
ร้องคสช.ชะลอตั้งผอ.เขตการศึกษา
05 ส.ค. 2557
ชมรมรองผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เรียกร้อง 'คสช.' ชะลอการบรรจุ-แต่งตั้งผอ.เขต ชี้ไม่โปร่งใส จี้ปฏิรูปก่อนพิจารณาบุคคลสู่โครงสร้างใหม่อย่างบริสุทธิ์-ยุติธรรม
5 ส.ค. 57 นายอนุศาสตร์ สอนศิลพงศ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษา ขอนแก่น เขต 4 และประธานชมรมรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กว่า 30 คน ได้ประชุม และมีมติร่วมกันออกแถลงการณ์ ชมรมรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรื่อง ขอให้ชะลอการบรรจุ และแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสนับสนุนให้มีการจัดการศึกษาแบ่งเป็นระดับจังหวัดและอำเภอ
นายอนุศาสตร์ กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) โดยคณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประกาศ เรื่อง รับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 ตำแหน่งที่จะสอบคัดเลือก / คัดเลือก ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จำนวน 36 ตำแหน่ง แบ่งเป็น เขตพื้นที่การศึกษาทั่วไป จำนวน 33 ตำแหน่ง แยกเป็นกลุ่มทั่วไป จำนวน 16 ตำแหน่ง กลุ่มประสบการณ์ จำนวน 17 ตำแหน่ง , เขตพื้นที่การศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 3 ตำแหน่ง แยกเป็น กลุ่มทั่วไป จำนวน 1 ตำแหน่ง กลุ่มประสบการณ์ จำนวน 2 ตำแหน่ง
นอกจากนี้ยังมี เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 14 ตำแหน่ง เขตพื้นที่การศึกษาทั่วไป จำนวน 13 ตำแหน่ง แยกเป็น กลุ่มทั่วไป จำนวน 6 ตำแหน่ง กลุ่มประสบการณ์ จำนวน 7 ตำแหน่ง และเขตพื้นที่การศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ คัดเลือกกลุ่มประสบการณ์ จำนวน 1 ตำแหน่ง
นายอนุศาสตร์ กล่าวว่า ปรากฏว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ไม่สอดคล้องกับหลักอาวุโส หลักความสามารถในราชการ มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการดำเนินการเป็นไปโดยไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรม กลุ่มประสบการณ์ องค์ประกอบ และตัวชี้วัดการประเมินความเหมาะสมเบื้องต้นสำหรับการคัดเลือกบุคคล ไม่มีความเป็นปรนัย ไม่เคารพหลักอาวุโส หลักความสามารถในราชการ ไม่มีความเป็นธรรมต่อผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือก
นายอนุศาสตร์ กล่าวต่อว่า เช่น ตามประกาศฯ ข้อ 2.1.1.3 ผลการเลื่อนขั้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษ พิจารณาจากผลการเลื่อนขั้นเงินเดือนกรณีพิเศษ (2 ขั้น) ของผู้สมัคร โดยนับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 ถึง 1 ตุลาคม 2556 ระบุว่า 5 คะแนน สำหรับผู้ได้เลื่อนกรณีพิเศษ (2 ขั้น) 3 ครั้งขึ้นไป , 3 คะแนน สำหรับผู้ได้เลื่อนกรณีพิเศษ (2 ขั้น) 2 ครั้ง , 1 คะแนน สำหรับผู้ได้เลื่อนกรณีพิเศษ (2 ขั้น) 1 ครั้ง , 0 คะแนน ไม่ได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือนกรณีพิเศษ (2 ขั้น) องค์ประกอบและตัวชี้วัดการประเมินในข้อนี้ทำให้ผู้สมัครหลายท่าน ไม่มีคะแนน เพราะเงินเดือนเต็มขั้นมาตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งขัดกับหลักอาวุโสในราชการ
ขณะที่ตามประกาศฯ ข้อ 2.1.2 ผลงานที่ภาคภูมิใจ จำนวน 30 คะแนน พิจารณาจากผลงานการพัฒนาการศึกษาที่ผู้สมัครภาคภูมิใจและประสบผลสำเร็จที่สุด จำนวน 1 ชิ้นงาน โดยจัดทำเป็นเอกสารผลงานความยาวไม่เกิน 5 หน้ากระดาษ A4 มีภาคผนวก และเอกสารเพิ่มเติม ไม่เกิน 5 หน้า มีการพิจารณาการให้คะแนน ดังนี้
