ไลฟ์สไตล์

เลียบบุรีรมย์ ชมบุรีรัมย์ วันฟ้าฉ่ำฝน

เลียบบุรีรมย์ ชมบุรีรัมย์ วันฟ้าฉ่ำฝน

27 ก.ค. 2557

ชวนเที่ยว : เลียบบุรีรมย์ ชมบุรีรัมย์ วันฟ้าฉ่ำฝน : เรื่อง / ภาพ ... ธีรภาพ โลหิตกุล [email protected]

 
                            บุรีรัมย์ ในอดีตเคยแห้งแล้งขนาดมีเรื่องเล่าขานว่า ผู้คนต้องตักโคลนจากบ่อน้ำมาตำ มาย่ำ หรือมาคั้นให้เป็นเลน แล้วปล่อยให้ตกตะกอนจนได้น้ำใสมากินมาใช้ อันเป็นที่มาของคำว่า “บุรีรัมย์ต้องตำน้ำกิน” แต่เมื่อวันฟ้าฉ่ำฝนปลายเดือนก่อน ผมสัญจรสู่อีสานใต้ ไปพบความจริงว่า บุรีรัมย์วันนี้เปลี่ยนแปลงไปสิ้นเชิง กลายเป็น “บุรีรัมย์ เมืองรื่นรมย์ ชื่นชมกีฬา ศึกษาอารยธรรมขอม” เพราะไม่เพียงมีปราสาทหินทรายสีชมพูวิจิตรตาอย่างพนมรุ้งและเมืองต่ำ เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยว ในฐานะ “ว่าที่” แหล่งมรดกโลกแห่งใหม่ของไทยแล้ว ยังกลายเป็นเมืองที่พลิกโฉมหน้าสู่ความทันสมัย ด้วยการมีทีมฟุตบอลระดับแชมป์ลีกสูงสุดของเมืองไทย อย่าง "ทีมปราสาทสายฟ้า" บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และมี “ไอ-โมบาย สเตเดี้ยม” เป็นสนามฟุตบอลมาตรฐานสากลที่เชิดหน้าชูตา 
 
                            ที่สำคัญในเดือนตุลาคมนี้ “บุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต” สนามแข่งรถสูตร 1 หรือฟอร์มูลา วัน แห่งแรกของไทย จะได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซูเปอร์ทีจี 2014” ซึ่งจะดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกมากมาย ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของการประลองความเร็วอย่างมีกฎ กติกา และความปลอดภัย อันจะเป็นแรงบันดาลใจให้วัยรุ่นขาซิ่งหันมาสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติ ด้วยการเป็นนักขับรถสูตร 1 โดยมีตำแหน่งแชมป์ “กรังด์ปรีซ์” เป็นความใฝ่ฝันสูงสุด
 
                            แต่ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบฟุตบอล ตื่นเต้นหรือเฉยๆ กับสนามแข่งรถสูตร 1 ผมคิดว่า ถึงอย่างไรก็ควรได้ไปสัมผัสความมหัศจรรย์ของ ปราสาทหินพนมรุ้ง สักครั้งหนึ่งในชีวิต เปล่า! ผมมิได้เจาะจงให้ไปชมพนมรุ้งในช่วงที่แสงอาทิตย์ส่องตรง 15 ช่องประตู ราวต้นเดือนเมษายนของทุกปี ซึ่งจะมีงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง และมีนักท่องเที่ยวแห่ไปชมกันแน่นขนัด แต่อยากแนะนำว่า จะไปเดือนไหน ฤดูกาลใด พนมรุ้งก็มีความมหัศจรรย์ให้สัมผัสได้ทุกวันอยู่แล้ว
 
                            ช่างขะแมร์โบราณตัด ยก ขนย้ายก้อนศิลาทรายหนักเป็นตันๆ ได้อย่างไร? ใช้อะไรขัดให้เรียบ กลึงให้กลม แกะให้งามตระการตาอย่างที่เห็น? อย่ากระนั้นเลย ในการออกแบบก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่เช่นนี้ สถาปนิกผู้รังสรรค์ใช้วัสดุใดเป็น “พิมพ์เขียว” ในการร่างแบบ ก็ยังเป็นปริศนาอันน่ามหัศจรรย์ใจมาตราบจนวันนี้ ยังไม่ต้องพูดถึงลวดลายจำหลัก ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเทพเจ้าฮินดูไว้โดยละเอียด ด้วยฝีมือช่างระดับที่นักโบราณคดีลงความเห็นว่า เป็น “ขั้นเทพ” อันหมายถึงเป็นฝีมือช่างหลวงที่ถูกส่งมาจากเมืองพระนคร (Angkor) หรือที่รู้จักกันในนาม “นครวัด นครธม” ศูนย์กลางความเจริญของอารยธรรมกัมพูชาในอดีต ตลอดจนความพิถีพิถันในคัดสรรหินทรายสีชมพูชนิดที่เรียกว่า “ใจหิน” มาสร้าง 
 
                            ทำให้ถึงแม้ผมจะเคยไปสัมผัสความอลังการของมหาปราสาทนครวัดมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ยังยืนยันกับใครๆ ว่า จะเห็นนครวัดมากี่ครั้งก็ช่าง แต่ควรได้ไปประจักษ์ตาในความงามของปราสาทหินทรายสีชมพู นาม “วนัมรุง” หรือพนมรุ้งด้วย เพราะถึงแม้ขนาดของปราสาทพนมรุ้งจะไม่ถึงครึ่งของนครวัด แต่ความวิจิตรบรรจงของงานแกะสลักหินรูป “ศิวนาฏราช” ที่หน้าบัน และรูป “นารายณ์บรรทมสินธุ์” ที่ทับหลังของปรางค์ประธานปราสาทพนมรุ้ง ก็ไม่ด้อยกว่าใครในปฐพีอาเซียนเลย 
 
                            เช่นเดียวกับ “ปราสาทเมืองต่ำ” ที่อยู่ไม่ไกลกัน ถึงแม้ตัวปราสาทหรือองค์ปรางค์จะงามไม่เท่าพนมรุ้ง แต่ทีเด็ดของปราสาทหลังนี้ อยู่ที่การออกแบบก่อสร้าง “ซุ้มบันได” ลงสระน้ำทั้งสี่สระที่ล้อมรอบปราสาท โดยสมมุติให้เป็นมหานทีสีทันดร สายน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลหล่อเลี้ยงเขาพระสุเมรุ-ศูนย์กลางของโลกและจักรวาลตามคติฮินดู 
 
                            เพียงได้ชื่นชมซุ้มบันไดชุดนี้ ก็นับเป็นบุญตาและคุ้มค่าแล้ว กับการนั่งรถต่อจากพนมรุ้งไปเมืองต่ำอีกแค่ 7 กิโลเมตรเท่านั้น จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ปราสาทพนมรุ้ง เมืองต่ำ และพิมายในวันนี้ จะมีสถานะเป็น “ว่าที่” แหล่งมรดกโลกแห่งใหม่ของไทย เพราะมีชื่ออยู่ใน “บัญชีรายชื่อเบื้องต้น” (Tentative List) แล้ว รอคณะกรรมการมรดกโลกแห่งองค์การยูเนสโกพิจารณาขึ้นทะเบียนทั้งสามแห่งรวมกันในนาม “ปราสาทหินพิมาย และเส้นทางวัฒนธรรม และปราสาทพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำ (http://www.thaiwhic.go.th/tentative1.aspx)” เหมือนสุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร ซึ่งเป็นโบราณสถานยุคเดียวกัน และมีประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกัน จึงนับรวมเป็นแหล่งมรดกโลกหนึ่งแห่ง ไม่ใช่สามแห่ง
 
                            จากปราสาทเมืองต่ำ ถ้าคิดว่าชอบหรือหลงรักอารยธรรมขะแมร์โบราณเข้าแล้ว ผมอยากแนะนำให้ไปต่ออีกราว 30 กิโลเมตร ไปให้ถึง วัดป่าลานหินตัด บ้านสายตรี 3 ต.ปราสาท อ.บ้านกรวด เพราะที่นั่น ภายในอาณาบริเวณวัดมีลานหินทรายขนาดใหญ่ปรากฏร่องรอยการตัดหิน ที่ทำให้นักโบราณคดีลงความเห็นว่า เป็นต้นตอของหินทรายสีชมพูที่ใช้สร้างปราสาทพนมรุ้งและเมืองต่ำ อันควรค่าแก่การไปเห็น ไปเรียนรู้ยิ่งนัก โดยเฉพาะกลวิธีตัดหินของช่างขะแมร์โบราณ นับเป็นภูมิปัญญาที่น่าทึ่ง ในเงื่อนไขที่ยังไม่มีเทคโนโลยีเหมือนทุกวันนี้
 
