
เปิดเวทีขจัดความเหลื่อมล้ำ ลดวิกฤติสังคมไทย
27 ก.ค. 2557
กรุงเทพธุรกิจ NOW26 เปิดเวทีขจัดความเหลื่อมล้ำ ลดวิกฤติสังคมไทย
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ NOW 26 ร่วมกับ จ.นครราชสีมา และหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา เปิดเวทีพลเมืองปฏิรูปครั้งที่ 2 ในประเด็น “ขจัดความเหลื่อมล้ำ ลดวิกฤติสังคมไทย” เพื่อร่วมหาทางออกให้กับปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย
การถือครองที่ดินที่กระจุกตัว ดูจะเป็นความเหลื่อมล้ำค่อนข้างสูงในสังคมไทย รศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล อนุกรรมการศึกษาแนวทางการปฏิบัติตามนโยบายการกระจายถือครองที่ดิน ภายใต้คณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ระบุว่า จากการวิจัยพบว่า 20% ของคนมีรายได้สูงสุด ถือครองที่ดิน 80% ส่วน 20% ของคนรายได้ต่ำสุด ถือครองที่ดินแค่ 0.25% ถือว่าต่างกันถึง 729 เท่า ขณะที่คดีบุกรุกที่ดินมีสูงขึ้น
ดังนั้น ควรมีการกระจายการถือครองที่ดิน เพื่อป้องกันปัญหาที่ดินกระจุกตัวและลดความเหลื่อมล้ำ เช่น การเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า และกำหนดว่า ถ้าคนที่มีที่ดินไม่เกิน 50 ไร่ไม่ต้องเสียภาษีในอัตราก้าวหน้า แต่ต้องเสียภาษีในระบบปกติ ส่วนผู้ที่ถือครองที่ดินจำนวนมาก ต้องเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า
ประภาส โงกสูงเนิน ผู้ประสานงานศูนย์อพยพคนไทยไร้แผ่นดิน อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ระบุว่า มีคนไทยไร้ที่ทำกินสูงถึง 8 แสนคน สาเหตุหนึ่งเกิดจากการประกาศเขตป่าทับซ้อนที่ชาวบ้าน จึงเกิดคดีขับไล่ฟ้องร้อง และแม้กลุ่มคนไร้ที่ทำกินจะไปร้องเรียนกับรัฐบาลยุคนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ช่วยเหลือแต่ก็ติดเงื่อนไขของส่วนราชการที่ไม่ได้ประสานเพื่อแก้ไขปัญหา
เด่น คำแหล้ ชาวบ้านจากชัยภูมิ เสริมถึงความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากระบบราชการว่า ถูกดำเนินคดีข้อกล่าวหาบุกรุกที่ดินของตัวเอง ทั้งที่ทำกินมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า เพราะกฎกระทรวงระบุไว้ว่าถ้าหากประกาศเขตไปแล้ว แม้จะมีโฉนดหรือมี น.ส.2 น.ส.3 ก็ถือว่าเป็นโมฆะ แต่ ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ นักวิชาการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล มองประเด็นนี้ว่า หากชาวบ้านสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ ก็ควรคืนสิทธิ์ให้
จัดสรรงบใหม่ ลดความสุดโต่งส่วนกลาง-ภูมิภาค
ความเหลื่อมล้ำระหว่างส่วนกลางกับภูมิภาค ถือเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมในสังคมไทย จากสาเหตุงบประมาณที่ไม่เท่าเทียมกัน เช่น จังหวัดในภาคอีสาน ได้รับงบน้อยใน 10 อันดับสุดท้ายของประเทศ เพราะกติกาการจัดสรรงบที่ว่า จังหวัดใดเก็บภาษีได้มากก็ได้งบมาก จังหวัดใดมีรายได้น้อยก็ได้งบน้อย
พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า ที่ผ่านมางบประมาณกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลาง ดังนั้น ต้องกระจายอำนาจงบประมาณและคนจากส่วนกลางออกไปสู่ท้องถิ่นให้มากขึ้น
วณี ปิ่นประทีป รอง ผอ.สำนักงานปฏิรูป (สปร.) แนะว่า คณะกรรมการปฏิรูปเสนอใช้ 5% ของงบประมาณแผ่นดิน หรือประมาณ 1 แสนล้านบาทเศษ มาจัดสรรงบประมาณแบบใหม่ให้แต่ละจังหวัด โดยคำนึงถึงมิติ 4 ด้าน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ จังหวัดที่มีประชากรมากให้จัดสรรงบมาก จังหวัดที่มีค่าเฉลี่ยรายได้ต่อครัวเรือนน้อย ต้องจัดสรรงบให้มาก จังหวัดที่มีคนจนมาก ต้องได้รับงบมาก และ จังหวัดที่มีดัชนีความก้าวหน้าของคนต่ำ ต้องจัดสรรงบประมาณให้มาก
