
ไม่ควรร่วมจ่าย(จริงหรือ)?
ไม่ควรร่วมจ่าย(จริงหรือ)? : พวงชมพู ประเสริฐรายงาน
สร้างความกังวลให้คนไทยกว่า 48 ล้านคนที่ใช้สิทธิรักษาพยาบาลในกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ "บัตรทอง" หรือเดิมเรียกว่า 30 บาทเป็นอย่างมาก เมื่อมีข่าวว่า"นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์"ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เสนอให้ประชาชนร่วมจ่ายการรักษาพยาบาล 30-50% ต่อ "พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย"หัวหน้าฝ่ายสังคมจิตวิทยา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ในวันที่เดินทางมาตรวจเยี่ยมสธ.ครั้งแรกเมื่อ 31 พฤษภาคม 2557 ก่อนที่ "นพ.ณรงค์"จะชี้แจงว่า สธ.ไม่เคยและไม่มีแนวคิดในเรื่องดังกล่าว ต่อมาปรากฏภายหลังว่าผู้ที่พูดเรื่องนี้ภายหลังที่ประชุมเปิดให้แสดงความคิดเห็น คือ "นพ.ธวัชชัย กมลธรรม"อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
แท้จริง "เรื่องการร่วมจ่าย" ไม่ได้เพิ่งกล่าวถึงเป็นครั้งแรก ยุคเริ่มของ 30 บาทก็ได้ให้ประชาชนร่วมจ่าย จากการเก็บค่าบริการ 30 บาท ในยุครัฐบาลขิงแก่ที่มี "นพ.มงคล ณ สงขลา" เป็นรมว.สธ. เคยพูดถึงเรื่องนี้ และล่าสุดเมื่อปี 2556 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)ในฐานะฝ่ายเลขาฯ คณะกรรมการบริหารหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.)ก็เคยเสนอวาระเข้าสู่การพิจารณา แต่ต้องถอนเพราะภาคประชาสังคมคัดค้าน จนถึงตอนนี้จึงยังไม่ใครกล้า
ที่สำคัญ มาตรา 5 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กำหนดไว้ว่า ให้บุคคลที่เข้ารับการบริการสาธารณสุขต้องร่วมจ่ายค่าบริการในอัตราที่กำหนดให้แก่หน่วยงานในแต่ละครั้งที่เข้ารับบริการ เว้นแต่ผู้ยากไร้หรือบุคคลที่กำหนดไม่ต้องจ่าย แม้กฤษฎีกาจะเคยตีความว่า ทำไม่ได้ แต่นั่นอาจหมายถึงเฉพาะเรื่องสิทธิประโยชน์พื้นฐานที่ประชาชนต้องได้รับ หากเป็นสิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นก็น่าจะทำได้
ความจริง ขณะนี้คนไทยก็มีการร่วมจ่ายการรักษาพยาบาลอยู่แล้วในทุกสิทธิรักษาพยาบาล โดยประกันสังคม ผู้ประกันตนจะต้องเสียค่าประกันสังคมเป็นประจำทุกเดือน สิทธิสวัสดิการข้าราชการก็ต้องร่วมจ่ายในบางอย่างที่นอกเหนือสิทธิ เช่น ค่าเซ็ตน้ำเกลือ หรือส่วนเพิ่มของค่าห้องพิเศษ เป็นต้น แม้แต่บัตรทองก็มีส่วนร่วมจ่ายเช่นกัน อาทิ จ่าย 500 บาทในการฟอกไต และการจ่าย 30 บาทต่อการเข้ารับบริการแต่ละครั้ง ซึ่งกลับมาเรียกเก็บอีกครั้งตามความสมัครใจในปี 2555 ช่วงที่
"นายวิทยา บุรณศิริ" เป็น รมว.สธ. และประกาศยกเว้นผู้ที่ไม่ต้องจ่ายไว้ทั้งสิ้น 21 กลุ่ม หลังจากที่ได้มีการยกเลิกการเก็บดังกล่าวไปแล้วเมื่อปี 2549 สมัย "นพ.มงคล"เพราะเห็นว่าไม่เกิดประโยชน์ที่จะเก็บและไม่ต้องการให้เป็นเครื่องมือหาเสียงของพรรคการเมือง
การที่คนไทยตกใจกับเรื่องการร่วมจ่าย อาจเป็นเพราะติดอยู่กับคำว่า"30 บาทรักษาทุกโรค" หรือ "รักษาฟรี"ที่พรรคการเมืองนำมาใช้หาเสียง จนหลงลืมสภาวะความเป็นจริง !
ทว่า ด้วยระบบสาธารณสุขของไทยในปัจจุบันที่ประชาชนใช้บริการรักษาพยาบาล 4-5 ครั้งต่อคนต่อปี จากเดิม 1-2 ครั้งต่อคนต่อปี มีค่าใช้จ่ายของระบบประกันสุขภาพ โดยสิทธิบัตรทอง เพิ่มขึ้นจาก 54,429 ล้านบาทในปี 2549 เป็น 101,057.97 ล้านบาทในปี 2554 สิทธิสวัสดิการข้าราชการปี 2549 จำนวน 37,005.45 ล้านบาท เป็น 61,844.27 ล้านบาทในปี 2554 บวกกับโรงพยาบาลมีสภาพคล่องทางการเงินที่วิกฤติ และอนาคตประเทศไทยต้องเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์แบบ ค่ารักษาพยาบาลจะเพิ่มมากขึ้น อาจมีความจำเป็นที่จะต้องให้คนวัยหนุ่มสาวหรือผู้ที่มีศักยภาพในการที่จะร่วมจ่ายได้ต้องร่วมจ่าย เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ระบบ เหมือนที่หลายประเทศดำเนิน อาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศส ฯลฯ
เพียงแต่การจะให้คนไทย "ร่วมจ่าย" ต้องมีการกำหนดกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม ทั้งรูปแบบการร่วมจ่าย บุคคลที่ต้องร่วมจ่ายและไม่ต้องร่วมจ่าย เป็นต้น อาทิ ผู้ที่มีรายได้ระดับไหนควรที่จะมีการร่วมจ่าย หรือผู้ที่ป่วยเป็นโรคจากพฤติกรรมตนเอง เช่น จากการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ควรร่วมจ่าย ทั้งนี้ ต้องไม่ละทิ้งวัตถุประสงค์เดิมของกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ต้องการให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพและไม่ล้มละลายจากการรักษาพยาบาล
นพ.ธวัชชัยกล่าวว่า การร่วมจ่ายก็เพื่อให้ประชาชนหันมาดูแลสุขภาพตนเองมากขึ้น ประชาชนควรมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบสุขภาพ ซึ่งการเสนอก็เพื่อแก้ปัญหาโดยรวมของประเทศ จะอ้างว่าเมื่อร่วมจ่ายแล้วประชาชนจะล้มละลายก็ไม่จริงเพราะรัฐไม่ปล่อยให้เกิดเหตุเช่นนี้แน่นอน และการร่วมจ่ายก็เป็นการลดความเหลื่อมล้ำ
อย่างไรก็ตาม ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ มองว่า ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะให้คนไทยร่วมจ่ายเมื่อป่วยแล้ว แม้จะเป็นในอัตรา 1-2% ก็ไม่ควร เป็นเรื่องที่สุดซอย การจะร่วมจ่ายต้องเป็นไปเพื่อปรับพฤติกรรมของผู้ป่วยไม่ใช่เพราะเงินไม่พอเหมือนที่ผู้ให้บริการพยายามผลักดัน ทั้งนี้ รูปแบบการร่วมจ่ายที่ดีที่สุด คือ รูปแบบของประกันสังคมที่ให้จ่ายล่วงหน้าเป็นรายเดือนตอนที่ยังไม่ป่วย ไม่เกี่ยวกับสุขภาพหรืออายุ และหากปรับให้มีการเสียตามรายได้จะดีมากขึ้น
"การจะให้ผู้ใช้สิทธิบัตรทองมาร่วมจ่ายในรูปแบบรายเดือนเหมือนกับประกันสังคม ถ้าทำได้ก็ดี แต่ทำยาก เพราะการเก็บเงินลำบาก ไม่มีนายจ้างหักเงินเดือนส่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบทุกเดือนเหมือนสิทธิประกันสังคม ดังนั้น ในเมื่อรัฐใช้เงินจากภาษีที่ทุกคนจ่าย รัฐก็ต้องทำหน้าที่ในการรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล รัฐสัญญาอะไรไว้ก็ต้องทำตามนั้น" ดร.อัมมารกล่าว
วันนี้อาจยังไม่ใช่ช่วงเวลาสุกงอมที่จะต้องดำเนินการเรื่องร่วมจ่าย แต่การจะให้มีการร่วมจ่ายหรือไม่ รูปแบบใด เมื่อไหร่ และใครบ้าง เป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายต้องพิจารณา เหนืออื่นใด ใครจะกล้า หักด้ามพร้าด้วยเข่า!



