ไลฟ์สไตล์

คลินิคคนรักบ้าน:'รถไฟไทย'

คลินิคคนรักบ้าน:'รถไฟไทย'

19 ก.ค. 2557

'รถไฟไทย' : คอลัมน์ คลินิคคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล

 
          ผมมีความผูกพันกับ “รถไฟไทย" มานานตั้งแต่ครั้งยังเล็กเมื่อ 50 ปีล่วงมาแล้ว อาจเป็นเพราะบ้านอยู่ต่างจังหวัดไกลจาก “กรุงเทพฯ” เกือบ 500 กิโลเมตร ตอนที่แม่ส่งให้เข้ามาเรียนใน “กรุงเทพฯ” ตอนนั้นการเดินทางก็ไม่ค่อยจะสะดวกสบายสักเท่าไหร่ รวมทั้งไม่ปลอดภัยหากเดินทางทางรถยนต์ ก็ได้อาศัยบริการ “รถไฟไทย” นี่แหละครับ แม้จะ “ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง” แม้จะช้าหน่อยแต่ก็ปลอดภัยและเพลิดเพลินจำเริญใจครับ ยิ่งพอโตขึ้นได้มีโอกาสเรียนรู้ อะไรมากขึ้นก็ค้นพบความจริงว่า “รถไฟไทย" ในสมัยยุคแรกเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2433 เมื่อครั้ง “พระพุทธเจ้าหลวง” มีพระราชดำริว่าจะใช้โครงข่าย “รถไฟไทย" ในการเชื่อมโยง “สยามประเทศ" อันกว้างใหญ่ไพศาลจากเหนือสุดจรดใต้สุดไปจนปลาย “แหลมมลายู” จากตะวันออกไปจรดตะวันตก เป็นผลให้สถานีรถไฟ “หัวลำโพง" ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ท่าน เพื่อให้เป็นศูนย์กลางของการขนส่ง “ระบบราง” ที่ดีที่สุด มีประสิทธิภาพที่สุด 
 
          เมื่อมีพระราชประสงค์เช่นนี้ การ “รถไฟไทย” จึงเป็นศูนย์รวมของทั้ง “คนเก่ง” และ “คนดี” และเป็นที่ยอมรับว่า “เทคโนโลยี" ของ “รถไฟไทย" ในยุคนั้นดีที่สุดใน “เอเชีย” กล่าวได้ว่า เหนือกว่า “รถไฟญี่ปุ่น" เสียด้วยซ้ำ พูดง่ายๆ ก็ยังถือว่าล้าหลังอยู่ หากเทียบกับ “การรถไฟไทย" แต่อนิจจาไม่รู้ว่าได้เกิดอะไรขึ้น “มรดกทางวัฒนธรรม" และ “ภูมิปัญญา" ของ “ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5” ที่ได้พระราชทานไว้ จากเดิมที่เคย “ดีที่สุดในเอเชีย" กลายเป็น “แย่ที่สุดแห่งเอเชีย"
 
          หากพิจารณากันตามเนื้อผ้าแล้ว “รถไฟไทย" ถือว่าน่าจะเป็น “กิจการของรัฐ”  หรือ “รัฐวิสาหกิจ” ที่ร่ำรวยที่สุดเฉพาะที่ดินที่มีอยู่กระจัด กระจายไปทั่วประเทศตามหัวเมืองต่างๆ ที่โครงข่ายรางรถไฟที่มีความยาวกว่า 4,070 กิโลเมตร ทอดผ่าน ผมยกตัวอย่างเช่น ที่ดินใจกลาง “กรุงเทพฯ” ริม “ถนนรัชดาภิเษก" ตลอดแนว มีมูลค่ามหาศาล เชื่อไหมครับว่าเป็นที่ดินของ “การรถไฟ” ทั้งสิ้น ทั้งห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดและมีค่าเช่าพื้นที่แพงที่สุดก็ตั้งอยู่บนพื้นที่ดิน “การรถไฟ" ที่ดินผืนใหญ่ทำเลทองที่ตั้งอยู่กลางใจเมืองหลายแห่งก็ล้วนแล้วเป็นกรรมสิทธิ์ของ “การรถไฟ” เช่น ที่ดินย่าน จตุจักร , มักกะสัน, เพชรบุรีตัดใหม่ ฯลฯ ทั้งๆ ที่มีทรัพย์สินมากมายมหาศาลเช่นนี้ก็ยังเป็น “รัฐวิสาหกิจ” ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนมากที่สุด (ถึง 7,584 ล้านบาท) ผลาญเงินภาษีของคนไทยไปทุกปีเช่นกัน ทำให้เกิดความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นใน “แดนสนธยา” แห่งนี้ครับ  
 
          แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ “โครงข่ายรถไฟ" ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในโครงข่ายที่สำคัญที่สุดของระบบ “โลจิสติกส์" ซึ่งประสิทธิภาพของระบบนี้เป็นเครื่องชี้เป็นชี้ตายของความก้าวหน้าหรือถดถอยของเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังจะเป็น “ฮับ” และเป็น “ศูนย์กลาง" การขนส่งผู้คน, สินค้าและการบริการของคนในภูมิภาค “อาเซียน" กว่า 600 ล้านคน หากพิจารณาตามเนื้อผ้าในปัจจุบันก็ถือว่า “การรถไฟ" เป็น “จุดบอด" ครับ ที่อาจจะทำให้ทั้งประเทศต้องพ่ายแพ้ในการแข่งขันกันบนเวที “อาเซียน” ได้โดยง่าย 
 
          ความจริงก็ย่อมเป็นความจริงวันยังค่ำ ทำให้ตลอดระยะเวลาหลายปี สังคมไทยได้ยินเรื่องราวที่ “ติดลบ" ของ “การรถไฟไทย" แบบซ้ำซาก ยิ่งมาตอกย้ำในกรณีที่พนักงานที่อยู่ในการกำกับดูแลของ “การรถไฟ" ได้ทำการข่มขืนและฆ่าผู้โดยสารที่เป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะอย่างไร้ทางสู้ มิหนำซ้ำยังจับโยนออกทางหน้าต่างขบวนรถไฟอย่างโหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรม แบบไม่สนใจในความรู้สึกของคนทั้งประเทศ อีกทั้ง “ผู้ว่าการรถไฟ" ก็ไม่ได้มาออกความรับผิดชอบแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังประกาศชัดเจนว่า ยังไงก็ไม่ลาออก (เลยต้องเชิญให้ออก) เป็นความรู้สึกที่เหนือคำบรรยายครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผมที่หลงรักและผูกพันกับการเดินทางด้วย“รถไฟไทย" ตั้งแต่ครั้งยังเด็กเป็นชีวิตจิตใจ ยิ่งเคยได้มีโอกาสใช้ชีวิตใน “ยุโรป” เห็นการให้บริการรถไฟของเขาเปรียบกับรถไฟของเราที่ต่างกันราว “นรก” กับ “สวรรค์" ถ้าไม่ทำการ “ผ่าตัดใหญ่” กันทั้งระบบก็เกรงว่า “การรถไฟไทย” ก็จะกระหน่ำซ้ำเติมสังคมไทยที่บอบซ้ำอยู่แล้วให้หนักข้อขึ้นไปอีก ตลอดระยะเวลาหลายปีผลงานที่ออกมาก็ฟ้องตัวท่านเองอยู่แล้ว ดังนั้นผู้บริหาร “รถไฟไทย” ต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบเถอะครับ หากกล้ายอมรับผิดสังคมก็พร้อมจะให้อภัย และยอมรับถึงความด้อยทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทั้งยอมให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขก่อนจะสายเกินแก้ ยกเครื่อง “รถไฟไทย" กันใหม่เสียทีก็คงดีแน่ครับ
 
.......................................
(หมายเหตุ 'รถไฟไทย' : คอลัมน์ คลินิคคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล)