ไลฟ์สไตล์

เปิดมุมมอง'ซีอีโอ'โอกาสแข่งขันไทยในอาเซียน

เปิดมุมมอง'ซีอีโอ'โอกาสแข่งขันไทยในอาเซียน

29 ก.ค. 2557

เปิดมุมมอง'ซีอีโอ' โอกาสแข่งขันไทยในอาเซียน

                การเปลี่ยนแปลงสำคัญที่จะเกิดขึ้นในภูมิภาคอาเซียนคือ การก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558 ในเวทีเสวนา "Moving onward to AEC" ต่างมุมมอง ต่างความคิด โดยซีอีโอต่างเจนเนอเรชั่น ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยเนชั่น ในโอกาสจัดกิจกรรมโอเพ่นเฮ้าส์ เปิดบ้านหลักสูตรเอ็มบีเอ บรรดาซีอีโอและผู้บริหาร ได้แลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการปรับตัวของประเทศในกลุ่มเออีซีไว้อย่างน่าสนใจ

                นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชั่น มองว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบในการก้าวเข้าสู่เออีซี 3-4 ด้าน เช่น ในเรื่องของทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ทำให้ประเทศไทยสามารถเป็นศูนย์กลางการเดินทาง หรือ ฮับ ในภูมิภาคนี้ และจากการที่คนไทยมีอุปนิสัยยิ้มแย้มแจ่มใส ปรับตัวได้ง่าย ทำให้มีความได้เปรียบในอาชีพที่เกี่ยวกับการบริการต่างๆ เช่น บริการทางการแพทย์ ที่มีชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการถึงปีละกว่า 2 ล้านคน นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีบริการด้านการเงินที่ก้าวหน้า มีตลาดทุนที่ใหญ่ในอาเซียน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสร้างโอกาสและทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์จากเออีซี อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีความเสียเปรียบในเรื่องภาษา และระบบความคิด เช่น ในเรื่องของภาษาที่ประเทศสิงคโปร์จะมีการเรียนการสอนในหลายภาษา

                ส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบคือ นโยบายของรัฐบาลเป็นแบบคอนเซอร์เวทีฟ ทำให้เงื่อนไขทางนโยบายของไทยสู้สิงคโปร์ไม่ได้ รวมทั้งในการทำนโยบายชอบเน้นเรื่องงบประมาณ ซึ่งจริงๆ แล้วหลายนโยบายไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก อีกทั้งคนสิงคโปร์มีการคิดนอกกรอบ และยังคิดแบบคนอังกฤษ เพราะให้คนจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ของอังกฤษมาวางระบบ ทำให้มีการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ

                สำหรับช่องว่างที่ควรเพิ่มเติมในขีดแข่งขันของไทย เช่น ในภาคเกษตรจะเห็นว่าประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกจำนวนมาก แต่ปัญหาคือ ยังยึดติดอยู่กับการปลูกพืชเกษตรเก่าๆ ที่มีมูลค่าต่ำและต้องลงทุนสูง จึงควรต้องปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชที่มีมูลค่าสูงขึ้น ที่สำคัญภาครัฐต้องมีการวางยุทธศาสตร์และนโยบายให้ชัดเจน รวมทั้งต้องมีการวิจัยและพัฒนา อย่างประเทศอิสราเอลมีพื้นที่ปลูกพืชน้อยมีน้ำน้อย เขาก็มุ่งไปเรื่องของการใช้สมอง ใช้ความคิด มีการวิจัยและพัฒนาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรองรับความต้องการในตลาดโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการใช้บุคลากรและทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

                "เรื่องวิจัยและพัฒนาเป็นเรื่องสำคัญ ภาครัฐต้องมียุทธศาสตร์ในเรื่องเหล่านี้ ต้องมีการวางแผน ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์จากการเข้าสู่เออีซีได้มากที่สุด จากความได้เปรียบด้านอื่นที่เรามีอยู่แล้ว และเราต้องเลือกทำ ในอนาคตคนงานในไร่ต้องทยอยออกมาฝึกในโรงเรียนอาชีวศึกษา เราต้องเปลี่ยนแรงงาน เปลี่ยนพืชที่เพาะปลูก" นายวิกรมกล่าว