30 คะแนน มีกระบวนการ ผลการดำเนินงาน และเป็นประโยชน์ที่เป็นแบบอย่างได้ใน ระดับดีมาก , 20 คะแนน มีกระบวนการ ผลการดำเนินงาน และเป็นประโยชน์ที่แบบอย่างได้ใน ระดับดี , 10 คะแนน มีกระบวนการ ผลการดำเนินงาน และเป็นประโยชน์ที่เป็นแบบอย่างได้ ในระดับค่อนข้างดี
ประธานชมรมรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า จะเห็นว่ามีการให้ค่าน้ำหนักคะแนนแต่ละช่วงต่างกันถึง 10 คะแนน ทำให้ผู้รับการประเมินแต่ละคน มีคะแนนแตกต่างกันถึงช่วงคะแนนละ 10 คะแนน และไม่สามารถให้คะแนน 1 ถึง 9 คะแนน 11 ถึง 19 คะแนน หรือ 21 ถึง 29 คะแนน อย่างหนึ่งอย่างใดได้ ซึ่งผิดหลักการวัดและประเมิน และเปิดโอกาสให้กรรมการใช้ดุลพินิจในการให้คะแนนตามอำเภอใจ มุ่งที่จะช่วยเหลือผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกคนใดคนหนึ่งให้ได้รับคะแนนเต็ม ในขณะที่คะแนนด้านประวัติ ผลงาน และประสบการณ์ ซึ่งเป็นคะแนนตามหลักวิทยาศาสตร์ ได้คะแนนไม่ถึง 48 คะแนน จาก 70 คะแนน ซึ่งน้อยกว่าผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกบางคน ซึ่งในอดีตเคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการประถมศึกษาจังหวัด ผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัด เป็นต้น และประกาศผลการคัดเลือกกลุ่มประสบการณ์ มีผู้อำนวยการสถานศึกษาบางคน ได้รับการคัดเลือกเหนือผู้เคยดำรงตำแหน่งเหล่านี้ ก็เนื่องมาจากอาศัยช่องทางเหล่านี้ช่วยเหลือกัน
นายอนุศาสตร์ กล่าวว่า ตามประกาศฯ ข้อ 2.2 ประสบการณ์ 20 คะแนน พิจารณาจากระยะเวลาการรักษาราชการแทน หรือเคยรักษาราชการแทน หรือเคยได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ 20 คะแนน ระยะเวลารวมกันตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป , 15 คะแนน ระยะเวลารวมกันไม่น้อยกว่า 6 เดือน แต่ไม่ถึง 3 ปี , 10 คะแนน รักษาราชการแทนหรือเคยรักษาราชการแทนเป็นครั้งคราว , 5 คะแนน ไม่เคยรักษาราชการแทนแต่เคยได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติราชการแทน ปรากฏว่า ในข้อนี้ผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือก ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาไม่เคยรักษาราชการแทน หรือไม่เคยได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแม้แต่ครั้งเดียว แต่กลับพิจารณาให้ 5 คะแนน องค์ประกอบและตัวชี้วัดการประเมินในแต่ละข้อ มีน้ำหนักการให้คะแนนที่แตกต่างกันไม่เป็นระบบ เช่น วิทยฐานะ ช่วงคะแนน 3 , 6 อายุราชการ ช่วงคะแนน 2 , 4 , 6 ประสบการณ์การดำรงตำแหน่ง ช่วงคะแนน 1.5 , 3 , 4.5 , 6 คะแนน O-NET ช่วงคะแนน 1 , 3 , 5 ผลงานที่ภาคภูมิใจ ช่วงคะแนน 10 , 20 , 30 เป็นต้น
"ส่วน กลุ่มทั่วไป มีการสอบข้อเขียนวิชาความรู้ความสามารถด้านการวิเคราะห์กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานและการนำไปใช้ ถึง 2 ครั้ง เพราะข้อสอบซ้ำกับกลุ่มประสบการณ์ที่สอบไปก่อนหน้านั้นประมาณ 40 ข้อ อันอาจก่อให้เกิดความเสียเปรียบได้เปรียบในการสอบมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าดำเนินการโดยไม่สุจริต และการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ.กำหนด โดยไม่ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบก่อน 3 วันทำการ ในการสอบครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2557 ซึ่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของทั้ง 2 กลุ่มได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองแล้ว มีการจัดติวการสอบให้กับผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา และมีกระแสข่าวผู้ติวสอบเป็นไปผู้ออกข้อสอบในการสอบคัดเลือกในครั้งนี้ด้วยผลปรากฏว่าผู้เข้ารับการติวสอบเป็นผู้ผ่านการคัดเลือกทั้งกลุ่มทั่วไปและกลุ่มประสบการณ์กันอย่างถ้วนหน้า"
ประธานชมรมรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระบุว่า เนื่องจากปัจจุบันมีตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาว่างจำนวน 50 ตำแหน่ง หากมีการบรรจุและแต่งตั้งบุคคลผ่านกระบวนการสรรหาที่ไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรม อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของชาติได้ เนื่องจากได้บุคคลมาดำรงตำแหน่งที่ไม่มีความสามารถ แต่ใช้กลวิธีเพื่อให้ตนเองได้รับการบรรจุและแต่งตั้งและหากยังไม่บรรจุและแต่งตั้งบุคคลเหล่านี้ก็ยังมีรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาซึ่งมีเขตพื้นที่การศึกษาละประมาณ 9 คน เป็นผู้รักษาราชการแทนอยู่การปฏิบัติราชการก็ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้
ดังนั้นชมรมรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือจึงขอเรียกร้อง ดังนี้
ให้ คสช.ชะลอการบรรจุและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในครั้งนี้ไว้ก่อน และให้ คสช.เข้าทำการตรวจสอบด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ตามที่กล่าวมาข้างต้น ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2557 มาตรา 27 กำหนดให้มีการปฏิรูปด้านการศึกษา จึงควรให้มีการรอการปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญให้เสร็จเรียบร้อยก่อน จึงจัดบุคคลเข้าสู่โครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการใหม่ในปี 2558
ในการปฏิรูปการศึกษาที่จะมาถึงนี้ ชมรมรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขอสนับสนุนให้มีโครงสร้างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในภูมิภาค โดยแบ่งเป็นสำนักงานในระดับจังหวัด และระดับอำเภอ เนื่องจากในระดับอำเภอ จะได้มีหน่วยงานทางการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ตั้งอยู่ได้ใกล้ชิดกับประชาชนและทำงานเคียงคู่กับนายอำเภอและกระทรวงหลักอื่น เพื่อจะช่วยกันยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาให้สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ประกอบกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในปัจจุบัน ตั้งอยู่ห่างไกลต้องกำกับดูแลสถานศึกษาในสังกัดประมาณกว่า 200 โรง ครอบคลุมพื้นที่ 3-5 อำเภอ ทำให้การนิเทศติดตามประเมินผลเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง ครูต้องเสียเวลาในการเดินทางไปติดต่อราชการกับเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งตั้งอยู่ในคนละท้องที่อำเภอ ทำให้ไม่มีเวลาดูแลนักเรียน และทำให้ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณอันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผลสัมฤทธิ์การเรียนอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านตามที่เป็นข่าว หากได้ดำเนินการตามนี้คาดว่า ผลประโยชน์ที่ได้รับจะตกอยู่กับนักเรียนโดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพการศึกษาก็จะได้ทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนต่อไป