โอกาสการศึกษาก็แตกต่าง
โอกาสทางการศึกษาสะท้อนปัญหาเหลื่อมล้ำทางสังคมค่อนข้างชัดเจน พัฒนพงษ์ สุขมะดัน นักวิชาการ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) กล่าวถึงเส้นทางการเล่าเรียนของเด็กไทยว่า จากเด็ก 10 คนมี 1 คนไม่จบมัธยมต้น 5 คนไม่จบระดับมัธยมปลาย อีก 4 คนไปไม่ถึงระดับอุดมศึกษา แต่จะมีเพียงคนเดียวที่จบและมีงานทำ
รัชตะ ศรีบุญรัตน์ กรรมการสมัชชาปฏิรูป ประธานสภาเด็กและเยาวชน กรุงเทพมหานคร จึงเสนอว่า ควรปฏิรูปการศึกษา โดยให้องค์กรท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพ ดึงทุกภาคส่วนมารวมตัวกันเป็นสภาการศึกษา หรือสมัชชาการศึกษา และปฏิรูปครู เพื่อให้การศึกษามีคุณภาพ ตอบโจทย์การทำงานในชีวิตจริง ขณะเดียวกันยังต้องจัดระบบการศึกษาเฉพาะกลุ่ม เช่น เด็กพิการ เด็กด้อยโอกาส เยาวชนที่พลาดตั้งครรภ์ระหว่างศึกษาเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม
การจัดการทรัพยากรล้มเหลว
ส่วนการเสวนาประเด็น “การจัดการทรัพยากร เพื่อรายได้ที่ยั่งยืน” ในเวทีเดียวกัน พบว่า สาเหตุที่ชาวอีสานมีรายได้ต่ำกว่าภาคอื่นๆ เกิดจากปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรที่มีนายทุนและภาครัฐเป็นตัวแปรสำคัญ
กรณีข้อพิพาทชาวบ้าน ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ กว่า 177 ครอบครัว เป็นตัวอย่างหนึ่ง เพราะชาวบ้านได้อาศัยที่ดินทำกินมาตั้งแต่ปี 2514-2516 แต่ในปี 2521 องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ได้เข้ามาปลูกป่าในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าภูซำผักหนาม และควบรวมพื้นที่ของชาวบ้านไปด้วย จึงเกิดประเด็นชาวบ้านบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนทั้งที่อยู่อาศัยมาก่อน
สัมพันธ์ ต่อวาส แกนนำเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า ปัญหานี้เกิดจากการประกาศพื้นที่ป่าทับซ้อนกับที่ทำกินของชาวบ้าน โดยส่วนราชการไม่ได้ลงพื้นที่ไปดูสภาพความเป็นจริง และไม่มีกระบวนการพิสูจน์ที่ชัดเจน แต่กลับตั้งข้อกล่าวหาว่าชาวบ้านเป็นผู้บุกรุก
ขณะที่ พล.อ.เอกชัย บอกถึงแนวทางการแก้ปัญหาข้อพิพาทป่าและชุมชน ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เคยมีพระบรมราโชวาทพระราชทานคณะกรรมการจัดงานวันระพี 27 มิถุนายน 2516 ว่า ในป่าสงวนฯ ซึ่งทางราชการได้ขีดเส้นไว้ว่า เป็นป่าสงวนฯ นั้น ถ้ามีคนอยู่ในพื้นที่มาก่อน ก็ให้ถือว่าคนเหล่านั้นมีสิทธิ์ในพื้นที่ ไม่ใช่ผู้บุกรุก
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่สะท้อนให้เห็นว่าชาวบ้านเข้าไม่ถึงทรัพยากร และได้รับผลกระทบต่อวิถีชีวิตการทำกิน เช่น การให้สัมปทานเอกชนในการทำนาเกลือใต้ดิน หรือเหมืองแร่โปแตสในหลายๆ พื้นที่
ถาวร เพชรขุนทด ตัวแทนชาวบ้านจาก 4 อำเภอ ได้แก่ อ.โนนสูง ขามทะเลสอ โนนไทย และพระทองคำ จ.นครราชสีมา ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่โปแตส บอกว่า การทำเหมืองแร่โปแตสส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ทั้งพื้นที่เพาะปลูก แหล่งน้ำ และปัญหาทั้งหมดยังไม่ได้รับการแก้ไข
สันทนา ธรรมสโรจน์ สมาชิกพัฒนาเมืองโคราช บอกว่า ถ้าประเทศต้องการพัฒนา สร้างความเจริญระดับหมู่บ้านแบบยั่งยืน ต้องให้อำนาจชุมชนเป็นตัวตั้ง หากชุมชนเห็นว่าการใช้ทรัพยากรใดไม่เกิดประโยชน์ต่อชุมชน ก็ต้องยกเลิกไป
ขณะที่ ดร.เพิ่มศักดิ์ มองว่า กรณีเหมืองแร่ เรื่องผลกระทบต่อระบบนิเวศและประชาชนนั้น ผู้ประกอบการต้องชดเชยให้ชาวบ้านที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ส่วนเรื่องผลประโยชน์ เนื่องจากแร่เป็นของส่วนรวม ก็ต้องให้ผลประโยชน์ที่เป็นธรรมกับชุมชน ส่วนเรื่องป่าไม้ มีทางออกเดียว คือ ต้องปรับแก้กฎหมายป่าสงวนและกฎหมายป่าไม้ฉบับอื่นๆ ด้วย



