
บัลลังก์โลกอาจเปลี่ยนสู่มือของ'เสี่ยวมี่'
บัลลังก์โลกอาจเปลี่ยนสู่มือของ'เสี่ยวมี่'
เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา ซัมซุง อิเล็คทรอนิคส์ อาจจะพูดได้เต็มปากว่าเป็นผู้นำตลาดโทรศัพท์มือถือโลก ด้วยปริมาณยอดขายผลิตภัณฑ์โทรศัพท์มือถือหลากรุ่น หลายราคา ตั้งแต่ถูกสุดๆ จนถึงแพงที่สุดระดับเฉียดสามหมื่นบาท ได้มากที่สุดในโลก แต่สถานการณ์ในตลาดโทรศัพท์มือถือโลกปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เมื่อมีผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือแบรนด์ท้องถิ่น เข้ามาท้าทาย และเฉือนเอาชนะซัมซุง ไปอย่างเงียบๆ ในตลาดสำคัญๆ อย่างประเทศจีน และอินเดีย ทำให้ซัมซุงทุกวันนี้ ต้องชะเง้อมองความสำเร็จแผ่นหลังของแบรนด์เหล่านั้นในประเทศที่เคยเป็นตลาดหลักของบริษัทเกาหลีใต้รายนี้มาแล้ว
ปัจจุบันต้องยอม ซัมซุงมอบบัลลังก์ยอดขายอันดับหนึ่งให้แก่ "เสี่ยวมี่" ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือสัญชาติจีน ที่กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงแซงทางโค้งคว้าอันดับหนึ่งยอดขายโทรศัพท์มือถือแดนมังกรไปแล้ว เช่นเดียวกับตลาดอินเดีย ที่ซัมซุงต้องมอบบัลลังก์อันดับหนึ่งให้แก่ "ไมโครแม็กซ์" ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือสัญชาติอินเดีย ไปแล้วเช่นกัน
ทั้งสองประเทศถือเป็นตลาดสำคัญของซัมซุง เนื่องจากเมื่อรวมประชากรทั้งสองประเทศนั้นจะมีมากกว่า 3,000 ล้านคน ทั้งยังเป็นประเทศดาวรุ่งทางเศรษฐกิจของโลก ที่ประชาชนกำลังค้นหาตัวตน ต้องการสิ่งแปลกใหม่เข้ามาใช้เพื่ออวดฐานะของตนเอง
ปัจจุบัน เสี่ยวมี่ครองส่วนแบ่งในตลาดโทรศัพท์มือถือจีน 14% ท่ามกลางคู่แข่งจากต่างประเทศและในแดนมังกรด้วยกันเอง ขณะที่ซัมซุงมีสัดส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 12% ซึ่งผู้เชี่ยวชาญอย่างนายหวัง จิ่งเหวิน แห่งบริษัทวิจัยคานาลิส อธิบายว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากปรากฏการณ์ความสำเร็จของเสี่ยวมี่ ที่ก้าวขึ้นมาสู่อันดับหนึ่งโดยความล้มเหลวของซัมซุงที่ไม่สามารถผลิตสินค้าที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของผู้บริโภค และ การสะดุดของธุรกิจซัมซุงในแดนมังกรในระยะหนึ่ง
กลยุทธ์สำคัญประการหนึ่งของเสี่ยวมี่ที่เคยมองแผ่นหลังของซัมซุงในตลาดสมาร์ทโฟนแดนมังกรในจนถึงช่วงปี 2556 คือการเปิดจำหน่าย สมาร์ทโฟนที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงของซัมซุง แต่มีราคาถูกกว่ากันมาก โดยสมาร์ทโฟนของเสี่ยวมี่ รุ่นมี่ 4 มีราคา 299 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9,000 บาท แต่ประสิทธิภาพต่อราคานั้นสูงกว่าซัมซุง กาแล็คซี่ เอส 5 ที่มียอดขายมากกว่ากันเล็กน้อย
ขณะเดียวกันเสี่ยวมี่ก็กำลังเปิดศึกชิงบัลลังก์ซัมซุงในระดับโลก ปัจจุบันเสี่ยวมี่กลายเป็นผู้ผลิตอันดับ 5 ของโลก โดยมียอดขายถึง 97% ในประเทศจีน แต่เสี่ยวมี่กำลังจะขยายตลาดไปยังประเทศดาวรุ่งทางเศรษฐกิจระดับโลก เช่น อินโดนีเซีย เม็กซิโก บราซิล และรัสเซีย ทั้งยังตั้งเป้าหมายขายสมาร์ทโฟนได้มากถึง 60 ล้านเครื่องต่อปี
ทั้งยังได้ชิมลางตลาดประเทศอินเดียที่มีภูมิลักษณ์ของตลาดคล้ายกับประเทศจีน ด้วยการส่งสมาร์ทโฟนรุ่นมี่ 3 ออกจำหน่ายในราคาเพียง 247 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 7,400 บาทเท่านั้น
ผู้เชี่ยวชาญการตลาดยังระบุว่าหากเสี่ยวมี่ก้าวข้ามแดนมังกรออกมาในตลาดโลกแล้ว จะทำให้ทั้งซัมซุง และแอปเปิล อิงค์ ร้อนๆ หนาวๆ กันได้เลยทีเดียว เพราะเสี่ยวมี่นอกจากจะสู้ด้วยราคาแล้ว ยังมีการโปรโมทสินค้าอย่างรุนแรง ชัดเจน แถมด้วยกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ที่ดีทำให้สินค้าดูโดดเด่นกว่าสมาร์ทโฟนแดนมังกรเจ้าอื่นที่เน้นขู่คู่แข่งด้วยราคา
เพราะเสี่ยวมี่ นำเสนอซอฟต์แวร์ในตัวสมาร์ทโฟนที่เป็นเอกลักษณ์ที่เรียกว่า "มี่ยูไอ" (Miui) แตกต่างจากซอฟต์แวร์ในสมาร์ทโฟนรุ่นอื่น ทั้งยังอัพเกรดระบบปฏิบัติการ (โอเอส) ในสมาร์ทโฟนแบรนด์เสี่ยวมี่ในทุกๆ วันศุกร์
อาจจะพูดได้ว่าเสี่ยวมี่เดินตามรอยความสำเร็จของแอปเปิล โดยอาศัยความได้เปรียบของฐานการผลิตในประเทศจีน นำมาผสานกันเป็นจุดแข็งของเสี่ยวมี่ จะเห็นได้จากการเน้นการสร้างนวัตกรรมเช่นเดียวกับไอโฟนของแอปเปิล อิงค์ แต่เสี่ยวมี่ไม่ได้เน้นเรื่องฮาร์ดแวร์หรือตัวเครื่องมากนัก แต่จะเน้นที่ซอฟต์แวร์มากกว่า แถมราคาจำหน่ายยังถูกกว่าสมาร์ทโฟนแบรนด์ต่างประเทศถึงครึ่งหนึ่ง
ไม่เช่นนั้น นายเหล่ย จุน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเสี่ยวมี่ จะไม่ได้ฉายาว่า "สตีฟ จ็อปส์ แดนมังกร" หรอกครับ



