
3คืน4วันสุขสันต์นอกบ้านที่สวิตเซอร์แลนด์
3คืน4วันสุขสันต์นอกบ้านที่สวิตเซอร์แลนด์ : ชวนเที่ยว เรื่อง ชาย ซีโฮ่ ภาพ อนุชา ศักดาอุโฆษกุล
ไม่ว่าจะสำรวจกี่ครั้ง สำหรับสวิตเซอร์แลนด์นั้น World Database of Happiness จะระบุว่าคนสวิสมีความสุขมาก และเคยเป็นประเทศที่ดีสุดในโลกเมื่อปี 2007 คือ 8.3 จากคะแนนเต็ม 10 ซึ่งแม้ผลสำรวจล่าสุดของ The World Database of Happiness ประจำปี 2013 ถึง "ความสุข" ของคนในแต่ละชาติ พบว่าคนที่มีความสุขมากที่สุดคือชาว Costa Rica แต่ชาวสวิสก็ยังติดท็อปไฟฟ์ คืออยู่อันดับ 4 ต่อจาก Denmark และ Iceland
ผมเคยผ่านตาว่า "ความสุข" ของคนเรานั้นอยู่ที่ 4 อ. คือ อากาศ อาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์
3 คืน 4 วันใน สวิตเซอร์แลนด์ ผมพบว่าชาวสวิส "เลือก" ที่จะอยู่กับ 4 อ.อย่างเต็มที่ เพราะ "อากาศดี" นั้น เป็นที่ยอมรับกันอยู่แล้วว่าที่นี่ท้องฟ้าโปร่ง อากาศแจ่มใส ขณะที่คนสวิสก็ยังนิยมปั่นจักรยานเพื่อไปไหนมาไหนโดยรถไฟ รวมทั้งออกกำลังกายโดยการปีนเขา ซึ่งทุกเนินเขา ผมเห็นชาวสวิสมากับครอบครัวเพื่อท่องป่าปีนเขากันมากมาย
ความสวยงามของสวิตเซอร์แลนด์ ... ผมเชื่อว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายที่หลายคนอยากไปสักครั้ง
ผมเคยไปสวิตเซอร์แลนด์มาครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน และก็เหมือนทุกคนที่เคยไป นั่นคือยอมรับโดยเต็มปากเต็มคำและเต็มใจว่าสวิตเซอร์แลนด์เหมือน "ดินแดนในฝัน" โดยไม่ว่าผ่านไปทางไหน มองจากมุมไหน คำกล่าวที่ทุกคนพูดเหมือนกันในยามที่เห็นทิวทัศน์ของประเทศนี้ผ่านสายตา หรือผ่านกล้องถ่ายรูปชนิดไหนก็ตาม จะเป็นประโยคสำเร็จรูป "สวยยังกะโปสการ์ด"
แต่ผมก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีโอกาสได้ไปเยือน "สวิส" อีกครั้ง เพราะตอนที่ บก.บอกว่า "ไปสวิสหน่อย..ไปคุยกับโรเจอร์ เฟเดอเรอร์" ยังเชื่อว่าพูดเล่น จนกระทั่ง บก.ให้หมายเลขโทรศัพท์เพื่อติดต่อถึงโปรแกรมและวันเดินทาง แม้เสียงปลายสายระบุว่าไปวันไหน พักที่ไหน เพราะเฟเดอเรอร์ "ว่าง" เฉพาะเวลานั้น ผมก็ยังนึกว่าพูดเล่นนั่นแหละ แถมโปรแกรมเดินทาง ส่งมาสั้นๆ แค่ "Snow Activity with Roger Federer" ผมก็ยิ่งไม่เชื่อไปใหญ่ เพราะไม่มีโปรแกรมอะไรเลย นอกจากประโยคนั้นประโยคเดียว
ที่สำคัญ แม้จะชอบกีฬา แต่ไม่ได้ทำงานเกี่ยวข้องกับสายข่าวกีฬา โอกาสที่จะไป "Snow Activity" กับอดีตนักตบลูกสักหลาดหมายเลข 1 ของโลกและยังคงยิ่งใหญ่ยืนยงจนกระทั่งวันนี้ ยิ่งไม่น่าเชื่อเข้าไปใหญ่ จนกระทั่งทำวีซ่าเข้าสวิสเสร็จสิ้นนั่นแหละ
