
โรคมือ เท้า ปาก ภัยร้ายใกล้ตัว
24 ก.ค. 2557
ดูแลสุขภาพ : โรคมือ เท้า ปาก ภัยร้ายใกล้ตัว
โรคมือ เท้า ปาก วัยร้ายใกล้ตัว ซึ่งเป็นที่สนใจในหมู่คุณพ่อ คุณแม่ที่มีลูกเล็กๆ เพราะมีการระบาด และทำให้เด็กเสียชีวิตไปหลายคนในสิงคโปร์ และมาเลเซีย ที่จริงแล้วโรคนี้มิใช่เป็นโรคใหม่ แต่เป็นโรคที่มีมานานแล้ว ในประเทศไทยก็พบอยู่เสมอๆ แต่ไม่เป็นข่าว เพราะเป็นแล้วอาการไม่รุนแรง ไม่ทำให้เสียชีวิตนั่นเอง ผู้ปกครองหลายท่านเกิดความกังวลว่าจะเกิดขึ้นกับบุตรหลานของตน หรือเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำอย่างไรดี เพื่อให้ท่านได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและช่วยกันระมัดระวัง
สาเหตุ
เกิดจากเชื้อ Enterovirus 71 (EV71) Coxasackie Virus ระยะฟักตัว 3-6 วัน หลังได้รับเชื้อจึงจะเริ่มเกิดอาการ กลุ่มที่มีความเสี่ยงมักพบได้ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะเด็กอายุ 6 เดือน-3 ปี
ลักษณะอาการ
ในเด็กจะมีไข้สูง 3-4 วัน และเริ่มมีตุ่มน้ำใส (Vesicle) ขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ปาก ลิ้น เหงือก ในวันแรกของไข้ มีอาการเจ็บร่วมด้วย ทำให้รับประทานอาหารไม่ได้ มีน้ำลายไหล และอาจมีผื่นขึ้นตามขาทั้ง 2 ข้าง อาการมักจะหายเองภายใน 5-7 วัน ในผู้ใหญ่ ลักษณะอาการจะแตกต่างจากเด็ก คือ มีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว แผลในปาก อาจมีผื่นขึ้นหรือไม่มีก็ได้
อาการเสี่ยง
เป็นทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ส่วนใหญ่ไข้จะลดลงและหายไปเองภายใน 1 สัปดาห์ แผลในปากจะดีขึ้นเอง ตุ่มน้ำที่มือหรือเท้าจะค่อยๆ หายไป โรคแทรกซ้อนที่พบได้คือ เยื่อหุ้มสมอง หรือเนื้อสมองอักเสบ นอกจากนี้อาจเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้
การติดต่อ
โรคนี้สามารถติดต่อได้ง่ายมาก อัตราการติดต่อ จากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่ง เกือบร้อยละร้อย โดยเฉพาะในเด็ก และช่วงเวลาที่มีการระบาด
-ทางน้ำลาย ได้รับเชื้อจากแผลในปาก
-การได้รับเชื้อเข้าทางปาก จากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสดังกล่าว
-เชื้อจะมีอยู่หลังจากมีอาการ โดยเชื้อจะอยู่ในอุจจาระหลายสัปดาห์หรืออาจเป็นหลายเดือน
การรักษา
โดยทั่วไปอาการจะดีขึ้นเอง แพทย์จะทำการรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาแก้ไข้ แต่ปัญหาที่พบบ่อยคือ เด็กบางคนรับประทานอาหารและน้ำไม่ได้ เพราะเจ็บแผลในปาก ไม่ยอมกลืนน้ำลาย และไม่ยอมให้ทำความสะอาดในปาก ซึ่งเป็นผลทำให้แผลหายช้า หรือเป็นมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน แพทย์มักจะให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดหากรับประทานอาหารไม่ได้ และควรจะต้องทำความสะอาดในปาก เพื่อให้แผลหายเร็วขึ้น และให้ยาปฏิชีวนะถ้าจำเป็น
-สร้างสุขลักษณะส่วนบุคคลให้ดี เช่น หมั่นล้างมือ
-รับประทานอาหารที่สะอาด และใช้ช้อนกลางตักเสมอ
-สำหรับผู้ป่วย ควรใส่หน้ากากอนามัย และหมั่นล้างมือเมื่อสัมผัสกับสิ่งคัดหลั่งโดยเฉพาะน้ำมูก น้ำลาย เป็นต้น
การป้องกันโรค
โรคนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน การป้องกันที่ดีที่สุดคือ การล้างมือ การดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล การทำความสะอาดของเล่นและเครื่องใช้ หลีกเลี่ยงการนำบุตรหลานไปในสถานที่ที่มีโอกาสสัมผัสกับโรคได้ เช่น สนามเด็กเล่น เป็นต้น
ดูแลสังเกตอาการบุตรหลานอย่างใกล้ชิดภายใน 3-5 วัน ตั้งแต่เริ่มมีอาการ
หากพบสัญญาณอันตรายต่อไปนี้ ให้มาพบแพทย์ทันที
1.มีไข้สูง 39 องศาเซลเซียส หรือ ไข้สูงมากกว่า 2 วัน
2.เหนื่อย หอบ
3.ซึม หลับทั้งวัน ปลุกตื่นยาก
4.อาเจียนบ่อย มากกว่า 2-3 ครั้ง
5.อาการแขนขาอ่อนแรง
6.มีอาการผวาหรือกระตุก จากเดิมไม่เคยมีอาการมาก่อน
รศ.พญ.จรุงจิตร์ งามไพบูลย์
แพทย์หัวหน้าศูนย์สุขภาพเด็ก



