ไลฟ์สไตล์

ล่องเรือชมธรรมชาติสัมผัสป่าอเมซอน

ล่องเรือชมธรรมชาติสัมผัสป่าอเมซอน

13 ก.ค. 2557

ล่องเรือชมธรรมชาติสัมผัสป่าอเมซอน : ท่องต่างแดน เรื่อง / ภาพ โดยกรรณิกา ใจจำนงค์

               คิดไว้ในใจตั้งแต่ได้ยินว่าฟุตบอลโลกในปี 2014 จะจัดขึ้นที่ประเทศบราซิล จิตใต้สำนึกวิ่งปู๊ดเข้ามากระทบจนรู้สึกได้ว่า "เราน่าจะไปดูนะ" ด้วยตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยกพ่อซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้บอลบราซิล แล้วก็เปิดให้ลูกๆ ได้ดูไปพร้อมๆ กัน จนซึบซับว่าหลงรักทีมบราซิลไปอย่างไม่รู้ตัว เมื่อทุกอย่างมาประจวบเหมาะจึงน่าไปสัมผัสกับบรรยากาศกันสักครั้งในชีวิต (แอบคิดการใหญ่ในใจคนเดียว) แล้วความประจวบเหมาะก็มาถึงจริงๆ แถมตรงกับคอนเซ็ปต์ของแบรนด์ ที่ว่า "คิดให้ใหญ่ ไปให้สุด"  ของ  "บิ๊กโคล่า"  ก็ส่งหมายมาชวนไปชมการแข่งขันฟุตบอลโลกระหว่างอังกฤษ และอิตาลี ที่ประเทศบราซิล พร้อมสัมผัสธรรมชาติที่เป็นหนึ่งในโอโซนโลกอย่าง "อเมซอน" นั่นจึงเป็นการสานฝันครั้งหนึ่งในชีวิตได้อย่างลงตัว

               ถึง  เมืองมาเนาส์  ในรัฐอามาโซนัส ทางตอนเหนือของบราซิลใช้เวลาเดินทางกว่า 20 ชั่วโมง ขอนอนเอาแรงตื่นมาก็เริ่มทริปด้วยไกด์ท้องถิ่น "ราฟาเอล เอสเตรลา เดอ เฟรตาส" ที่แสนจะศรัทธาในอาชีพของตัวเองและพร้อมจะปกป้องธรรมชาติจากคำพูดและการกระทำ ยกตัวอย่างเพียงแมลงตัวเล็กๆ มาเกาะเขาก็ค่อยๆ จับมันออก ทำเอาเราไม่กล้าปัดต้องค่อยๆ จับตามเจ้าถิ่น  เพียงก้าวแรกกับการพาล่องแม่น้ำเนโกรซึ่งมีสีดำสนิท ด้วยเป็นมวลน้ำที่ไหลผ่านบริเวณป่าดิบและป่าพรุเป็นส่วนใหญ่ ซากต้นไม้ใบไม้เหล่านี้ล่ะที่ทำให้น้ำเป็นสีดำ และที่ล่องมากลางน้ำนี้เพราะเป็นถิ่นที่มี "โลมาสีชมพู" ที่ทางรัฐบาลได้มอบหมายให้คนท้องถิ่นอนุรักษ์และดูแลอย่างเข้มงวด ห้ามทำร้าย ห้ามล่า โดยจะมาตรวจสอบเป็นประจำทุกเดือน พร้อมมีรายได้ตอบแทนนั่นเอง จึงเห็นโลมาสีชมพูเวียนว่ายกันอย่างอิสระเสรี แถมบางตัวกระโดดมากินอาหารในมือได้อย่างไม่เกรงกลัวอันตราย 