                            นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า วิธีพื้นฐานคือ ใช้สิ่วสกัดหินก้อนใหญ่ให้เป็นร่องตามแนวยาว แล้ว “ง้าง” หินให้แยกออกจากกันด้วยลิ่มเหล็ก หรือลิ่มไม้ บางจุดพบร่องรอยการใช้วัสดุขีดลากเส้นตรงไว้ แล้วสกัดหินเป็นรูกลมมีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 1 นิ้ว ทำเป็นรอยปรุตามแนวเส้นตรงนั้น โดยมีระยะห่างรูละประมาณ 1 คืบ จากนั้นก็ใช้ลิ่มไม้ตอกอัดลงในรูที่เป็นรอยปรุดังกล่าว แล้วก็ใช้น้ำราดให้ลิ่มไม้ขยายตัว หินก็จะบิ หรือแยกออกจากกัน โดยหินทรายมีคุณสมบัติที่ดี คือเนื้อแน่น ไม่ร่วนซุยง่าย พอถูกบิหรือแยกออกเป็นก้อน หน้าตัดก็เกือบจะราบเรียบอยู่แล้ว 
 
                            แต่หินที่จะใช้สร้างปราสาทต้องให้หน้าตัดเรียบจริงๆ จนประกบกันสนิทได้ จึงต้องมีวิธีการขัดให้เรียบสนิท โดยใช้ทรายโรยที่หน้าตัดของหินก้อนหนึ่ง แล้วพรมน้ำลงไป จากนั้นใช้ปั้นจั่นโบราณยกหินอีกก้อนหนึ่งประกบ แล้วหมุนหินก้อนบนให้เสียดสีกับก้อนล่าง คล้ายการขัดหินด้วยกระดาษทราย จนหน้าตัดของหินก้อนบนและก้อนล่างราบเรียบจนประกบกันได้สนิทในที่สุด ด้วยเหตุนี้ หินทุกก้อนที่ใช้สร้างปราสาทจึงต้องมีรูเล็กๆ ไว้สำหรับให้ปั้นจั่นหนีบหรือยึดเพื่อการยกขึ้นขัดให้เรียบ หรือยกขึ้นประกอบเป็นองค์ปราสาทนั่นเอง ภูมิปัญญาคนโบราณล้ำลึกขนาดนี้ ผมถึงบอกว่าคุ้มค่าแก่การไปชม
 
                            แต่ขอย้ำ !! ให้มุ่งตรงไป “วัดป่าลานหินตัด” เท่านั้น อย่าขับรถเลยไปจากวัด เพราะจะเข้าเขตผืนป่ารอยต่อ 5 จังหวัด และเข้าใกล้แนวชายแดนไทย-กัมพูชา
 
                            ที่วัดป่าลานหินตัดนี้ ช่างเงียบสงบ ไม่มีเสียงออกลำโพงเรียกร้องให้คนทำบุญ ไม่มีเครื่องรางของขลังให้เช่า ไม่มีแม้แต่ตู้รับเงินบริจาค แต่มีแม่ชีที่พอจะช่วยนำทางคุณไปชมจุดสำคัญในแหล่งตัดหินเก่าแก่แห่งนี้ได้ และมีท่านเจ้าอาวาสที่เป็นพระนักพัฒนา โดยใช้จักรยานเป็นพาหนะนำทางชาวบ้าน โดยเฉพาะเยาวชน ไปสู่หนทางแห่งสติและปัญญา ภายใต้แนวคิด “จักรยาตรา ธรรมะติดล้อ” ด้วยท่านตระหนักว่า การปั่นจักรยาน นอกจากเป็นรูปแบบหนึ่งของการเจริญสติ ลดความเร่งรีบร้อนรนในจิตใจแล้ว ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
 
                            พระอาจารย์สมบูรณ์ สุมงฺคโล ท่านเจ้าอาวาส เริ่มต้นจากการใช้จักรยานเป็นพาหนะไปสอนวิชาศีลธรรมตามโรงเรียนต่างๆ เพื่อไม่ต้องรบกวนให้ญาติโยมคอยไปรับไปส่ง จากนั้นก็ชักชวนเด็กๆ ขี่จักรยานไปบำเพ็ญประโยชน์ เช่น ปลูกต้นไม้ เก็บขยะ ฯลฯ กระทั่งทำ “จักรยาตรา” ปั่นจักรยานไปจนถึงประเทศเพื่อนบ้านคือลาวและกัมพูชามาแล้ว 
 
                            ท่านที่สนใจรายละเอียด สามารถเข้าเฟซบุ๊กของทางวัด โดยพิมพ์คำว่า “จักรยาตรา วัดป่าลานหินตัด” แล้วจะรู้ว่าบุรีรัมย์วันนี้มีมิติที่หลากหลายและน่าทึ่งเพียงใด
 
 
 
 
 
----------------------------------
 
(ชวนเที่ยว : เลียบบุรีรมย์ ชมบุรีรัมย์ วันฟ้าฉ่ำฝน : เรื่อง / ภาพ ... ธีรภาพ โลหิตกุล [email protected])