ไลฟ์สไตล์

สกว.เตรียมชงคสช.แก้ปัญหาจัดการแรงงานข้ามชาติ

สกว.เตรียมชงคสช.แก้ปัญหาจัดการแรงงานข้ามชาติ

12 ก.ค. 2557

สกว.หนุนการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในบริบทอาเซียน พร้อมนำเสนอข้อสรุปเชิงนโยบายให้ก.แรงงานและคสช. ยึดหลักกฎหมายสากลเน้นคุ้มครองแรงงานอย่างมีมนุษยธรรม

               13ก.ค.2557หม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาสาธารณะ เรื่อง “การบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในบริบทอาเซียน” เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2557 ณ  โรงแรมเดอะ สุโกศล ซึ่งจัดโดยโครงการจับตาอาเซียน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) พร้อมทั้งปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ: โอกาสและความท้าทาย” โดยกล่าวถึงสถานการณ์การเคลื่อนย้ายแรงงานในอาเซียนในปัจจุบันว่ามีการเคลื่อนย้ายสองรูปแบบ คือ ประเทศผู้นำเข้าแรงงาน ที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวเนื่องจากขาดแคลนแรงงานและมีปัจจัยดึงดูดการเคลื่อนย้าย ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย บรูไน และประเทศผู้ส่งออกแรงงาน ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม เมียนมาร์ ลาว ไทย ซึ่งมีนโยบายส่งออกแรงงานอย่างชัดเจนเพื่อแก้ปัญหาการว่างงานในประเทศ โดยแรงงานส่วนใหญ่ที่เคลื่อนย้ายในอาเซียนเป็นประเภทไร้ฝีมือที่เคลื่อนย้ายไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้านที่มีพื้นที่ติดต่อกัน

               เพื่อให้การคุ้มครองดูแลแรงงานที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย จึงได้มีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน คือ ลาว เมียนมาร์ และกัมพูชา ในการนำเข้าแรงงานให้ถูกต้องตามกฎหมายสากล หลักสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรม รัฐบาลต้องแบกภาระทั้งด้านสาธารณุสข การศึกษา และสวัสดิการต่าง ๆ จึงต้องส่งเสริมให้มีการเข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง นอกจากนี้ในฐานะที่เป็นสมาชิกอาเซียน ไทยได้ลงนามในปฏิญญาว่าด้วยการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของแรงงานข้ามชาติเมื่อปี 2551 ซึ่งเน้นการส่งเสริมสิทธิตามกฎหมายของแรงงานข้ามชาติ ความรับผิดชอบของประเทศผู้รับและผู้ส่ง ไทยจึงมีหน้าที่ความรับผิดชอบทั้งสองส่วน และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อร่างตราสารว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติแต่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน เนื่องจากประเทศผู้ส่งต้องการการคุ้มครองและผลประโยชน์อย่างเต็มที่ ขณะที่ประเทศผู้รับต้องการให้ยึดตามกฎหมาย คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปี 2557 โดยจะมีการประชุมอีก 3 ครั้งที่เมียนมาร์ มาเลเซีย และลาว

               การเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีทักษะฝีมืออย่างเสรีตามกฎบัตรเออีซีมีสองประเภท คือ การเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดาภายใต้การค้าบริการ รวมทั้งการเคลื่อนย้ายตามธรรมชาติของกาค้า/การลงทุน และการเคลื่อนย้ายแรงงานวิชาชีพตามข้อตกลงยอมรับร่วมกันด้านคุณสมบัติในสาขาวิชาชีพหลัก  8 สาขา ได้แก่ วิศวกรรม นักบัญชี แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล นักสำรวจ สถาปัตยกรรม การบริการและการท่องเที่ยว โดยต้องมีการยอมรับร่วมกันเรื่องคุณสมบัติที่เป็นเงื่อนไขการไดรับอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพ ทั้งนี้นักวิชาชีพในอาเซียนประเทศหนึ่งสามารถจดทะเบียนเพื่อประกอบวิชาชีพในประเทศอาเซียนอื่น ๆ ได้ แต่ยังต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบภายในประเทศนั้น ๆ ในการอนุญาตประกอบวิชาชีพสาขานั้น ๆ ซึ่งกระทรวงแรงงานมีภารกิจในการออกใบอนุญาตทำงานให้กับแรงงานกลุ่มนี้ สำหรับแรงงานที่ต้องเข้ามาช่วยในด้านการบริการเฉพาะด้าน เช่น ประมง จำเป็นต้องมีกระบวนการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านหรืออื่น ๆ โดยต้องเข้าสู่กระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายเช่นกัน

               อย่างไรก็ตามหลังจากมีคำสั่ง คสช. ทำให้เกิดการไหลออกของแรงงานข้ามชาตินับแสนคน จึงต้องจัดตั้งศูนย์ประสานงานรับแรงงานกัมพูชากลับเข้ามาทำงานตามเดิมตามชายแดนไทย โดยเน้นย้ำให้เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามหลักสากล ซึ่งขณะนี้มีตัวเลขแรงงานที่กลับเข้ามาประมาณ 1.2 หมื่นคน รวมถึงจัดตั้งศูนย์เบ็ดเสร็จที่สมุทรสาคร โดยนำกระบวนการพิสูจน์สัญชาติมารวมอยู่ในที่เดียวกันเพื่ออำนวยความสะดวกแก่แรงงาน ส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารประจำตัว ปัจจุบันการประสานให้ออกหนังสือเดินทางถาวรเพื่อลดขั้นตอนในการดำเนินงาน โดยเปิดศูนย์เพิ่มเติมอีก 7 แห่งที่สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง ตราด อยุธยา ฉะเชิงเทรา สุราษฎร์ธานี และสงขลา

