ขานรับนโยบายคสช. 'ลดต้นทุนผลิต' : โดย...สุรัตน์ อัตตะ)