ไลฟ์สไตล์

ฝึกนั่งสมาธิพัฒนาอีคิวยั้งใจวัยโจ๋เลิกตีกัน

ฝึกนั่งสมาธิพัฒนาอีคิวยั้งใจวัยโจ๋เลิกตีกัน

06 ส.ค. 2557

ฝึกนั่งสมาธิพัฒนาอีคิวยั้งใจวัยโจ๋เลิกตีกัน : อ.วิมล มาเทียน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการรายงาน

                "โจ๋ยิงคู่อริดับกลางถนน" "วัยรุ่นยิงกันในสนามแข่ง" "แก๊งขาสั้นยกพวกตีกัน"

                นี่คือตัวอย่างพาดหัวข่าวที่มักจะปรากฏให้เห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์ เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย ที่แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันเด็กและเยาวชนเราบางส่วนมีพฤติกรรมก้าวร้าวชอบความรุนแรงขนาดนี้แล้วหรือ พฤติกรรมที่แสดงออกเช่นนี้เป็นภาวะที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ปล่อยให้อารมณ์ไหลไปตามความคิด ความขุ่นข้องหมองใจ และส่วนหนึ่งอาจเป็นผลของการเปลี่ยนแปลงทางสรีระร่างกายในวัยรุ่นเอง

                แต่ถ้าจะพูดถึงการควบคุมอารมณ์ ถ้าทำได้แน่นอนว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะส่งผลให้ประสบผลสำเร็จในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ คำว่า E.Q. หรือ Emotional Quotient ซึ่งหมายถึง ความฉลาดทางอารมณ์นี้สามารถพัฒนาได้เรื่อยๆ ไม่จำกัดอายุ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่ามีการส่งเสริมการฝึกฝนทักษะให้แก่คนทุกวัย ให้มีความฉลาดในอารมณ์เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยอาศัยปัจจัยภายนอกและภายในเช่น การปรับสภาพแวดล้อม การปรับเปลี่ยนแนวคิด ทัศนคติให้เป็นไปในด้านบวก การขจัดความกลัว เพิ่มความเชื่อมั่นในตัวเอง

                สิ่งที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งที่จะทำให้การพัฒนาอีคิวประสบผลสำเร็จได้คือ การใช้สมาธิเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้มี สติสัมปชัญญะ คือ ความระลึกรู้ การรู้เท่าทันกาย วาจา ใจ ว่าขณะนี้เราทำ พูดและคิดอะไรอยู่ สมาธิคือ ความตั้งมั่นหรือความจดจ่อกับสิ่งสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว ปัญญา คือ ความรู้จักเหตุรู้จักผล รู้จักยับยั้งชั่งใจว่า สิ่งใดควรกระทำสิ่งใดไม่ควร 

                อย่างเช่น "ท็อป" จรณ โสรัตน์ นักแสดงหนุ่มซึ่งโลดแล่นอยู่ในจอแก้วทางสถานีวิทยุและโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ที่นำการฝึกสมาธิมาประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข โดยท็อปเล่าว่า

                "ตอนเด็กๆ ก็ไม่เข้าใจเรื่องการนั่งสมาธิ แต่พอย่างเข้าวัยรุ่นอายุประมาณ 13-14 ปี ก็มีเรื่องชกต่อยกับเพื่อน ตอนนั้นโกรธมาก มีช่วงที่กำลังจะกระโดดเตะพอดี ได้ยินเสียงคนเรียกว่า "อย่า" เราก็ชะงักเหมือนเขาเรียกสติเรากลับคืนมา เราก็หยุดแล้วก็แยกย้ายกันไป นั่นคือการเรียนรู้เป็นครั้งแรกถึงการยับยั้งชั่งใจ แต่เป็นคนอื่นเตือนสติเราไม่ใช่เราเตือนตัวเอง ผมเริ่มนั่งสมาธิอย่างจริงจังตอนที่บวชหลังเรียนจบใหม่ๆ เพื่อทดแทนบุญคุณพ่อแม่ที่วัดเจริญธรรม(ถ้ำภูตอง) จ.ลพบุรี จำความรู้สึกได้ว่าตอนนั่งสมาธิแล้วสงบ ไม่มีความคิดความกังวลอะไรเข้ามารบกวน ต่อจากนั้นก็มีนั่งบ้างเป็นบางครั้ง แต่พอเข้ามาอยู่ในวงการบันเทิงซึ่งต้องใช้สมาธิมากช่วยทั้งในการแสดงและการใช้ชีวิตประจำวัน"

                จากการที่เราเรียนรู้และจากประสบการณ์  ทำให้รู้ว่าการนั่งสมาธิทำได้ทุกอิริยาบถ สำหรับตัวเองใช้วิธีการเดินลมหายใจจะทำให้จิตสงบ และนำไปใช้กับการแสดง ตอนก่อนแสดงตอนแต่งหน้าก็จะนั่งหลับตาทำสมาธิก่อน พอจิตว่างเราก็ดึงความเป็นตัวละครคือบทที่เราจะต้องเล่นเข้ามาในตัวเองคือบอกกับตัวเองให้เป็นตัวละครตัวนั้น ประกอบกับการอ่านบท ถ้าจิตว่างแล้วมีสมาธิมากๆ เราจะจำบทได้ง่ายขึ้น แต่หลังจากเล่นละครแล้ว อารมณ์ของตัวละครตัวนั้นยังค้างอยู่  เราก็ต้องกำหนดรู้ว่านั่นไม่ใช่ตัวเราแล้วปล่อยออกไป โดยดึงความรู้สึกกลับมาอยู่ที่ตัวไม่ให้ซัดส่ายไปตามอารมณ์ของตัวละคร

                ถ้าถามว่าได้อะไรจากการนั่ง มันเหมือนจะไม่ได้อะไรแต่มันก็ได้ บางครั้งเราอยู่ในโลกปัจจุบันที่ทำให้หลงไปตามกระแสโลก มันจะเหมือนมีอะไรดึงเรากลับมาคอยเตือนสติ เช่น การเป็นนักแสดงอาจหลงไปกับคำยกยอปอปั้นซึ่งง่ายเหลือเกินเราจะรู้ตัวตลอดว่าเมื่อก่อนเราเป็นแบบไหนเดี๋ยวนี้เราเป็นแบบไหน ซึ่งพอเรารู้ก็จะพยายามดึงตัวเองกลับมา เรารู้ว่าเมื่อเป็นบุคคลสาธารณะเรื่องการวางตัวเป็นเรื่องสำคัญก็พยายามสื่อออกไปให้คนเห็นในแง่มุมต่างๆ ของเรา เช่น การทำบุญ ออกกำลังกาย ไปเที่ยวสนุกสนานเฮฮากับเพื่อนบ้าง ให้คนรู้ว่าดาราก็เป็นคนคนหนึ่ง แต่ที่สำคัญเราต้องรู้ตัวอยู่ว่าทำอะไร

                "น้องบางคนเคยถามว่านั่งสมาธิดีอย่างนี้เลยเหรอ ก็อยากให้ลองทำดูไม่ได้เสียหายอะไรไม่ต้องลงทุนอะไรแค่เวลา 1 นาที แต่ 1 นาทีนี่ต้องมีสมาธิจริงๆ ไม่ใช่นั่งหลับตานับ 1-60 แล้วจบ อันนั้นไม่ได้อะไร" 
....................

(หมายหตุ : ฝึกนั่งสมาธิพัฒนาอีคิวยั้งใจวัยโจ๋เลิกตีกัน : อ.วิมล  มาเทียน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการรายงาน)