
บ้านไม่บาน:'ตึกแถวไม่บาน?'
19 ก.ค. 2557
'ตึกแถวไม่บาน?' : คอลัมน์ บ้านไม่บาน โดย... อาจารย์เชี่ยว
สวัสดีครับแฟนๆ ชาว "คนรักบาน” สัปดาห์นี้ผมจะพาแฟนๆ ไปเที่ยวเกาะเล็กๆ ที่ชื่อว่า “สิงคโปร์" หรือมีชื่อเรียกเป็นทางการว่า “สาธารณรัฐสิงคโปร์" กันครับ ที่นี่มีพื้นที่เพียง 697 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 5,543,494 คน ซึ่งพื้นที่ดินถือว่าไม่ใหญ่ไม่โตกว่าเกาะ “ภูเก็ต" ของไทยเราเท่าไหร่ครับ จะว่าไปแล้ว “สิงคโปร์” เป็นประเทศที่ไม่มี “ทรัพยากรธรรมชาติ" อะไรเป็นชิ้นเป็นอันครับ “ทรัพยากร” อย่างเดียวที่มีก็คือ “คน” นอกจากนั้น “สิงคโปร์” ถือว่าเป็นประเทศเกิดใหม่ เพิ่งได้รับเอกราชในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.1965 แยกตัวมาจาก “สหพันธรัฐมาลายา" หรือ “มาเลเซีย" ในปัจจุบัน
ผู้นำ “สิงคโปร์" คนแรกคือ “ลี กวน ยู" และเป็นผู้นำตลอดกาลยาวนานมากว่า 25 ปี จนกระทั่งเกษียณอายุ ในปัจจุบันนายกรัฐมนตรีประเทศนี้ คือ “ลี เซียน ลุง" ลูกชายของ “ลี กวน ยู" ก็บริหารจัดการประเทศนี้ต่อ ถือว่าเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีระบบเผด็จการรัฐสภาอย่างแท้จริง ซึ่งฝ่ายรัฐบาลคุมเสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จครับ
อดีตนายกรัฐมนตรี “ลี กวน ยู" เชื่อว่าการที่จะนำพา “สิงคโปร์” ไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองภายใต้สภาวะการขาดแคลน “ทรัพยากรธรรมชาติ” นั้น ไม่มีทางเลือกอื่น จะต้องพัฒนา “ทรัพยากรมนุษย์" อย่างเข้มข้นและจริงจัง เป็นผลให้ “สิงคโปร์” จึงเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา ดังนั้นงบประมาณส่วนใหญ่จึงทุ่มเทไปที่ “กระทรวงศึกษาฯ" ก็ได้ผลครับ “คนสิงคโปร์" จึงเป็นคนที่มีคุณภาพสูงกว่าทุกชาติใน “อาเซียน" ทั้งๆ ที่เป็นประเทศที่เล็กที่สุด, ประชากรน้อยที่สุด และขาดแคลน “ทรัพยากรธรรมชาติ" ที่สุดใน “อาเซียน" แม้แต่น้ำที่ใช้อุปโภคบริโภคยังต้องนำเข้ามาจากประเทศ “มาเลเซีย” โดยผ่าน “จอร์โหบารู"
น่าแปลกใจครับว่า “สิงคโปร์" เป็นผู้ค้าข้าวระดับโลก แต่ไม่เคยปลูกข้าว เป็นผู้ค้าน้ำมันระดับโลกแต่ก็ไม่เคยมีบ่อน้ำมัน การค้าการลงทุนในประเทศนี้ก็ถือว่าเฟื่องฟูที่สุดใน “อาเซียน" มีท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่และทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกและยังเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าปลอดภาษี ทั้งเป็นศูนย์การลงทุนทางการเงินและการธนาคารน้อยใหญ่ทั่วโลกก็จะกระจุกตัวบนเกาะเล็กๆ แห่งนี้ หากใครคิดจะเข้ามาลงทุนในกลุ่มประเทศ “อาเซียน" หรือต้องการระดมทุนต้องมาตั้งสำนักงานที่ “สิงคโปร์" และปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่ง “สิงคโปร์” ได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่มี “การคอร์รัปชั่น" ต่ำที่สุดประเทศหนึ่งในโลกครับ
คน “สิงคโปร์" ประกอบด้วยคนหลายเชื้อชาติครับ ไม่ว่าจะเป็น “จีน” (76.5%), ชาว “มาเลย์” (13.8%), ชาว “อินเดีย” (8.1%) และอื่นๆ สามารถอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน ไม่มีความขัดแย้งรุนแรง ทุกครั้งที่ผมไป “สิงคโปร์" ผมชอบไปย่าน “ไชน่าทาวน์" เพื่อที่จะไปรับประทานอาหารประจำชาติของ “สิงคโปร์" คือ “ข้าวมันไก่ไหหลำ" และกลับไปย้อนรอยดูอดีตอันรุ่งเรืองของ “สิงคโปร์" ในยุคล่าอาณานิคมของ “อังกฤษ” ซึ่งผมชื่นชมรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่หลากหลายของ “ตึกแถว" ในสไตล์ “ชิโน-โปรตุกีส" ที่มีลักษณะพิเศษเรียกว่า “หง่อคาขี่” และที่น่าชื่นใจคือ “สิงคโปร์” ได้ก้าวไปข้างหน้าสู่ความ “ทันสมัย" โดยไม่ทำลายอาคารเก่า
จะว่าไปแล้ว “กรุงเทพฯ” ในอดีตก็มี “ตึกแถว" ในสไตล์ที่คล้ายคลึงกันนี้อยู่มิใช่น้อย ตลอดสองฟากฝั่งของถนน “เจริญกรุง" ที่มีชื่อเดิมว่า “นิวโรด” บนถนนตัดใหม่สมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 แต่แนวทางในการพัฒนาประเทศของเราต่างจาก “สิงคโปร์" ครับ เพราะมักจะทุบทิ้งและทำลายของเก่า โดยไม่ “อนุรักษ์ สืบสาน และพัฒนา" ก็เป็นที่น่าเสียดายมากครับ “ตึกแถว” ที่ “สิงคโปร์" ก็เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจของผมในการออกแบบ “ตึกแถวไม่บาน" ซึ่งผมได้พัฒนาต่อยอดจากรูปแบบ “ตึกแถว" ที่ได้สร้างนับ 100 ปีล่วงแล้ว ตั้งแต่ยุคแรกๆ ของการล่าอาณานิคมของ “อังกฤษ” และทำให้ผมเชื่อว่า “ตึกแถว" ก็จะอยู่คู่สังคม “ไทย” และสังคม “อาเซียน" ไปอีกนานหลายสิบหลายร้อยปี ก็เพราะ “ตึกแถว" นั้น เป็น “ราก" ทางวัฒนธรรมของชาว “จีนโพ้นทะเล" มาพร้อมกับกิจการการค้าที่แทรกตัวผสมผสานอยู่ในทุกชาติ “อาเซียน" ครับ
สัปดาห์นี้แฟนๆ ชาว “คนรักบ้าน" มาลองเปรียบเทียบ “ตึกแถว” สไตล์ “ชิโน-โปรตุกีส" ที่ตั้งอยู่มานานนับศตวรรษในย่าน “ไชน่าทาวน์" ของ “สิงคโปร์" กับ “ตึกแถวไม่บาน" ของอาจารย์ “เชี่ยว ชอบช่วย" ที่หากดูรูปลักษณ์ภายนอกแบบผิวเผิน อาจจะดูคล้ายๆ กัน แต่เมื่อกระแส “โลกาภิวัตน์" เปลี่ยนไป ทำให้วัฒนธรรมการกินอยู่ใน “ตึกแถว" ยุคเก่าหรือยุคใหม่ก็มีความเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันไปเช่นกัน แต่มาจาก “ราก" อันเดียวกัน
สำหรับ “ตึกแถวไม่บาน" ของผมมีความพิเศษ คือ เป็น “ตึกแถว" มีความสูง 4 ชั้น (หากนับดาดฟ้าก็จะเป็น 5 ชั้น) เป็น “ลูกผสม” ของกิจการค้าขาย ออฟฟิศ และที่พักอาศัย โดยมีจำนวนห้องถึง 16 ห้องนอน 16 ห้องน้ำ และภายในยังติดตั้งลิฟต์โดยสารขนาดความจุ 4 คน เพื่อความสะดวกสบายในการขึ้นลงชั้นสูงๆ นับเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ตึกแถวรุ่นเก่าไม่มี ส่วนตัวโครงสร้างก็เปลี่ยนไปจากเดิมเป็นการ “ก่ออิฐถือปูน" ในระบบ “กำแพงรับน้ำหนัก" มาเป็นระบบ “เสาคาน" ที่ทำให้โครงสร้างเบาขึ้นและสามารถเจาะช่องเปิดได้มากขึ้น ก็นับได้ว่าเป็นความก้าวหน้าทางด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม ตลอดจนเทคโนโลยีในการก่อสร้างครับ
อยากให้ผู้อ่านชาว “คนรักบ้าน" ลองใช้วิจารณญาณเปรียบเทียบกันดูครับ ระหว่าง “ตึกแถวรุ่นเก่า" ที่มีอายุนับร้อยปีกับ “ตึกแถวไม่บานรุ่นใหม่" ที่ผมได้ออกแบบขึ้น ซึ่งใน “ความเหมือน" ก็ย่อมมี “ความแตกต่าง" ครับ จะว่าไปแล้ว “ตึกแถวไม่บานรุ่นใหม่" สามารถตอบโจทย์ของ “วิถีชีวิตร่วมสมัย" ได้ดีขึ้น เป็นการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงโดยไม่ลืม “ราก" และไม่ลืมที่จะหอบหิ้วเอา “ของดีมีอยู่” คือ รูปแบบของ “ตึกแถว" ในอดีตตามเราไปด้วย เป็นการก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนโดยไม่ลืมที่จะเหลียวหลัง
สาระน่ารู้เกี่ยวกับอาคารบ้านเรือนใน “ไชน่าทาวน์" ยังมีอีกมาก ติดตามกันต่ออีก 2 สัปดาห์หน้าครับ มาดูว่า คน “สิงคโปร์” ที่ผมชื่นชมหนักหนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการศึกษาได้ใช้ปัญญาเข้าไปแก้ปัญหา สภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นที่แดดแรงและฝนตกชุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำกันอย่างไร ก็มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบ่งปันกันครับ จะได้นำมาปรับประยุกต์ใช้ให้เข้ากับวิถีชีวิตสำหรับ “คนรักบ้าน” ชาวไทยให้อยู่ดี มีสุข ยิ่งๆ ขึ้นไปครับ
.......................................
(หมายเหตุ 'ตึกแถวไม่บาน?' : คอลัมน์ บ้านไม่บาน โดย... อาจารย์เชี่ยว)