10 ชั่วโมงเศษ คือเวลาที่ผมและคณะใช้เวลาเดินทางโดยเครื่องบินสายการบินสวิสแอร์จากสุวรรณภูมิถึงซูริก พร้อมกับรับทราบโปรแกรมที่ละเอียดขึ้น นั่นก็คือ เป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้คือไปสัมผัส Top of Europe ที่อยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ คือ เทือกเขายุงเฟรา (Jungfrau) ดังนั้น ทันทีที่ลงจากเครื่องบินที่สนามบินซูริก เราจึงต้องนั่งรถไฟต่อไปยัง อินเทอร์ลาเคน (Interlaken) ทันที เพราะจากที่นั่น สะดวกที่จะเดินทางต่อไปยังยุงเฟรา
กว่า 1 ชั่วโมงบนรถไฟชั้น 1 ที่เราขึ้นไปนั่งชั้น 2 ของรถไฟ คำกล่าวที่ทุกคนพูดเมื่อเห็นทิวทัศน์ผ่านกระจกก็คือ "เหมือนโปสการ์ดทุกมุม" และก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกคนตั้งหน้าตั้งตากดชัตเตอร์ทั้งจากกล้อง สมาร์ทโฟน เพื่อเก็บความงามของสวิตเซอร์แลนด์ไว้ในความทรงจำ และส่งต่อให้ใครต่อใครเห็นความงามนี้
คณะเราก็เหมือนกับ "ชาวสวิส" หรือนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ไปเยือนหรือเที่ยวสวิส คือเดินทางไปไหนมาไหนโดย "รถไฟ" และ Swiss Pass ที่คณะผู้เชิญเราจัดไว้ให้ ทำให้การเดินทางของผมและคณะไปไหนมาไหนสะดวก และไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราเห็นชาวสวิสและนักท่องเที่ยวชาติต่างๆ ทั้งคนตะวันออกและคนตะวันตกนั่งรถไฟสวิส รวมทั้งสถานีรถไฟทุกแห่งที่เราผ่าน ก็จะพบเห็นรถจักรยานจอดที่สถานีมากมาย เพราะชาวสวิสจะขี่จักรยานมาขึ้นรถไฟไปเที่ยวตามเมืองต่างๆ ขณะที่บางคน (และบางขบวน) ก็อนุญาตให้นำรถจักรยานขึ้นรถไฟไปด้วย
บอกแล้ว...ชีวิตคนสวิสมีความสุขเพราะเขาชอบ 4 อ.
สำหรับ Top of Europe ที่เราจะไป คือเทือกเขายุงเฟรา ผมและคณะมาเพราะมีกิจกรรมพิเศษที่นั่นคือการเปิด Lindt ร้านขายช็อกโกแลตชื่อดังบนพื้นที่สูงที่สุด และเปิดตัว Brand Ambassador ของบริษัท นั่นคือ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ และหลังจากทำการเปิดตัวแล้ว อดีตนักเทนนิสหมายเลข 1 ของโลก ก็จะลงสนามเล่นเทนนิสโชว์กับ Surprice Guest ซึ่งก็คือ Linser Vorn แชมป์สกีโลกสาวชาวอเมริกัน ที่บินตรงมาเพื่อเป็น "แขกพิเศษ" ที่โรเจอร์เชิญมา โดยจัดสร้างสนามเทนนิสบนหิมะ
