
บอลโลกสู่เทควันโดการศึกษาไทยเรียนรู้อะไร?
จากควันหลงบอลโลก สู่เทควันโดโค้ชเช..การศึกษาไทยเรียนรู้อะไรกันหน่อยไหม? : กนกวรรณ กลินณศักดิ์ นักวิชาการสื่อสาร สสค.รายงาน
ฤดูกาลบอลโลกพึ่งผ่านพ้นไปหมาดๆ คนวิจารณ์กันเยอะว่าเยอรมันไม่น่ามาได้ไกลขนาดนี้ ตัวเก่งเด่นๆแบบเมซซี่ของอาเจนติน่า หรือเนมาร์ของบราซิลก็ไม่มี เหตุใดคว้าแชมป์มาดื้อๆ
แท้จริงบทเรียนสำคัญที่แฟนบอลทั่วโลกยกนิ้วให้ทีมชาติเยอรมันทีมนี้คือความเป็น “ทีมเวิร์ค” ที่แข็งแกร่งและเหนียวแน่นสามารถเอาชนะคู่แข่งได้ด้วยฝีเท้าที่มีมาตรฐานสูง การทุ่มเทฝึกซ้อมต่อเนื่อง การเล่นอย่างเป็นระบบมีวินัยตามแผนที่วางอย่างรัดกุม แถมด้วยความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวโดยไม่มีใครคิดจะเป็น “ดารา” ไม่ต่างจากกรณี “น้องก้อย-โค้ชเช” ที่กลายเป็นกระแส “ท๊อค ออฟ เดอะ ทาวน์” ก็ต้องยอมรับว่า การสร้างนักกีฬาสักคน ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความอดทนและทีมเวิร์คที่ดีของทั้ง “ตัวนักกีฬา-โค้ช-สมาคม-กระทั่งตัวพ่อแม่เอง” นับสิบปี
เขียนเรื่องนี้ในฐานะแฟนบอลตัวยง และแฟนกีฬาชาวไทย ที่อดคิดไม่ได้ว่าความสำเร็จของทีมเยอรมัน หรือความรุ่งโรจน์ของสมาคมเทควันโดสมัยโค้ชเชนั้น ล้วนแล้วแต่เป็น “ความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ” ไม่ต่างจากความสำเร็จอีกหลายๆเรื่องที่คนไทยมักเห็นกันอยู่ ใกล้ตัวก็ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่เด็กไทยไปสร้างชื่อก้องโลกอีกแล้วในการเแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ คว้าเหรียญทองมาเป็นกอบเป็นกำเหมือนทุกๆปีที่ผ่านมา (ตลอด 20 ปีนี้เด็กไทยเป็นร้อยแล้วครับที่คว้ารางวัลระดับเหรียญทองจากการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการนี้)
ทราบไหมว่าน้องๆเหล่านี้ก็เหมือนนักเตะเยอรมัน กว่าจะก้าวมาถึงความสำเร็จในวันนี้ได้ ต้องผ่านกระบวนการสอบแข่งขันและเก็บตัวฝึกฝนอย่างน้อย 2 ปีกว่าจะเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าแข่งขันในแต่ละวิชาได้ จากเยาวชนหลายหมื่นคนที่สมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศในแต่ละปี จะมีเพียง 5-6 คนเท่านั้นที่ได้เป็นตัวแทนไปแข่งขันโอลิมปิกวิชาการในแต่ละวิชาในการแข่งขันระดับนานาชาติ
แต่ก็น่าเสียดายครับ เรามีเด็กไทยเฉลี่ยปีละ 30-50 คนไปสร้างชื่อเสียงทางวิชาการเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติได้ด้วยการเตรียมการอย่างมีมาตรฐาน การฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง และการมีวินัยในการเรียนภายใต้การดูแลอย่างเป็นระบบของครูบาอาจารย์ โค้ชเช เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างการฝึกซ้อมที่เลื่องชื่อว่า โหดขึ้นคอ แต่สุดท้ายลูกศิษย์ก็ได้ดี เมื่อเปรียบกับผลการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับนานาชาติแต่ละครั้งเด็กไทยกลับปักหลักอยู่ท้ายๆ เรื่อย สอบกี่ทีๆก็ “ตกยกชาติ” เหมือนกันทุกครั้ง จึงไม่แปลกที่จะเกิดคำถามตามมา
รอบล่าสุดปี 2012 ในการสอบ PISA (Program for International Student Assessment) ของกลุ่มประเทศ OECD 65 ประเทศทั่วโลกที่วัดมาตรฐานความรู้เด็กม.3(อายุ15ปี)เราก็ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติทั้งวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และ การอ่านที่เด็กไทยได้อันดับที่ 50 48 และ 47 ตามลำดับ มีเด็กไทยสักร้อยละ 2 เท่านั้นครับที่คะแนนสูงสู้เด็กชาติอื่นได้ ที่เหลือกว่าร้อยละ 50 คะแนนอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ OECD กำหนดไว้
พูดง่ายๆไม่ต้องแปลคือในเด็กม.3 ราว 700,000 คน เรามีเด็กเก่งๆอยู่แค่สักไม่ถึง 20,000 คนเท่านั้น ท่านผู้อ่านลองขยายภาพเป็นเด็กทั้งระบบการศึกษาเรา 10 ล้านคนแล้วหลับตาเห็นหน้าเด็กเก่งๆอยู่สักสองแสนคนที่ล้ำหน้าเพื่อนอีก 9.8 ล้านคนที่ยังคงตกเกณฑ์นานาชาติอยู่สิครับรันทดไหม
กำลังจะบอกว่ากุญแจสู่ความสำเร็จของการศึกษาไทยไม่ใช่การมาปั้นเด็กร้อยละ 2 ให้ไปคว้ารางวัลมาปลอบใจระบบการศึกษาที่ล้มเหลวของเราครับ แต่ต้อง “ปั้นเด็กทั้งแผ่นดิน” สร้างคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กไทยไม่ว่าอยู่แห่งหนตำบลใดอย่างเท่าเทียม
ใน 13 ประเทศ ( แน่นอนเยอรมันเป็น 1 ในนั้นด้วย! ) ที่คะแนน PISA สูงสม่ำเสมอเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเชื่อไหมครับว่าจิ้มลงไปที่โรงเรียนไหนของเขา จะในเมืองหรือชนบทขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ สังกัดใดๆ ก็คุณภาพสูงไม่ต่างกัน นั่นคือเขาทำการศึกษาให้มี “คุณภาพสูง” ควบคู่การ “ทำลายความเหลื่อมล้ำทางคุณภาพ” ไปพร้อมกัน
แล้วถ้ามีประเทศไม่ใช่แค่ 1-2 ประเทศแต่ตั้ง 13 ประเทศ (1 ใน 3 ของประเทศที่เข้าร่วมการประเมิน) ทำได้และทำมาได้ต่อต่อเนื่องด้วย แล้วทำไมเราจะทำไม่ได้ อยากเห็นรัฐบาล “ฟันธง” กับการศึกษาไทยซะที เลิกโทษแต่กระทรวงศึกษาธิการหรือ “อะไรๆก็ครู” เสียที แต่ “ปักธง” เลยว่าเด็กทุกคนบนแผ่นดินนี้ต้องได้ครูดีได้โรงเรียนดี แล้วก็ดึง “ตัวช่วย” มาเยอะๆ ทั้งท้องถิ่น ภาคเอกชน ชุมชน มหาวิทยาลัยในท้องถิ่นมาช่วยงานการศึกษาของชาติโดยใช้ยุทธศาสตร์ใหม่ “การจัดการเชิงพื้นที่” ว่ากันไปเป็นท้องถิ่นๆ หรือจังหวัดๆ ก็ได้กระจายบทให้หลายๆภาคส่วนได้เข้ามาช่วยกันทำงานการศึกษาให้เข้มแข็ง “อย่างเป็นระบบ” ทั้งการพัฒนาโรงเรียน ครู หลักสูตร วิธีการเรียนรู้ไปจนถึงวิธีการวัดประเมินผลความสำเร็จของการจัดการศึกษา (เลิกดูแต่คะแนนโอเน็ตเพียงลำพังซะทีได้หรือไหม เด็กไทยมีดีให้วัดอีกหลายอย่างครับ) ทำกันไปทีละพื้นที่ทีละจังหวัด พลิกโฉมกระทรวงศึกษาธิการมาเป็น “ผู้จัดการทีม” วาง “ผู้เล่น” กันใหม่ให้เหมาะกับ “ฝีเท้า” แต่ละคน กำหนดมาตรฐานชัดๆว่าแต่ละพื้นที่แต่ละจังหวัดอยากได้ “อะไร” ที่ตอบโจทย์การศึกษาหรือของเด็กๆในพื้นที่ แล้วก็ซ้อมกันบ่อยๆ เข้มข้นต่อเนื่อง ร่วมมือกันทุกฝ่ายในพื้นที่อย่างจริงจัง
คนในพื้นที่ท้องถิ่นถ้าได้รับเกียรติให้จัดการศึกษาให้ลูกหลานเขาเองเพื่ออนาคตท้องถิ่น คงไม่ใครทำอะไรชุ่ยๆกับชีวิตลูกหลานเขาแน่ครับ ขอแค่ “สัญญาณ” และ “การให้เกียรติ” จากภาครัฐที่เปิดทางให้ทุกฝ่ายเข้ามาเป็น “ผู้เล่น” แทนที่จะเป็นได้แค่คนดูตาปริบๆ อยู่ข้างสนาม ดูความพ่ายแพ้ของเด็กไทยในสนามโลกกับการจัดการศึกษาที่รัฐ “เหมาเข่ง” แต่ผู้เดียวมาตลอด
“บทเรียนนานาชาติจึงชี้ชัดว่า ระบบการศึกษาที่ดี คือ ระบบการศึกษาที่เด็กมีคุณภาพสูงได้ทุกคน มิใช่ทำได้เฉพาะเด็กบางส่วน”
ฟันธงเถอะ ฟันธงซะทีกับการบริหารจัดการใหม่ที่จะยกระดับคุณภาพเด็กไทยและลดความเหลื่อมล้ำไปพร้อมกัน “อย่างเป็นระบบ” ด้วยการเพิ่ม “ผู้เล่น” และผันบทบาทรัฐไปเป็น “ผู้จัดการทีม” อย่างที่ว่าไม่ต้องลงมาเล่นเองก็พาทีมชนะได้ ชวนจังหวัดหรือท้องถิ่นที่มีใจมีความพร้อมสัก 10-20 แห่งประเดิมสนามดูครับว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไหนๆการศึกษาไทยก็คงแย่กว่านี้ไม่ได้แล้ว ลองวิธีการใหม่ก็คงไม่มีอะไรต้องเสีย เด็กไทยจะได้เป็น “แชมป์โลก” แบบ “ยกเข่ง” เหมือนชาติอื่นๆเขาบ้าง ไม่ต้องมาสร้างภาพมายากับเด็กไทยหยิบมือเดียวอย่างที่ทำๆกันอยู่
พลังภาคประชาสังคม ที่ช่วยเป็นกระบอกเสียงส่งแรงใจให้ “โค้ชเช” กลับมา เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า ทุกภาคส่วนพร้อมที่จะลุกขึ้นมาช่วยหนุน “กระทรวงศึกษา” เพื่อช่วยให้ลูกหลานไทย ไม่ต้องน้อยหน้าชาติใดในโลก หากแต่คุณต้องทำให้เห็นด้วยว่า ‘พลังหนุน’ นั้นจะไม่เสียเปล่า
เปิดใจฟังเสียงคนในพื้นที่ แล้ว ‘ระบบการศึกษาไทย’ จะไปไกลกว่า ‘บอลรองซีเกมส์’