               ล่าสุดมีประกาศขอให้นายจ้างประมงใน 22 จังหวัดส่งทะเบียนรายชื่อแรงงานที่สำนักงานจัดหางานในจังหวัดฝั่งทะเล เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการขึ้นทะเบียนแรงงานต่อไป และประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

               “ปัจจุบันกระทรวงแรงงานได้เดินหน้าแก้ไขแรงงานทั้งขาเข้าและขาออกให้เป็นการดำเนินงานระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาการหลอกลวงแรงงานผิดกฎหมาย และคุ้มครองดูแลตามหลักกฎหมายสากล และทำงานร่วมกับองค์กรแรงงานระหว่างประเทศเพื่อจัดทำแนวปฏิบัติที่ดีด้านแรงงาน ให้นายจ้างประกาศตัวเองว่าไม่ใช้แรงงานเด็กหรือแรงงานบังคับ มีสวัสดิการต่าง ๆ มีการรวมตัวและเจรจาต่อรอง สรุปภาพรวมนโยบายของทุกรัฐบาลและกระทรวงแรงงานมองเห็นความสำคัญของแรงงานข้ามชาติที่มีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศและเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ”
 
               ด้าน ศ. นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า แรงงานข้ามชาติเป็นประเด็นความสำคัญต่อสถานการณ์ของประเทศไทยในขณะนี้ ซึ่งแรงงานย้ายถิ่นส่วนใหญ่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศเพราะไม่สามารถทำงานหาเลี้ยงชีพเลี้ยงครอบครัวได้เพียงพอในประเทศของตนเอง หรือมีช่องว่างทางรายได้และความแตกต่างของคุณภาพชีวิตระหว่างประเทศทั้งนี้เพื่อแสวงหาโอกาสที่ดีกว่า วิกฤตการณ์ทางการก็เมืองก็ถือเป็นแรงผลักสำคัญของการย้ายถิ่นข้ามชาติ สำหรับประเทศไทยที่มีพื้นที่ติดต่อกับหลายประเทศ มิติทางประวัติศาสตร์กับการขีดเส้นกั้นพรมแดน ก็มีส่วนทำให้การเคลื่อนย้ายติดต่อกันข้ามพื้นที่ตามวิถีการดำรงชีวิตเดิมหรือตามความสัมพันธ์แบบเครือญาติกลายเป็นเรื่องต้องห้ามและผิดกฎหมายได้

               จากสถิติกระทรวงแรงงาน ประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติกว่าล้านคน แต่มีผู้ประเมินว่า แท้จริงแล้วประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติราว 2-3 ล้านคน จากงานวิจัยของ สกว. พบว่าหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นที่เป็นอยู่ ในปี 2573 ประเทศไทยอาจจะมีแรงงานข้ามชาติถึง 6.4 ล้านคน และในปัจจุบัน แรงงานข้ามชาติมีที่มาจากหลากหลายประเทศไม่ใช่เฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้าน  เราจึงต้องการการบริหารจัดการที่ดี ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศ เป็นธรรมต่อแรงงาน และลดผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้นจากการอพยพย้ายถิ่นของแรงงานข้ามชาติ

               ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องดังกล่าว สกว.จึงให้ทุนสนับสนุนการวิจัยเรื่องแรงงานข้ามชาติมาอย่างต่อเนื่อง เป็นความพยายามทำความเข้าใจปัญหาที่ซับซ้อนเพื่อสร้างข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการจัดการแรงงานข้ามชาติ โดย สกว. มองเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ทั้งในมิติเศรษฐกิจ คือ ในเรื่องความจำเป็นทางเศรษฐกิจทั้งในปัจจุบันและในอนาคตเมื่อเราเป็นประชาคมอาเซียนที่ต้องการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และเมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมประชากรสูงวัย ความสำคัญในมิติทางสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ต้องพิจารณาในเรื่องสิทธิมนุษยชน ปัญหาการค้ามนุษย์ และการคุ้มครองแรงงาน และมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่อาจใช้เป็นเครื่องมือในลดและแก้ไขปัญหาการอพยพข้ามแดนรวมถึงการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ประเทศไทยจะใช้ประโยชน์จากการเป็นประชาคมอาเซียนเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร

               การสัมมนาในครั้งนี้จะฉายให้เห็นภาพบางส่วนที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วมสัมมนา  และยังเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเห็นระหว่างภาควิชาการกับภาคส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง อาทิ ภาคราชการ ภาคธุรกิจ องค์กรพัฒนาเอกชนและเครือข่ายแรงงาน แต่การศึกษาวิจัยยังมีอีกหลายมิติและยังไม่สิ้นสุด สกว.ยังมีชุดความรู้เกี่ยวกับเรื่องชนกลุ่มน้อย และการบริหารจัดการชายแดนในมิติการค้าการลงทุน การศึกษา และการสาธารณสุข เราจำเป็นต้องต่อภาพองค์ประกอบเหล่านี้ในการออกแบบนโยบายที่ดีด้านการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ แม้ว่าการสร้างความสมดุลของทุกมิติทั้งด้านบวกและลบจะเป็นเรื่องยาก ละเอียดอ่อน แต่ก็มีความจำเป็น  

               หัวใจสำคัญของการออกแบบนโยบายการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติที่สมดุล คือ การมีข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องและรอบด้าน สกว.คาดหวังว่าความรู้จากงานวิจัยจะมีส่วนสนับสนุนการปฏิรูปการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพ นำไปสู่ความเจริญยั่งยืนสำหรับประเทศและภูมิภาคสืบไปในระยะยาว อีกทั้งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อ คสช. ในการนำไปปรับใช้เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อไป