สำหรับ เทือกเขายุงเฟรา (Jungfraujoch) ผมลองตรวจสอบพบว่าเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในเขตเปอร์นีสโอเบอร์ลันด์ (Bernese Oberland) และถือว่าเป็นหัวใจด้านการท่องเที่ยวของสวิตเซอร์แลนด์ เพราะขึ้นชื่อในเรื่องความงามของทัศนียภาพทั้งทะเลสาบ ทุ่งหญ้า รวมไปถึงภูเขาที่สูงสวยงามและป่าไม้เขียวชอุ่ม โดยในพื้นที่ใกล้ๆ กัน มียอดเขาสูงถึง 3 ลูก ได้แก่ ไอเกอร์ (Eiger) มีความสูงอยู่ที่ 4,099 เมตรจากระดับน้ำทะเล, เมินซ์ (Monch) มีความสูง 3,970 เมตร และยุงเฟรา (Jungfraujoch) มีความสูง 4,158 เมตร ซึ่งสูงสุดในแถบนี้ จึงถูกเรียกเป็น Top of Europe แม้ในความเป็นจริง ยุงเฟราไม่ใช่ภูเขาที่สูงที่สุดในยุโรปก็ตาม
นอกจากนั้น บน Top of Europe ยังมีร้านค้า ขายอาหาร ร้านของที่ระลึก ไปจนถึงมุมขายโปสการ์ด ที่หลายคนตั้งหน้าตั้งตาเขียนและส่งทันที
กว่าชั่วโมงและการเปลี่ยนขบวน เราก็มาถึง เมืองอินเทอร์ลาเคน ที่ซึ่งผมและคณะจะพักที่เมืองนี้ตลอด โดยได้พักที่โรงแรม Victoria Jungfrau Grand Hotel ซึ่งเป็นโรงแรมเกรดเอของเมือง และถือว่าเป็น "ทำเลทอง" นั่นคือเป็นโรงแรมที่อยู่ระหว่าง 2 สถานีรถไฟของเมือง คือ อินเทอร์ลาเคน เวสต์ (Interlaken West) ทางทิศตะวันตก และอินเทอร์ลาเคน ออส (Interlaken Ost) ทางตะวันออก แต่สิ่งที่ผมเห็นก็คือ สิ่งที่เห็นก็คือ อินเทอร์ลาเคน เป็นเมืองเล็กๆ ที่แทบจะไม่มีธุรกิจอะไร มีถนนหลักเพียงสายเดียว ขณะที่ "ธุรกิจ" นอกจากร้านอาหาร โรงแรม ร้านขายของที่ระลึก ก็เกือบไม่มีอะไรเลย และอินเทอร์ลาเคนทุกวันนี้ก็จะมี "คนหัวดำ" เดินกันมากมายในเมือง โดยเฉพาะ "คนเกาหลี" ที่พบมากมายทุกมุมเมือง ราวกับว่าที่นี่เป็นดินแดนเกาหลี
สำหรับเมืองอินเทอร์ลาเคน ตามทำเลนั้น ตั้งอยู่ตรงกลางทะเลสาบกลางหุบเขาสองแห่ง คือทะเลสาบทูน (Thunersee หรือ Lake Tune) และทะเลสาบเปรียนซ์ (Brienzersee หรือ Lake Brienz) ทำให้ "พื้นที่ราบ" ของเมืองกลายเป็น "สนามหญ้า" ขนาดใหญ่ที่ถูกใช้เป็นสถานที่เตรียมตัวสำหรับนักนิยมความสูงที่จะเตรียมตัวเพื่อขึ้นไป "เหินฟ้า" และ "ร่อนลง" ในกีฬา Paragliding ซึ่งผมเห็นมีคนมาเล่นตั้งแต่เช้ายันค่ำ..เพราะ "ค่ำ" ที่สวิส เวลา 2-3 ทุ่มในช่วง summer พระอาทิตย์ยังสว่างยังกะตอนบ่ายบ้านเรา..
ผมยืนยันอีกครั้งว่า ผมเชื่ออย่างที่กล่าวข้างต้น ที่ว่า "ความสุข" ของเคนเรานั้นอยู่ที่ 4 อ. คือ อากาศ อาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์
ผมจึงอยากให้วันหยุดนี้...คุณลองออกจากบ้าน ปั่นจักรยานหรือเดินไป...อยากไปไหนก็ขึ้นรถประจำทาง โดยหยุดขับรถสักวัน ผมเชื่อว่าคุณก็จะมี "ความสุข" แน่นอน เหมือน 3 คืน 4 วัน ที่ผมเห็นคนสวิสมีความสุขกับการใช้วิตอยู่กลางแจ้งนอกบ้าน ไม่ใช่คิดอะไรไม่ออกก็ไปห้าง



