
'Going world class'มน.ก้าวสู่ปีที่25
'Going world class'มน.ก้าวสู่ปีที่25 : ศ.ดร.สุจินต์ จินายน เรื่อง งานประชาสัมพันธ์ กองกลาง มน.ภาพ
"29 กรกฎาคม 2557"ครบรอบ 24 ปีแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยของรัฐเลื่องชื่อในพื้นที่ภาคเหนือ ที่ชาวบ้านรู้จักมักคุ้นกันดีในนามว่า"มหาวิทยาลัยนเรศวร" หรือ มน.เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มี"พิพิธภัณฑ์พระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช"พระมหากษัตริย์ชาตินักรบผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ชาติไทย
มหาวิทยาลัยนเรศวร มีพัฒนาการมาหลายยุค กว่าจะมาถึงวันนี้ ภายใต้การบริหารงานของ"ศ.ดร.สุจินต์ จินายน"อธิการบดี มหาวิทยาลัยนเรศวร คนปัจจุบัน
"Going World class คือ เป้าหมายการพัฒนา มน. ผมได้วางแนวกลยุทธ์ 3 ด้าน คือ ด้านแรก การยกระดับมหาวิทยาลัยสู่ "มหาวิทยาลัยวิจัย" อุดมศึกษาต้องเป็นแหล่งสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ การปรับตัวเองให้เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยของ มน.จึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของสังคมและนานาชาติ "Going WorldClass" จึงเป็นเป้าหมายการพัฒนามน.ในย่างก้าวสู่ปีที่ 25 ในปีพ.ศ.2558 เป็นต้นไป"
เหนืออื่นใด กลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนสู่ "World class"เริ่มด้วยการปรับสัดส่วนของจำนวนนิสิตระดับปริญญาตรีต่อระดับบัณฑิตศึกษาในอัตราส่วน 75 ต่อ 25 ทั้งนี้ เพื่อให้นักศึกษาระดับปริญญาโท ปริญญาเอก เป็นกลไกในการขับเคลื่อนการวิจัยร่วมกับคณาจารย์ ให้เพิ่มทั้งจำนวนและคุณภาพของผลงานวิจัย ซึ่งวัดได้จากจำนวนการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานในวารสารที่จัดอยู่ในฐานข้อมูล ISI ซึ่งมี Impact Factor สูง และได้ใช้ผลงานวิจัยไปอ้างอิงเป็นจำนวนมาก (Citation)
นอกจากการปรับโครงสร้างของจำนวนนิสิตนักศึกษาในคณะวิชาหลักแล้ว มน.ได้จัดตั้ง "วิทยาลัย" เฉพาะทางเพื่อผลิตบัณฑิต เฉพาะระดับปริญญาโท ปริญญาเอก เพิ่มขึ้น เช่น วิทยาลัยพลังงานทดแทน วิทยาลัยโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน วิทยาลัยเพื่อการค้นคว้าระดับรากฐาน วิทยาลัยประชาคมอาเซียนศึกษา
ตามด้วยการจัดตั้งสถานความเป็นเลิศการวิจัยต่างๆ เพื่อเป็นแหล่งรวมนักวิจัยจากทั้งภายในและภายนอก มน.มาระดมความคิด กำหนดทิศทางจัดทำเสนอโครงการวิจัย เพื่อหาแหล่งทุนจากภายนอกมาสนับสนุนการดำเนินงานวิจัยของ มน. จำนวนสถานความเป็นเลิศดังกล่าวได้เพิ่มจำนวนขึ้นตามลำดับจนปัจจุบันมีจำนวน 22 สถาน ครอบคลุมกลุ่มวิชาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และสังคมศาสตร์ สถานความเป็นเลิศการวิจัยได้ขับเคลื่อนจนก่อให้เกิดผลงานเป็นจำนวนมาก และเกิดผลงานด้านนวัตกรรมที่ถ่ายทอดสู่เชิงพาณิชย์ ดังกรณีตัวอย่างเช่น นวัตกรรม "ผลิตภัณฑ์แก้เผ็ด" Spicy Aid เครื่องสำอางลดริ้วรอยจากสารสกัดใบชาในอนุภาคไมโครเมตร ผลิตอาหารเสริมอาหารบำรุงความจำพรมมิ สารเติมเลือดใหม่สำหรับงานตรวจทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์
"รวมถึงการสร้างเครือข่ายการวิจัยร่วมกับภาคเอกชนและมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพการวิจัยและการสร้างโจทย์วิจัยให้สอดคล้องความต้องการของภาคเอกชนอย่างแท้จริง"
ไม่เพียงเท่านั้นแนวกลยุทธ์ด้านที่สอง เป็นการยกระดับมหาวิทยาลัยสู่ "สากล" (Internationalizations) ด้วยการดำเนินการด้านสำคัญๆ อาทิ การปรับโครงสร้างของบุคลากรสายวิชาการให้มีอาจารย์ นักวิจัยชาวต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันมีสัดส่วน 1 ต่อ 8 จากการจ้างอาจารย์ นักวิจัยในต่างประเทศมาปฏิบัติงานใน มน., การแลกเปลี่ยนบุคลากรสายวิชาการกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ (StaffMobility)
ตามข้อตกลงร่วมกัน ตามข้อกำหนดในเอ็มโอยู ทั้งระยะสั้น และ ระยะยาวเพื่อร่วมปฏิบัติงานตามโครงการวิจัยผลิตผลงาน เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ ตลอดจนการฝึกอบรมการใช้เครื่องมือในห้องปฏิบัติการ และการสนับสนุนการนำผลงานวิจัยไปเสนอในต่างประเทศ เป็นต้น สัดส่วนการแลกเปลี่ยนบุคลากรวิชาการจะกำหนดไว้ในอัตรา 1 ต่อ 1
ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างของนิสิต นักศึกษาต่างชาติ อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการต่างๆ อาทิ เพิ่มหลักสูตรภาอังกฤษในระดับปริญญาตรีในคณะ/วิทยาลัย, เพิ่มทุนการศึกษาให้นิสิต นักศึกษาต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศในประชาคมอาเซียน และจัดหลักสูตรในกลุ่มมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ที่สนองความต้องการด้านศิลปะ วัฒนธรรม ภาษา ให้นิสิต นักศึกษาต่างชาติ รวมถึงสนับสนุนการแลกเปลี่ยนนิสิตนักศึกษา ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมาในสัดส่วน 1 ต่อ 1 ปีละ 200 คน
แนวกลยุทธ์ด้านที่สาม การขับเคลื่อนด้านอื่นๆ เช่น การพัฒนาสถานพัฒนาวิชาการด้านภาษาให้มีเครื่องมือทันสมัยเพื่อการเรียนรู้ภาษาด้วยตนเอง จัดหาโปรแกรมสำเร็จรูปจากแหล่งผลิตต่างๆ ทั่วโลก, เตรียมความพร้อมให้นิสิต นักศึกษา มีงานทำในบริษัทชั้นนำ ทั้งในและต่างประเทศ โดยพัฒนาขีดความสามารถและทักษะ ที่สนองความต้องการของแหล่งงาน