               เมืองมาเนาส์ถือว่าเป็นเมืองกลางป่า ตั้งอยู่บริเวณจุดบรรจบกันของ  แม่น้ำเนโกร  และ  แม่น้ำโซลิโมยส์  เป็นจุดหมายปลายทางในการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และไม่ไกลจากกันมานักก็เป็นที่อยู่ดั้งเดิมของชาวพื้นถิ่นอย่าง  "อินเดียนแดง"  ที่เราต้องนั่งเรือเล็กวิ่งเข้าไปหา ด้วยจังหวะประจวบเหมาะวันที่เราเดินทางไปเยือนนั้นเป็นวันเปิดการแข่งขันฟุตบอลโลก และเป็นการเปิดสนามนัดแรกของทีมเจ้าภาพอย่างบราซิล เราจึงได้มีโอกาสเห็นชาวอินเดียนแดงในทุกเพศวัย สวมเสื้อทีมชาติบราซิล นั่งเชียร์ทีมตัวเองอย่างคึกคัก ท่ามกลางกองทัพสื่อมวลชนของบราซิลที่มาเฝ้าสังเกตและเผยแพร่ข่าวนี้ไปทั่วประเทศ แม้เราจะไม่เข้าใจกันจากการพูดคุย แต่ด้วยใจที่ตรงกันในการเชียร์ทีมโปรด จึงทำให้กองทัพนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีทั้งไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม ต่างส่งเสียงเชียร์ทีมเจ้าภาพไปกับชาวท้องถิ่นได้อย่างครื้นเครง เมื่อร่วมใจเชียร์ทีมชาติของเขาซะขนาดนั้น หัวหน้าใหญ่ของชนเผ่าอินเดียนแดง จึงไม่รอช้าบอกลูกบ้านให้เปลี่ยนชุดประจำเผ่าออกมาร้องรำทำเพลงต้อนรับเราอย่างคึกคักเป็นการตอบแทน...คุ้มแสนคุ้มจริงๆ

               ตื่นขึ้นอีกวันเพียงก้าวเท้าออกมาจากห้องก็ทำเอากรี๊ดดดด...เพราะวิวตรงหน้าช่างสวยงามและหายากยิ่งในเมืองกรุงเทพมหานคร ด้วยเรือจอดอยู่ในช่องแคบเล็กๆ ที่รายล้อมไปด้วยป่าไม้ดิบชื้นที่เลี้ยงตัวเองท่ามกลางลำน้ำกับแสงของพระอาทิตย์ที่กำลังส่องแสงสว่างกวาดไล่ความมืดดำในยามค่ำคืนให้จางหาย สะท้อนกับพื้นน้ำกลายเป็นสีชมพูอมส้ม...ไม่กรี๊ด ไม่กดชัตเตอร์ก็ไม่ได้แล้ว ใช่เท่านั้นหลังเสร็จสิ้นอาหารเช้าเราถูกไกด์คนเก่งพาไปท่องป่า พร้อมกับแนะนำให้รู้จักพรานป่าตัวจริงของผืนป่าดิบชื้นอย่าง "แอนโตนิโอ" ที่ผูกพันกับผืนป่านี้อย่างมาก รู้จักในทุกตารางนิ้วด้วยความรักและเอาใจใส่ ทำให้เราได้รู้จักพันธุ์ไม้ต่างๆ กระจ่างแจ้ง ที่สำคัญถ้าเราหลงป่าแล้วมีนายพรานคนนี้อยู่ด้วย รับรองค่ะ..ไม่อดตาย...มีชีวิตได้อย่างสมบูรณ์พูนสุขซะด้วย 