                ขณะที่นายสุทธิชัย หยุ่น ประธานเครือเนชั่น ให้ความเห็นว่า อยากสร้างให้คนไทยคิดเป็น และคิดแบบเออีซี มีความกล้าในการนำเสนอ ซึ่งต้องยอมรับว่าในปัจจุบันคนไทยมีความกล้าคิด กล้าทำไม่มากพอ และคนไทยไม่ชอบปรับตัว หลายองค์กรของไทยต้องการส่งพนักงานคนไทยเข้าไปทำงานในประเทศอื่น แต่ส่วนใหญ่ไม่ยอมไป แม้จะมีเงื่อนไขที่ดี ทั้งเลื่อนตำแหน่ง และปรับเงินเดือนให้ก็ตาม ดังนั้น จะต้องสร้างให้คนไทยกล้าแข่งขัน เพราะจริงๆ แล้วคนไทยมีฝีมือเก่งกาจไม่แพ้ใคร

                "ไม่แน่ใจว่าอนาคต ไทยจะนำหน้าเวียดนาม กัมพูชา พม่าอยู่หรือไม่ เพราะเด็กไทยไม่ใช่คนแรกที่ยกมือตอบคำถามในเวทีระดับอาเซียน ซึ่งหลักสูตรเอ็มบีเอของมหาวิทยาลัยเนชั่นจะสอนให้คนไทยกล้าที่จะนำเสนอ หากเคยไปเวียดนามในตอนเย็นๆ เราจะเห็นเด็กๆ ขับมอเตอร์ไซค์ไปเรียนพิเศษกันคึกคัก ซึ่งเขามองว่าโอกาสร้างได้จากการศึกษา" นายสุทธิชัยกล่าว

                ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้นกับคนไทยคือ 1.เรื่องของการสื่อสาร หรือคอมมูเนเคชั่น วิธีการแสดงออก 2.วิธีคิดวางแผนในการแก้ปัญหา ซึ่งเด็กไทยไม่ค่อยเข้าใจในบริบทของการคิดที่เป็นรีจินัล คอนเทนต์ จึงต้องสอนให้มองถึงการเชื่อมโยงในภูมิภาค ไม่ใช่มองแค่บริบทของความเป็นไทย แต่ต้องมองชาติด้วยว่าเขาคิดกันอย่างไรทำกันอย่างไร และที่สำคัญต้องกล้านำเสนอ ต้องทำการบ้าน โดยเหล่านี้ล้วนเป็นจุดอ่อนที่ต้องสร้างให้เด็กไทยเป็นให้ได้ เพื่อยกระดับให้คนไทยรุ่นใหม่เข้าไปแข่งขันในระดับอาเซียน เพราะในเรื่ององค์ความรู้แล้ว ไทยก็ไม่แพ้ใคร แต่การนำเสนอสู้ชาติอื่นยังไม่ได้

                ด้านนางปรารถนา มงคลกุล ประธานกรรมการบริหาร บมจ.แมค กรุ๊ป กล่าวว่า ตอนที่จะออกไปทำตลาดในอาเซียน แมค กรุ๊ป ก็ต้องศึกษาทำความเข้าใจในเรื่องวัฒนธรรมนิสัยใจคอและพฤติกรรมของผู้คนในอาเซียนอยู่ 2-3 ปี ซึ่งพบว่า คนไทยเป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ก็มีบุคลิกเฉพาะตัว เช่น ในที่ประชุมวางแผนงานไม่มีปัญหาอะไรตกลงทุกเรื่อง พอออกจากห้องประชุมมักไม่มีการทำตามข้อตกลง ส่วนกัมพูชาก็มักจะรับปากทุกเรื่องไว้ก่อนเหมือนกัน ส่วนคนเวียดนามนั้น ฉลาดมาก คิดเลขเร็ว และมักคิดให้ตัวเองได้เปรียบเป็นหลัก เช่น พนักงานโรงแรมจะไม่อาบน้ำ หรือสระผมที่บ้านตัวเอง จะมาใช้อุปกรณ์ของโรงแรมแทน เพื่อประหยัด ดังนั้น การที่จะเข้าไปทำธุรกิจในแต่ละประเทศ ก็จะต้องเข้าใจและเรียนรู้วัฒนธรรมแต่ละชาติแล้วบริหารจัดการควบคุมให้ได้

                สำหรับการเข้าไปทำตลาดในอาเซียนของแมค กรุ๊ปนั้น เลือกที่จะตั้งตัวแทนจำหน่ายในแต่ละประเทศ ซึ่งก็เหมือนแต่งงานต้องเลือกให้ดี โดยประเทศแรกที่เข้าไปคือ พม่า มีข้อดีคือ มีประชากรจำนวนมาก และยังไม่มีแบรนด์ของสหรัฐอเมริกาเข้าไปทำตลาด ต่อจากนั้นก็ไปกัมพูชา พบว่ายีนที่นั่นราคาถูกมาก ทำให้ต้องศึกษาหาช่องว่างและโอกาสอย่างมาก ส่วนเวียดนามไปช่วงแรกขายแล้วขาดทุนตลอด ต้องกลับมาตั้งหลักกันใหม่ ด้วยการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคให้ดี

                ด้านนายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท กล่าวว่า การเข้าสู่เออีซีจะทำให้เกิดการค้าขายระหว่างกันในอาเซียนมากขึ้นเนื่องจากภาษีลดเหลือ 0% ซึ่งการที่จะออกไปลงทุนในต่างประเทศนั้น มีหลายด้านที่ต้องระมัดระวัง จะต้องมีการศึกษากฎหมายและวัฒนธรรมของท้องถิ่นให้เข้าใจ อย่างพฤกษาฯ ไปลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มัลดีฟส์ก็ไม่ได้กำไรกลับมา เพราะเจอปัญหาเรื่องการลดค่าเงิน ซึ่งรายได้จากการขายเป็นเงินท้องถิ่น ขณะที่การนำเข้าวัตถุดิบใช้เงินดอลลาร์สหรัฐ

                ส่วนการเข้าไปลงทุนในอินเดียนั้น ยอมรับว่าการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยากกว่าธุรกิจอื่น เพราะต้องมีกระบวนการซื้อที่ดิน ขออนุญาตก่อสร้าง ซึ่งเฉพาะการซื้อที่ดินก็ต้องมีการสอบย้อนกลับไปถึง 50 ปี เกี่ยวกับลำดับการครอบครองของครอบครัว ทำให้ต้องใช้เวลาพอสมควร และแม้ว่าโครงการที่ไปลงทุนจะเป็นที่ชื่นชอบขายได้เร็ว แต่ก็ต้องวางแผนการขายให้ดี เนื่องจากราคามีความผันผวนปรับขึ้นเร็วมาก ทำให้ขายเร็วเกินไปก็ไม่ได้

                "จริงๆ ไทยมีโอกาสหลายด้าน เช่น ด้านการเกษตร มีความเจริญทางด้านต่างๆ มากกว่าหลายประเทศในอาเซียน เราสามารถพัฒนาและต่อยอดจากการซื้อเทคโนโลยีมาจากคนอื่น เพื่อให้มีศักยภาพในการผลิตเพิ่มขึ้นได้ รวมทั้งนำหลักการบริหารจัดการมาใช้ก็จะทำให้เราแข่งขันได้" นายทองมากล่าว

                ขณะที่นายเอกฤทธิ์ ปัทมสัตยาสนธิ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจต่างประเทศ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่ง มอลล์ จำกัด กล่าวว่า หลายธุรกิจของไทยจะได้เปรียบในการเข้าสู่เออีซี โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก เนื่องจากอุตสาหกรรมของไทยมีการรวมกลุ่มกันเป็นคลัสเตอร์ มีแรงงานที่มีฝีมือ ซึ่งการเข้าสู่เออีซีหากจับจังหวะและโอกาสได้ก็จะทำให้ธุรกิจเดินหน้าได้เร็ว โดยในส่วนของอินเด็กซ์ก่อนจะออกไปสู่อาเซียนจะทำการศึกษาตลาดก่อน และการไปลงทุนก็มีหลายวิธี แต่อินเด็กซ์เลือกที่จะหาพาร์ทเนอร์ท้องถิ่นเข้ามาเป็นตัวช่วย เพราะมองว่ามีข้อได้เปรียบคือ พาร์ทเนอร์จะมีความรู้เกี่ยวกับท้องถิ่นนั้นดีกว่า รู้เรื่องข้อกฎหมาย ข้อจำกัดต่างๆ รวมทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภค ส่วนอินเด็กซ์ก็นำความรู้ทางด้านเฟอร์นิเจอร์เข้าไป

                "เราไม่ได้อยากออกไปลงทุนนอกประเทศ แต่เราถูกบีบให้ต้องออกไปจากการเปิดเออีซี และจากธุรกิจครอบครัวก็ต้องดึงมืออาชีพเข้ามาเสริมให้แข็งแกร่งขึ้น ต้องเปลี่ยนแปลงเปิดเสรีในบริษัท เปิดมุมมองภายในให้ได้ ซึ่งระยะแรกก็มีปัญหาหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าไม่ทำเราจะถูกบีบจากปัจจัยต่างๆ" นายเอกฤทธิ์กล่าว

--------------------

(หมายเหตุ : เปิดมุมมอง'ซีอีโอ' โอกาสแข่งขันไทยในอาเซียน )