               เอาล่ะค่ะได้เวลาท่องป่าอเมซอน แต่ก่อนที่จะไปเจอปลาปิรันยาและงูยักษ์อนาคอนดา ที่เผลอแป๊บไกด์ท้องถิ่นก็ส่องไฟดวงใหญ่ไปตามริมฝั่ง แล้วทำสัญลักษณ์มือให้คนขับเรือหันหางเสือพุ่งตรงเข้าไป พร้อมๆ กับที่เจ้าตัวก็ก้มตัวนอนราบไปกับเรือก่อนที่จะยื่นมือไปขวาหมับกับบางสิ่งริมฝั่งน้ำ แล้วขึ้นมาพร้อมกับ "จระเข้ตัวน้อย"...ที่เจ้าตัวบอกว่าอายุปีกว่าๆ ทำเอาคนกลัวสัตว์เลื้อยคลานอย่างเรากระโดดพรวดไปหน้าเรือแบบไม่กลัวตกน้ำ ทำใจอยู่แป๊บ..เออก็ตัวเล็กๆ ไหนๆ ก็ไหนๆ ขยับตัวไปใกล้นิดนึงแล้วค่อยๆ ยื่นมือไปลูบตัว อืม...จระเข้ป่าอเมซอน..(ครั้งแรกในชีวิต) มันเป็นอย่างนี้นี่เอง...

               หายตกใจไปต่อกันที่เจ้าสัตว์แสนน่ารัก  "หมีขี้เกียจ"  ที่มีชื่อว่า  "เลซีแบร์"  หน้าตาคล้ายชะนีบ้านเรา แต่ตัวเล็กๆ แขนขายาว แต่เคลื่อนไหวช้ามาก เรียกว่ากระดึ๊บๆ เอาน่าจะเหมาะที่สุด น่ารักนะคะ แล้วเวลาแห่งความเครียดก็มาถึง เมื่อไกด์ส่งสัญญาณให้คนขับเรือลัดเลาะไปตามป่าดิบชื้นในลำคลองแคบๆ ของอเมซอน พร้อมบอกว่าอย่ายื่นมือลงไปในน้ำ คำตอบกระจ่างในสมองทันทีว่าถิ่น  "ปิรันยา"  ชัวร์ ได้ที่ได้ทางไกด์ส่งเบ็ดให้ทุกคนพร้อมกับมีเนื้อสดๆ เป็นเหยื่อ...แล้วบอกให้ทุกคนหย่อนเบ็ดลงไป ใจนึกทันทีงานนี้ไม่ใช่เราแล้ว เพราะทุกครั้งที่ตกเบ็ดทั้งชีวิตนี้ ไม่เคยได้กับเขาสักตัว และก็เป็นจริงค่ะ  ตกไม่ได้ แถมทั้งเรือตกไม่ได้สักคน...(แอบขำคนเดียว) รอดไป...ไกด์แจงให้ฟังว่าช่วงนี้มีการเปลี่ยนแปลงของอากาศ และมีเรือนักท่องเที่ยวมามาก ปิรันยาตัวเก่งอาจจะอิ่มหมีพีมันเลยไม่ยอมปรากฏโฉมมาติดเหยื่อ...เอาค่ะไม่ว่ากัน ไม่อยากเห็นตัวเป็นๆ อยู่แล้ว จากนั้นเป็นคิวส่อง  "อนาคอนดา"... โอ้แม่เจ้า..ไม่อยากเห็น ไม่อยากเจอ...ใครไม่กลัว..เขากลัว...แต่เจ้างูยักษ์คงรู้ว่าเรากลัวมาก จึงไม่ปรากฏกายมาให้เห็น...บุญไป..สาธุ...

               ปิดทริปครั้งกันที่แม่น้ำสองสายไหลมาบรรจบกันจนกลายเป็นแม่น้ำสองสี เป็นการไหลรวมของ "แม่น้ำโซลิโมยส์" ที่เป็นสีเหลืองเพราะไหลผ่านดินเป็นส่วนใหญ่ มาบรรจบกับ "แม่น้ำเนโกร" ด้วยค่าพีเอชของน้ำ ความเป็นกรดเป็นด่างต่างกัน จึงทำให้เกิดเป็นแม่น้ำสองสีไหลยาวไปกว่า 8 กิโลเมตร ก่อนที่จะกลืนเป็นหนึ่งเดียว... และทำเอาทุกคนที่ร่วมทริปเดินทางกลางสายน้ำมีใจเป็นหนึ่งเดียว คือทุกคนหลงรัก "อเมซอน"...